ตอนที่ 11 ไปเยี่ยมท่านป้าใหญ่
เช้าวันต่อมา อั้นปาได้เตรียมข้าวของสำหรับนำไปให้กับพี่สาวคนโตของเขา หลังจากวางของเอาไว้บนเกวียนเรียบร้อยแล้วก็กลับเข้าบ้านไปเรียกอั้นจิ่วที่ไม่รู้ว่ากำลังยุ่งอยู่กับการทำอันใดอยู่หลังบ้านตั้งแต่กินมื้อเช้าเสร็จแล้ว บางครั้งอั้นปาไม่เข้าใจในความคิดของลูกชายมากนัก แต่เขาเองก็ไม่ได้เอ่ยปากถามลูกชาย เขาเพียงแค่มองดูและคอยสนับสนุนในการกระทำของลูกชายเท่านั้น
“ลูกชาย ไปกันได้แล้วประเดี๋ยวสายมากกว่านี้จะร้อนเอาได้ เจ้ากำลังทำอันใดอยู่รึ”
“ข้าไม่ได้ทำอันใดขอรับท่านพ่อ ข้าแค่มาพูดคุยกับผักของท่านแม่ตามปกติเท่านั้น”
“คุยกับผัก นี่ลูกยังมีความสามารถนี้ด้วยรึ แล้วผักของท่านแม่ของเจ้าพูดอันใดกับเจ้าล่ะ”
“ข้าจะไปรู้ได้เยี่ยงไรเล่า ข้าไม่ใช่ผักสักหน่อย ท่านพ่อนี่ท่านเชื่อจริง ๆ หรือขอรับ”
“เชื่อจริง ๆ น่ะสิ เอาล่ะ ๆ ไปได้แล้ว สายแล้ว บ้านท่านป้าใหญ่ของเจ้าค่อนข้างไกลประเดี๋ยวจะกลับบ้านมืดค่ำเอา”
“ขอรับ”
ความจริงแล้วอั้นจิ่วใช้เวลาหลังอาหารเช้าเพื่อรดน้ำพุจิตวิญญาณที่เขาเจือจางแล้วลงไปบนแปลงผัก จากนั้นก็ส่งพลังธาตุพฤกษาลงไปเพื่อให้ผักของท่านแม่เติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพเป็นผักที่มีพลังปราณแฝงอยู่ สองพ่อลูกออกเดินทางไปที่หมู่บ้านโกวเจียว่านเพื่อเยี่ยมครอบครัวของท่านป้าใหญ่
“ลูกชาย วันนี้เจ้าเตรียมอันใดไปฝากท่านป้าใหญ่ของเจ้ารึ”
“มีน้ำผึ้งป่า แล้วก็กระต่ายป่า กับไก่ฟ้าไม่กี่ตัวขอรับท่านพ่อ”
“พ่อเองไม่ได้พบท่านป้าใหญ่ของเจ้ามานานมากแล้ว ครั้งสุดท้ายที่พบท่านป้าใหญ่ของเจ้าก็ตอนก่อนที่เจ้าจะเกิดเสียอีก ท่านป้าของเจ้าเดินเท้ามาจากหมู่บ้านโกวเจียว่านเพื่อเอามันเทศมาให้ท่านแม่ของเจ้าเอาไว้กิน ก่อนที่เจ้าจะเกิดบ้านเราไม่มีอาหารเหลืออยู่เลย”
“ต่อไปนี้บ้านของเราจะไม่ขาดแคลนสิ่งใดขอรับท่านพ่อ ข้าสัญญา ไม่สิ ไม่ถูกต้อง บ้านของเราขาดแคลนเด็ก ๆ ท่านพ่อท่านต้องพยายามให้มากหน่อย ข้ายังอยากมีน้องสาวน้องชายอีกหลายคน”
“เจ้าเด็กแก่แดดนี่ อายุเพียงเท่านี้เจ้าไปรู้เรื่องพวกนี้มาจากที่ใดกัน”
อั้นจิ่วสั่งให้วัวอสูรที่ทำหน้าที่ลากเกวียนอยู่เร่งความเร็วขึ้นอีก จะได้ถึงบ้านท่านป้าใหญ่เร็วขึ้น จากคำบอกเล่าของท่านพ่อ ท่านป้าใหญ่มีลูกชายสองคน ลูกสาวอีกสองคน ลูกชายคนโตอายุสิบสามปีแล้ว ส่วนลูกชายคนที่สองมีอายุสิบสองปี ลูกสาวอายุสิบขวบและเก้าขวบตามลำดับ
หลังจากเดินทางผ่านหมู่บ้านน้อยใหญ่มาหลายหมู่บ้าน ในที่สุดก็มาถึงหมู่บ้านโกวเจียว่าน อั้นปาขับเกวียนวัวมุ่งหน้าไปยังบ้านพี่เขยใหญ่ หมู่บ้านโกวเจียว่านนี้เป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ มีชาวบ้านอาศัยอยู่หลายร้อยครัวเรือน ซึ่งใหญ่กว่าหมู่บ้านของพวกเขาถึงสามเท่า แต่ความเป็นอยู่ของชาวบ้านชั้นสามที่อาศัยอยู่ในเขตรอบนอกนั้นก็ไม่ได้มีชีวิตที่ดีนัก
