ตอนที่ 19 ออกเดินทาง
ในตอนที่อั้นจิ่วนั่งรอผู้นำของสัตว์อสูรวิญญาณอยู่นั้น สัตว์อสูรวิญญาณที่ทำหน้าที่เฝ้าปากถ้ำก็เข้ามารายงานว่า อสูรงูดำบรรพกาลกับกิเลนไฟมาขอเข้าพบ อั้นจิ่วค่อนข้างแปลกใจมาก เขายังไม่ทันได้ลงมือทำอันใดเลย แต่ทั้งสองตนนี้กลับมาขอพบเขาเสียอย่างนั้น หรือว่าสัตว์อสูรวิญญาณทั้งสองตนมีข้อเรียกร้องหรือข้อแลกเปลี่ยนกับเขากันแน่
“ให้พวกเขาเข้ามาเถอะ”
“ขอรับนายน้อย เจ้าไปเชิญพวกเขาเข้ามา บอกเจ้างูที่น่ารังเกียจนั่นด้วยทำตัวให้เล็กลงหน่อย”
“ขอรับ”
สัตว์อสูรวิญญาณที่ทำหน้าที่ดูแลด้านนอกของถ้ำได้นำทางกิเลนไฟกับงูบรรพกาลเข้ามาด้านในถ้ำ ทั้งสองมาในรูปร่างของมนุษย์ อั้นจิ่วเองไม่ได้เอ่ยปากพูดอันใดตั้งแต่ทั้งสองเข้ามา เขาเพียงมองดูท่าทีของผู้นำอสูรวิญญาณทั้งสองเท่านั้น
“คารวะนายน้อยขอรับ ข้าเหยี่ยนจิ้ง งูดำบรรพกาล”
“คารวะนายน้อยขอรับ ข้าฉีหลิน กิเลนไฟ”
“พวกเจ้าลุกขึ้นเถอะ มาหาเราวันนี้พวกเจ้าต้องการสิ่งใดหรือไม่”
“เรียนนายน้อยตามตรง พวกเราไม่ต้องการให้มีสงครามเกิดขึ้น ถึงแม้ว่าพวกเราจะเป็นเพียงสัตว์อสูรวิญญาณก็ตาม แต่พวกเราเพียงต้องการอยู่อย่างสงบสุขเท่านั้น เดิมทีต้องปกป้องตัวเองจากพวกมนุษย์ก็ลำบากอยู่แล้ว พวกเราไม่ต้องการสร้างศัตรูเพิ่มขอรับ ประการที่สอง การได้เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนายน้อยนั้นย่อมเกิดผลดีกับพวกเรามากกว่าผลเสีย นี่คือจุดประสงค์ของพวกเราขอรับ”
“ดี นับว่าพวกเจ้าพูดจาตรงไปตรงมาดี เช่นนั้นก็เอาตามที่พวกเจ้าว่า มนุษย์ก็ย่อมมีทั้งดีและไม่ดี สัตว์อสูรวิญญาณเองก็เช่นกัน ข้าเข้าใจ เช่นนั้นไม่มีอันใดแล้วพวกเจ้ากลับไปเถอะ ข้าเองก็จะออกเดินทางเช่นกัน”
“นายน้อยจะไปที่ใดหรือขอรับ”
“ข้าอยากไปเที่ยวเล่นหาสมุนไพรล้ำค่า เพื่อหาเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ เข้าบ้าน ข้ายังต้องซื้อร้านค้าเอาไว้สักสองสามร้าน พอถึงเวลาที่ผักผลไม้ในสวนของข้าสุกเต็มที่จะได้เก็บไปขาย เท่านี้ก็สามารถหาเงินได้แล้ว ที่สำคัญ สมุนไพรล้วนจำเป็น พวกเจ้าเองช่วยข้าสะสมสมุนไพรเอาไว้ให้มาก ข้าจะได้หลอมยาให้พวกเจ้าดูดซับ”
“ขอบคุณนายน้อยขอรับ พวกข้าจะทำตามที่นายน้อยสั่งมิให้ขาดตกบกพร่อง”
“เอาล่ะ ข้าไปก่อน”
“นายน้อย ท่านระวังตัวด้วยนะขอรับ ตอนนี้ทางสำนักต่าง ๆ ส่งศิษย์ออกมาล่าสัตว์อสูรวิญญาณกับเก็บสมุนไพรล้ำค่าเป็นจำนวนมาก ข้ากลัวว่าคนพวกนั้นมีตาแต่ไร้แวว อาจจะสร้างความลำบากให้กับนายน้อยได้ขอรับ”
