ตอนที่ 20 ช่วยคน
หลังจากที่เสี่ยวเอ้อร์จากไปไม่นานก็กลับมาพร้อมอาหารขึ้นชื่อสี่จานและนำชาสองกา อาหารทั้งสี่จานนี้รสชาติไม่เลวเลยทีเดียว เพียงแต่อั้นจิ่วรู้สึกว่ามันจืดไปสำหรับเขา อาจจะเป็นเพราะในตอนที่เขาเป็นวิญญาณล่องลอยไปหลายภพหลายชาติ หลายสถานที่ เขาได้เห็นวัฒนธรรมการกินของผู้คนมากมายและพัฒนาการของอาหารจากยุคสู่ยุค
ตอนนี้เขามาเกิดในยุคโบราณสถานที่สุดแสนจะกันดารและล้าหลัง แม้จะเป็นในเมืองใหญ่แต่อาหารกลับมีน้อยมาก ขาดความหลากหลาย เครื่องปรุงหลายชนิดยังไม่ถูกคนพบ และยังไม่มีผู้ใดนำมาใช้ในการปรุงอาหาร พืชบางชนิดชาวบ้านกลับไม่รู้ว่ามันกินได้ อาหารที่มีสีสันจัดจ้านจะถูกมองว่ามันเป็นพิษ เช่นเดียวกับผักผลไม้ที่มีสีสันสดใส อาจจะเป็นเพราะอาหารไม่ถูกปาก อั้นจิ่วจึงกินน้อยมาก อาหารที่เขากินที่บ้านสกุลฉือนั้นล้วนเป็นเขาที่สอนท่านแม่กับท่านย่าทำ รสชาติอาหารจึงอร่อยถูกปากเขามากกว่า
"นายน้อยอาหารไม่ถูกปากหรือขอรับ"
“ก็พอกินได้ แต่จะให้อร่อยเหมือนอาหารที่บ้านก็คงเป็นไปไม่ได้"
“ขอรับ เช่นนั้นนายน้อยอยากจะกินสิ่งใดอีกหรือไม่ หรือจะรอให้ต้าเฮยกลับมาก่อน”
“รอต้าเฮยกลับมาก่อนก็แล้วกันนะ แต่จะว่าไปที่นี่ก็น่าเสียดายไม่น้อยถ้าจะปล่อยให้มันขาดทุนไปเสียอย่างนี้ อีกไม่นานก็คงปิดตัวลง การกระทำของเจ้าเมืองนั้นก็น่ารังเกียจสิ้นดี หรือว่าข้าจะให้สูตรอาหารกับพวกเขาสักสองสามอย่างดีล่ะ ต้าฮุย เจ้าว่าเยี่ยงไร”
“แล้วแต่นายน้อยจะเห็นสมควรขอรับ แต่ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่สูตรอาหาร หากนายท่านของพวกเขาไม่สามารถถอนพิษได้ นั่นไม่เท่ากับว่าครอบครัวขาดเสาหลักไปหรือขอรับ คุณชายใหญ่ผู้นั้นก็เป็นเพียงบัณฑิตอ่อนแอ จะไปสู้รบปรบมือกับผู้ใดได้ ต่อให้เขาอยากสู้ แต่จะเอาอันใดไปสู้เล่าขอรับ ข้าได้ยินมาว่า เจ้าเมืองผู้นั้นมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อาวุโสของสำนักพยับหมอก ขุมอำนาจอันดับหนึ่งของซือโจว เมื่อเป็นเช่นนี้นายน้อยคงจะเดาได้ใช่หรือไม่ขอรับ”
“อ้อ ขุนนางสติสุนัขกับขุมอำนาจชั่วร้ายจับมือกันทำความชั่ว มิน่าเล่า มีขุมอำนาจคอยหนุนหลังถึงได้ไม่เกรงกลัวว่าจะมีคนรายงานความผิดของเขา มีเจ้าเมืองเช่นนี้ ชาวบ้านอย่างพวกเราก็แย่เอาน่ะสิ”
“เช่นนั้นนายน้อยจะทำเยี่ยงไรดีขอรับ”
“ข้าจะไปทำอันใดได้ อย่าลืมสิข้าเป็นเพียงชาวนาธรรมดา ชาวนาตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งเท่านั้น ข้าจะเอาอันใดไปสู้รบปรบมือกับคนพวกนั้นเล่า”