“ขอบใจเจ้ามากเหยี่ยนจิ้ง พวกเจ้าเองก็ดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาให้ดี พยายามฝึกฝนเลื่อนขั้นให้มากขึ้น ตราบใดที่พวกเจ้าแข็งแกร่ง ย่อมไม่มีผู้ใดสามารถรังแกพวกเจ้าได้”
“ขอรับนายน้อย เช่นนั้นพวกข้าขอลา"
“เอาล่ะ ตอนนี้เรื่องทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปด้วยดีไม่มีปัญหาอันใดแล้ว เช่นนั้นก็ออกเดินทางกันเถอะ จะว่าไปแล้วข้าก็รู้สึกหิวขึ้นมานิดหน่อย เดี๋ยวพวกเรากินอะไรง่าย ๆ ก่อนก็แล้วกัน”
“เช่นนั้นข้าจะไปล่าไก่ฟ้ากับกระต่ายป่ามาย่างให้นายน้อยกินประทังหิวก่อนก็แล้วกันขอรับ”
“ตกลง เช่นนั้นข้าจะเก็บสมุนไพรรอที่นี่”
“ต้าเฮย เจ้าก่อไฟรอข้าเลย ข้าไปไม่นาน”
“ตกลง”
อั้นจิ่วเดินเก็บสมุนไพรที่จำเป็นในการหลอมยาสำหรับสัตว์อสูรวิญญาณ ตอนนี้ยาสำหรับใช้ในการดูดซับของสัตว์อสูรวิญญาณนั้นยังต้องหลอมอีกเป็นจำนวนมาก สมุนไพรเองก็ต้องเก็บเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน ดังนั้นแต่ละครั้งที่สัตว์อสูรวิญญาณได้รับยาอั้นจิ่วจะให้พวกเขานำสมุนไพรมาแลกเปลี่ยนด้วย ทำเช่นนี้เพื่อเป็นการลดภาระในการเก็บสมุนไพรของเขาด้วย
หลังจากที่ต้าเฮยกับต้าฮุยทำอาหารเสร็จแล้ว อั้นจิ่วกินกระต่ายย่างไปหนึ่งตัวจากนั้นก็ขึ้นไปนอนบนหลังของต้าฮุยแล้วออกเดินทางต่อ ข้อเสียของการเป็นเด็กห้าขวบก็คือ เมื่อถึงเวลากินก็จะหิว เมื่อถึงเวลานอนก็จะง่วง ไม่สามารถต้านทานได้ แม้ว่าระดับพลังยุทธ์ของเขาจะสูงสั่งมากก็ตามที
ทั้งสามเดินทางผ่านป่าหมอกอสูรไปเรื่อย ๆ ระหว่างทางก็พบเข้ากับศิษย์ของสำนักต่าง ๆ ที่เข้ามาแสวงโชคในป่าหมอกอสูรแห่งนี้ บางคนก็ได้พบเข้ากับโชคลาภ บางคนก็ไม่สามารถรักษาชีวิตเอาไว้ได้ อั้นจิ่วไม่ได้สนใจศิษย์ตัวเล็กตัวน้อยของสำนักเหล่านั้น ถึงอย่างไรเขาก็เป็นผู้ที่มุ่งเน้นไปในเส้นทางการฝึกเซียนไม่ได้แสวงหาอำนาจเหมือนสำนักเหล่านี้
“นายน้อย พวกเราจะเดินอ้อมไปหรือไม่ ข้างหน้ามีคนต่อสู้กันอยู่ ดูเหมือนว่าเป็นศิษย์ต่างสำนักทั้งสองฝ่ายแย่งสมุนไพรวิญญาณกันอยู่” ต้าเฮย
“เลี่ยงได้ก็เลี่ยงเถอะ ข้าไม่อยากมีปัญหากับคนเหล่านั้น”
“ไม่แน่ว่าถ้าพวกเราเดินผ่านไปทางนั้น พวกคนเหล่านั้นอาจจะหันมาต่อสู้กับพวกเราแทน” ต้าฮุย
“พวกมดปลวกตัวเล็ก ๆ เหล่านั้น แค่นายน้อยโบกมือเพียงข้างเดียวก็สามารถเอาชีวิตพวกเขาได้แล้วนะเจ้าหมาโง่ นายน้อยไม่อยากลงมือและไม่อยากมีปัญหากวนใจระหว่างเดินทางเข้าใจหรือไม่ หัดใช้สมองหมา ๆ ของเจ้าคิดให้มากหน่อย” ต้าเฮยมองเหยียดต้าฮุยทันที
“นี่เจ้าหมีสมองฝ่อ เรื่องที่เจ้ารู้ไม่ใช่ว่าข้าไม่รู้ ข้าเพียงแต่บอกว่าหากพวกเราเดินผ่านไปทางนั้นตรง ๆ ด้วยตัวตนที่แท้จริงของข้ากับของเจ้า เจ้าคิดว่าศิษย์ตัวเล็ก ๆ ที่มีเพียงพลังสร้างรากฐานขั้นต่ำจะกล้าหันดาบใส่พวกเรารึ เกรงว่าพวกเขาจะวิ่งหนีไม่ทันสิไม่ว่า เจ้าหมีสมองกลวง สมองของเจ้าใส่ลมเอาไว้รึ บ้าบอสิ้นดีไม่ดูตัวเองบ้าง ตัวใหญ่น่าเกลียดถึงเพียงนั้นใครเห็นใครก็วิ่งหนีทั้งนั้นล่ะ” ต้าฮุยเหลือบตามองต้าเฮยจากนั้นก็เดินต่อ
“พอได้แล้วน่า พวกเจ้าทั้งสองคนนี่ เดิมอ้อมไปก็พอ ข้าไม่ต้องการพบกับคนพวกนั้น พวกเราไม่มีเวลามาวุ่นวายกับเรื่องจุกจิกพวกนี้ แค่สมุนไพรวิญญาณขั้นต่ำก็แย่งชิงเอาชีวิตกันถึงเพียงนี้ คนเหล่านี้ก็ไม่ใช่คนดีสักเท่าไหร่”
“ขอรับนายน้อย”
หลังจากใช้เวลาเดินทางไปสองชั่วยามในที่สุดทั้งสามก็ได้มาถึงเมืองซือโจว เมืองซือโจวนั้นถือว่าเป็นเมืองที่มีการค้าเจริญรุ่งเรืองเป็นอันดับต้น ๆ ของแคว้น รองลงมาจากเมืองอั้นโจวที่เป็นเมืองหลวงของแคว้นต้าเฟิ่ง ที่เมืองซือโจวแห่งนี้ยังมีสำนักพยับหมอกที่ถือว่าเป็นสำนักอันดับหนึ่งของเมือง
อั้นจิ่วเดินเล่นไปทั่วเมืองพร้อมทั้งให้ต้าเฮยไปสอบถามเกี่ยวกับร้านค้า เด็กน้อยต้องการซื้อร้านค้าเอาไว้สักสองสามร้านเพื่อนำพืชผักผลไม้วิญญาณที่ปลูกเองมาวางขาย อั้นจิ่วเชื่อว่าผักผลไม้ปราณที่มีพลังวิญญาณแฝงนั้นจะเป็นสินค้าที่ขายดีและขายได้ราคาสูงมาก เส้นทางร่ำรวยอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมในอีกไม่ช้า
ส่วนตัวของอั้นจิ่วเองไม่มีความคิดที่จะเข้าร่วมกับสำนักใด ๆ ทั้งสิ้น เขาเพียงอยากทำไร่ไถนา ปลูกข้าว ปลูกผัก ปลูกผลไม้ ใช้ชีวิตอยู่กับท้องไร่ท้องนาไปวัน ๆ ที่สำคัญเขายังอยากเปิดโรงสุรา เหลาอาหารในบ้านเกิดควบคู่กันไปด้วย ตอนนี้สกุลฉือถือครองที่ดินหลายพันหมู่ จากหมู่บ้านเถาหยวนไปจนถึงปากทางเข้าป่าหมอกอสูร
ในแต่ละวันมีศิษย์สำนักต่าง ๆ เดินทางมาที่ป่าหมอกอสูรเป็นจำนวนมาก ถ้าหากเขาเปิดโรงสุรา เหลาอาหารขึ้นก็จะสามารถทำเงินได้มากมายจากศิษย์สำนักต่าง ๆ ครอบครัวของเขาตอนนี้ไม่ขาดเงินและยิ่งไม่ขาดคนทำงาน ไม่จำเป็นต้องพาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับขุมอำนาจอื่น ๆ ให้วุ่นวาย
“นายน้อย ตอนนี้พวกเราจะทำอันใดต่อไปขอรับ”
“มาถึงซือโจวทั้งที ก็ไปหาของอร่อยกินรอต้าเฮยกลับมาเถอะ”
“ขอรับ เช่นนั้นพวกเราไปที่โรงเตี๊ยมซือเค่อไหลดีหรือไม่ ว่ากันว่าอาหารที่นั่นอร่อยขอรับ”