“ขอรับ ชาวนาตัวเล็กตัวน้อย ชาวนาธรรมดามากเลยขอรับ”
“รีบกินเถอะ อย่ามัวพูดอยู่เลย รอต้าเฮยกลับมาแล้วพวกเราค่อยไปเดินเล่นในเมืองกันสักรอบ เผื่อว่าจะได้อะไรดี ๆ ติดมือกลับมาบ้าง”
“ขอรับ”
ต้าเฮยที่หายไปกว่าครึ่งชั่วยามก็กลับมาพร้อมกับโฉนดร้านค้าสามแห่ง ร้านค้าทั้งสามถือว่าอยู่ในทำเลที่ดี เจ้าของเดิมทนการกดขี่จากเจ้าเมืองและสำนักพยับหมอกไม่ไหว จึงขายร้านค้าและกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิดเพื่อหลบหนีปัญหา ในแต่ละวันมีศิษย์สำนักพยับหมอกออกรังควานชาวบ้าน หากมีหญิงสาวหน้าตาดี รูปร่างดีเป็นหญิงงามคนเหล่านี้จะใช้กำลังบังคับข่มเหงรังแก เช่นเดียวกับลูกสาวเจ้าของร้านค้าทั้งสามที่ถูกคนพวกนั้นหมายตา
“ไม่ว่าที่ไหน ๆ ก็เป็นเช่นนี้ คนที่แข็งแกร่งย่อมรังแกคนที่อ่อนแอกว่าเสมอ น่าเบื่อที่สุด”
“นายน้อยจะทำเช่นไรต่อไปขอรับ”
“เจ้าอยากให้ข้าทำอันใดล่ะ ตอนนี้ข้าอยากไปเดินเล่นดูว่าในเมืองซือโจวแห่งนี้มีของดีอันใดบ้าง ข้าจะซื้อกลับไปฝากท่านแม่กับทุกคนในบ้าน”
“อ้อ จริงสิ ในตอนที่ข้าไปดูร้านค้า ข้าเห็นว่าในเมืองแห่งนี้มีร้านขายอาวุธ นายน้อยอยากจะไปดูหรือไม่ขอรับ”
“อาวุธของข้าน่ะมีอยู่หรอก แต่ก็ไปดูสักหน่อยก็ดี จะได้ซื้อไปฝากคนอื่น ๆ ด้วย มีร้านขายเครื่องป้องกันหรือไม่”
“มีขอรับนายน้อย นอกจากร้านขายอาวุธแล้วก็ยังมีร้านขายพวกอุปกรณ์เวทย์ด้วยขอรับ”
“เช่นนั้นก็ลองไปดูเสียหน่อย อาหารที่เมืองนี้ก็รสชาติพอใช้ได้ ข้าไม่มีอันใดที่อยากกิินอีกแล้ว”
ในตอนที่ทั้งสามกำลังเดินเข้าร้านนั้นออกร้านนี้ อั้นจิ่วซื้อของที่เขาอยากได้ทั้งหมด หลังจากซื้อของที่ต้องการเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงร้านขายอาวุธและเครื่องป้องกันเท่านั้นที่อั้นจิ่วต้องการเข้าไปดูว่ามีสิ่งที่เขาต้องการหรือไม่ แต่ยังไม่ทันจะได้เดินไปถึงร้ายขายอาวุธ ก็มีคนตกลงมาจากชั้นสองของโรงน้ำชาบาดเจ็บสาหัส
“นี่มันอะไรกันอีกล่ะ ข้าไม่อยากจะเข้าไปยุ่งกับเรื่องยุ่งยาก แต่ดูเหมือนว่าสวรรค์จะไม่เมตตาข้าเลยสักนิด”
“เห็นทีครั้งนี้นายน้อยคงจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อีกแล้วขอรับ”
“ช่วยได้ก็ช่วยไปเถอะขอรับนายน้อย เหมือนที่พวกมนุษย์ชอบพูดว่าช่วยชีวิตคน ได้บุญมากกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น ประมาณนี้กระมัง”
“เจ้าแน่ใจหรือเจ้าหมีโง่ว่าเจ้าพูดสุภาษิตของพวกมนุษย์ได้ถูกต้อง”