“ตกลง อ้อ จริงสิ ไม่รู้ว่าที่ซือโจวแห่งนี้มีของขึ้นชื่ออันใดบ้าง ข้าอยากจะซื้อกลับบ้านให้มากหน่อย”
“เช่นนั้นพวกเราลองถามคนอื่นดูดีหรือไม่ขอรับ”
“ก็คงต้องถามดูเท่านั้น ต้าฮุย เจ้ารู้สึกว่าเมืองนี้มันแปลก ๆ ไปหน่อยหรือไม่”
“แปลกเยี่ยงไรขอรับนายน้อย”
“เหตุใดข้ารู้สึกว่าถนนสายนี้มีคนน้อยกว่าปกติ ในเมื่อเจ้าบอกว่าที่นี่เป็นย่านร้านค้าก็ย่อมต้องมีคนพลุกพล่านไม่ใช่รึ เหตุใดถึงได้เงียบกริบเช่นนี้ หมาแมวสักตัวยังไม่เห็นวิ่งผ่าน”
“นายน้อยขอรับ ที่นี่ไม่ใช่ป่าอสูรวิญญาณจะมีหมาแมวมาวิ่งได้เยี่ยงไรขอรับ อาจจะมีเรื่องอันใดเกิดขึ้นหรือไม่ พวกเราลองไปถามดูก็จะรู้แล้ว”
ต้าฮุยเดินจูงมืออั้นจิ่วมาจนถึงโรงเตี๊ยมซือเค่อไหล เดิมทีโรงเตี๊ยมแห่งนี้จะมีคนมาใช้บริการเป็นจำนวนมาก แต่ทว่าวันนี้กลับเงียบเหงา ไม่คึกคักเหมือนที่อั้นจิ่วจินตนาการเอาไว้ เดิมทีเหลาอาหารจะต้องมีคนมากินอาหารกันอย่างคึกคัก แต่ทว่ากลับมีเพียงเสี่ยวเอ้อร์สองสามคนที่นั่งตบแมลงวันอยู่เท่านั้น ที่โต๊ะคิดเงินก็พบว่ามีพนักงานบัญชีนอนฟุบหลับอยู่ อั้นจิ่วคิดว่านี่ไม่ใช่เรื่องปกติที่ควรจะเป็น จะต้องมีเรื่องอันใดเกิดขึ้นแน่ ๆ
“เสี่ยวเอ้อร์ ขอห้องส่วนตัวหนึ่งห้อง”
“เชิญขอรับนายท่าน คุณชายน้อย”
“เกิดเรื่องอันใดขึ้นเหตุใดถึงได้เงียบเหงาเช่นนี้”
“เกิดเรื่องกับนายท่านของพวกเราเมื่อสามเดือนก่อน มีโรงเตี๊ยมเปิดใหม่อยู่ถัดจากพวกเราไปหนึ่งตรอก นอกจากพวกเขาจะซื้อพ่อครัวของพวกเราไปแล้ว ยังลงมือทำร้ายวางยาพิษนายท่านของพวกเรา หวังยึดเอาซือเค่อไหลไปเป็นของตัวเอง โชคดีที่คุณชายใหญ่มาช่วยเอาไว้ได้ทัน นายท่านของพวกเราถึงแม้ว่าจะไม่สามารถถอนพิษได้หมด แต่ก็ยังรักษาชีวิตเอาไว้ได้ ตอนนี้มีเพียงพ่อครัวเก่าแก่ของตระกูลเท่านั้นที่ยังทำงานอยู่ สูตรอาหารถูกคนทรยศเหล่านั้นนำไปด้วย ตอนนี้ทำให้ลูกค้าของพวกเราหายไปเกือบหมดขอรับ”
“แล้วพวกเจ้าไม่แจ้งทางการรึ”
“แจ้งไปก็เท่านั้น เจ้าเมืองก็ต้องเข้าข้างคนพวกนั้นอยู่แล้ว ใครใช้ให้เขาเป็นน้องชายภรรยาคนโปรดของเจ้าเมืองกัน”
“อ้อ ก็เป็นแบบนี้นี่เอง เอาอาหารขึ้นชื่อของที่นี่มา แล้วก็ขอชาดีสักสองกา”
“ขอรับ ท่านรอสักครู่ข้าจะไปแจ้งพ่อครัว”
“ดูท่าแล้ว ที่ซือโจวนี้มีขุนนางชาติสุนัข ถ้าเราเปิดร้านขายผักปราณที่นี่เราจะไม่ถูกรังแกเอาหรือขอรับนายน้อย”
“ก็ไม่เห็นยาก กล้าขัดขวางทางหาเงินของนายน้อยผู้นี้ ก็อย่าได้มีชีวิตอยู่เป็นสุขเลย”
“นายน้อยจะทำอันใดขอรับ”
“ตอนนี้ยัง รอให้พวกเขากล้าลงมือก่อน ตอนนั้นเจ้าจะรู้เอง”
“ขอรับ”