“ช่างข้าเถอะน่า จะถูกจะผิดก็เรื่องของสุภาษิต ที่สำคัญเจ้าอย่าลืม ข้าหาใช่มนุษย์ไม่ เจ้าหมาหน้าโง่นี่ พูดมากเสียจริง สิ่งสำคัญคือช่วยคนก่อนมิใช่รึ จะมาจ้องจับผิดข้าให้ได้อันใดขึ้นมา”
“พอได้แล้ว ช่วยคนก่อน พาเขากลับไปที่พักของเราก่อน ตอนนี้ข้าให้เขากินยารักษาอาการบาดเจ็บภายในแล้ว แต่อวัยวะภายในของเขาได้รับการเสียหายมาก จำเป็นต้องพาเขากลับไปรักษาก่อน”
“ขอรับนายน้อย”
ต้าเฮยรีบอุ้มชายหนุ่มแปลกหน้าที่ได้รับบาดเจ็บขึ้น แต่ยังไม่ทันที่จะได้กลับไปโรงเตี๊ยมที่พักของพวกเขาก็มีศิษย์ของสำนักพยับหมอกมาขวางทางพวกเขาเอาไว้พร้อมทั้งขู่ให้วางชายคนนั้นลง ในเมืองซือโจวแห่งนี้สำนักพยับหมอกนั้นกดขี่ข่มเหงรังแกชาวบ้านและผู้ที่อ่อนแอกว่าอยู่เสมอ ครั้งนี้พวกเขาอยากได้ทรัพย์สินของซือเค่อไหลจึงวางยาพิษเถ้าแก่เจ้าของซือเค่อไหล ตอนนี้ก็ลงมือทำร้ายบุตรชายคนโตของเขาอีก หากว่าพวกของอั้นจิ่วไม่ได้พบเขาระหว่างทางเกรงว่าวันนี้คงไม่สามารถรักษาชีวิตเอาไว้ได้แล้ว
“พวกเจ้า ปล่อยคนเดี๋ยวนี้ ข้าแนะนำว่าพวกเจ้าอย่าได้ยื่นมือเขามาสอดเรื่องของสำนักพยับหมอก มิเช่นนั้นแล้วชีวิตของพวกเจ้าเองก็ไม่อาจรักษาเอาไว้ได้”
“เช่นนั้นรึ เจ้าเก่งถึงเพียงนั้นเชียวรึ” อั้นจิ่วยืนกอดอกปรายตามองศิษย์สำนักพยับหมอกด้วยสายตาที่ดูถูกดูแคลน
“เจ้าเด็กนี่ ฟันน้ำนมของเจ้างอกหรือยัง ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา เกรงว่าพวกเจ้าคงจะไม่ใช่คนของเมืองนี้ ข้าแนะนำว่าอย่าหาเรื่องใส่ตัว อย่าได้ทำตัวเป็นคนดียื่นมือเข้ามาสอด”
“แล้วไงล่ะ ข้าจะสอดมือแล้วเจ้าจะทำอันใดข้ารึ ข้าจะยุ่งแล้วเจ้าจะทำอันใดข้ารึ หรือเห็นว่าข้าเป็นเพียงเด็กน้อยห้าขวบคิดว่าข้าจะสู้พวกเจ้าไม่ได้รึ ตาต่ำ”
“ข้าให้หน้าพวกเจ้าแล้ว แต่พวกเจ้าไม่รักษาโอกาสนี้เอาไว้ อย่าหาว่าข้ารังแกเด็ก”
“ผู้ใดจะรังแกผู้ใดกันแน่ เจ้าคิดว่าเจ้าเก่งมากเลยรึ พวกเจ้ามันก็แค่พวกนิสัยไม่ดี โจรห้าอิแปะเท่านั้น เจ้าคิดจะขู่ผู้ใดกัน ตั้งแต่นายน้อยผู้นี้เกิดมา คนที่ขู่นายน้อยผู้นี้ ตอนนี้หลุมศพของพวกเขาหญ้าขึ้นสูงสามหมี่แล้ว (3 เมตร)”
“ข้าขอเตือน เจ้าอย่าเข้ามาแทรกแซงงานของพวกเรา”
“พวกนิสัยไม่ดีเช่นพวกเจ้ามีสิทธิ์อันใดมาสั่งเรารึ หากนายน้อยผู้นี้คิดจะสอดมือ แล้วพวกเจ้าจะทำอันใดข้าได้รึ เชื่อหรือไม่ว่านายน้อยผู้นี้ตบเจ้าตายด้วยฝ่ามือเดียว"
“เป็นแค่เด็กทารก วาจากลับสามหาวนัก พี่ใหญ่อย่ามัวไปพูดพล่ามกับไอ้เด็กเวรนี่เลย ลงมือเถอะ”
แต่ยังไม่ทันที่ศิษย์สำนักพยับหมอกจะทันได้ทำอันใด อั้นจิ่วโบกมือเบา ๆ เพียงครั้งเดียวศิษย์ทั้งห้าคนของสำนักพยับหมอกก็ตกตายทันที ด้วยความหวังดี อั้นจิ่วกลัวว่าถนนในเมืองจะเลอะเทอะเขาจึงเผาศพทั้งห้าด้วยไฟโลกันต์ ศพทั้งห้าก็กลายเป็นเถ้าถ่านวิญญาณแตกสลายหายไปกับสายลมทันที
“ก็ไม่เท่าไหร่นี่ มีพลังแค่นี้ก็เที่ยวอวดอ้าง ทำตัวหยิ่งยโสโอหัง เที่ยวข่มเหงรังแกชาวบ้าน ไปกันเถอะ คนผู้นี้ต้องรีบรักษา หาไม่แล้วข้าก็ไม่อาจยื้อชีวิตเขากลับมาได้”
“ขอรับนายน้อย”
ทั้งสามกลับไปที่โรงเตี๊ยม ไม่ได้สนใจว่าชาวเมืองซือโจวที่เห็นเหตุการณ์จะแสดงความคิดเห็นเช่นไร ไม่สนใจว่าผู้ใดจะซุบซิบนินทา หรือไม่สนใจแม้กระทั่งว่าเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้จะไปเข้าหูของสำนักพยับหมอก ในเมื่อได้ลงมือช่วยคนแล้วก็ต้องเตรียมใจรับผลที่ตามมา ถ้าหากทางสำนักพยับหมอกยังคงดื้อดึงจะลงมือกับเขา อั้นจิ่วก็ไม่กลัวที่จะลบชื่อสำนักพยับหมอกออกจากเมืองซือโจว สำหรับอั้นจิ่วแล้ว ไม่มีอันใดที่เขาทำไม่ได้ถ้าหากอยากจะทำ
“นายน้อย ในเมื่อเราได้ลงมาย่ำน้ำโคลนแล้ว ก็ต้องย่ำให้ถึงที่สุดนะขอรับ”
“ข้ารู้ ไม่ต้องกังวลไป ต่อให้เจ้าสำนักมาเองข้าก็ยังยืนกรานที่จะช่วยเขาเช่นกัน ในเมื่อได้พบกันแล้วก็ถือว่ามีวาสนาต่อกัน อันที่จริงสำนักพยับหมอกก็มีเนื้อร้ายอยู่ไม่กี่ชิ้น ตัดทิ้งเสียก็สิ้นเรื่อง แต่ถ้าหากพวกเขาอยากเป็นเนื้อร้ายทั้งหมด ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะกำจัดเนื้อร้ายเหล่านั้น”
“ขอรับ นายน้อย”
ใช้เวลาไม่นาน ทั้งสามก็พาคนเจ็บกลับมาถึงโรงเตี๊ยม หลงจู๊เห็นว่าคนที่ได้รับบาดเจ็บเป็นคุณชายใหญ่บ้านตนก็ตกใจมาก เขารีบพาคนเจ็บไปที่ห้องส่วนตัวของผู้เป็นนายทันที
“คุณชายใหญ่ อดทนไว้นะขอรับ”
“หลงจู๊ ท่านไปเตรียมน้ำมาเช็ดทำความสะอาดคราบเลือดพวกนี้เสียหน่อย นายน้อยของข้าได้ทำการรักษาเบื้องต้นไปแล้ว ตอนนี้คุณชายบ้านเจ้าปลอดภัยแล้ว”
“ขอบพระคุณนายท่านมากขอรับ ขอบคุณที่ช่วยคุณชายใหญ่เอาไว้”
“เอาล่ะ รีบ ๆ จัดการทำความสะอาดตัวให้คุณชายของเจ้าเถอะ เรื่องเล็กน้อยเท่านั้นไม่ต้องขอบคุณพวกเราหรอก"
“เอาล่ะ พวกเจ้าสองคนอยู่ดูแลทางนี้ให้เรียบร้อย หลงจู๊หลังจากท่านทำความสะอาดร่างกายคุณชายใหญ่บ้านท่านแล้ว รบกวนท่านมาพบข้าสักครู่ ข้ามีเรื่องจะคุยด้วย”
“ขอรับนายน้อย”
อั้นจิ่วได้แต่ถอนหายใจ ออกมานอกหมู่บ้านทั้งทีก็พาตัวเองเข้าไปข้องเกี่ยวกับปัญหาของผู้อื่น ครั้นจะไม่ช่วยก็ทนดูไม่ได้ เกรงว่าไม่พรุ่งนี้หรืออาจจะคืนนี้สำนักพยับหมอกต้องส่งคนมาลอบสังหารเขาเป็นแน่