ในแคว้นต้าเฟิ่งก็เป็นเช่นนี้ มีการแบ่งชนชั้นกันอย่างชัดเจน ระหว่างผู้ฝึกยุทธ์และชาวบ้าน ชาวบ้านธรรมดาเองก็มีการแบ่งชนชั้นโดยวัดกันที่ฐานะทรัพย์สินเงินทอง เกวียนวัววิ่งเข้ามาในหมู่บ้านและมาหยุดอยู่ที่บ้านหลังหนึ่ง อั้นจิ่วคิดว่านี่น่าจะเป็นบ้านของท่านป้าใหญ่
บ้านดินห้าห้องหลังคามุงด้วยฟางที่อยู่ตรงหน้านี้ ถึงแม้ว่าจะเป็นบ้านห้าห้องขนาดใหญ่ แต่ก็อยู่ในสภาพที่ไม่ค่อยดีนัก เพราะบ้านอยู่ในสภาพที่เก่าและทรุดโทรมมาก อั้นจิ่วคิดว่าหลังนี้น่าจะสร้างมานานมากแล้ว
“พี่สาว พี่เขย ท่านลุง ท่านป้า มีผู้ใดอยู่หรือไม่”
อั้นปายืนรออยู่ไม่นานก็มีคนออกมาเปิดประตู คนที่ออกมาเปิดประตูคือหลานชายคนโต ลู่ฮั่นซวน อั้นจิ่วมองดูลูกพี่ลูกน้องของเขาผู้นี้หน้าตาหล่อเหลามาก ถ้าหากลูกพี่ลูกน้องผู้นี้โตเป็นหนุ่มเต็มตัวคาดว่าจะมีสาว ๆ หลายคนชอบพอเขาเป็นแน่
“ต้าฮุย เจ้าคิดว่าข้าซื้อจ้วงซีดีหรือไม่ อย่างน้อย ๆ ครอบครัวก็จะได้อยู่ด้วยกันไม่ต้องอยู่ใต้อำนาจของผู้ใด”
“นายน้อย จ้วงซีนี่ใช่หมู่บ้านหรือไม่ขอรับ”
“ใช่ มันคือหมู่บ้านของเศรษฐีตระกูลใหญ่ เอาไว้เพาะปลูก ท่านพ่อเล่าว่าในเมืองมีเศรษฐีเจ้าของที่ดินและมีจ้วงซีเป็นของตัวเองมากมาย เพียงแต่พวกเราชาวนายากจนอาศัยเพียงที่ดินไม่กี่หมู่ ที่สำคัญยังได้ปันส่วนที่ดินทำกินเป็นที่ดินที่ไม่อุดมสมบูรณ์อีก”
“โลกมนุษย์ก็เป็นเช่นนี้ นายน้อย ดินแดนเซียนเองก็ยังมีการแบ่งชนชั้นเลยขอรับ ที่โลกมนุษย์จะนับเป็นอันใดได้”
“มันก็จริงอย่างที่เจ้าพูด แต่ละที่ย่อมมีขุมอำนาจกันทั้งนั้น”
“ลูกชาย ทักทายพี่ชายลูกพี่ลูกน้องสิ”
“พี่ชาย”
“สวัสดีน้องเก้า”
“หลานชาย พ่อแม่ของเจ้ากับคนอื่น ๆ ไปที่ใด ไม่มีผู้ใดอยู่รึ”
“ท่านปู่กับท่านย่า ไปที่ทุ่งนากับท่านพ่อ ท่านแม่กับน้องสาวไปซักผ้าที่ลำธารขอรับ ข้าอยู่บ้านกับน้องรอง”
“เช่นนั้นเจ้าเปิดประตูให้กว้างหน่อย ข้าจะเอาเกวียนเข้าไปในบ้าน”
“ขอรับท่านน้า”
หลังจากที่เอาเกวียนเข้ามาในบ้านได้ไม่นาน ครอบครัวลู่ก็กลับมาจากทุ่งนา พร้อม ๆ กับพี่สาวที่กลับมาจากซักผ้าที่ลำธารพอดี ลู่จื้อหยวนพี่เขย ยังมีพ่อเฒ่าลู่ แม่เฒ่าฉิน พ่อแม่สามีของพี่สาวคนโต เมื่อลู่จื้อหยวนเห็นว่าน้องชายของภรรยามาเยี่ยมก็ดีใจมาก
“น้องสาม เจ้ามาได้เยี่ยงไร”
“ข้ากับเจ้าเก้ามาเยี่ยม ลูกชายนี่คือท่านลุงของเจ้า นี่ท่านป้า ส่วนผู้เฒ่าสองคนนี้เป็นพ่อแม่สามีของป้าเจ้า พี่สาวลูกพี่ลูกน้องของเจ้า ยังมีพี่ชายรองลูกพี่ลูกน้องของเจ้าด้วย”
“คารวะท่านตา ท่านยาย ท่านป้า ท่านลุงขอรับ สวัสดีพี่สาว พี่ชาย”
“สวัสดีน้องชาย”
“น้องสาม มีเรื่องอันใดเกิดขึ้นที่บ้านหรือไม่”
“พี่สาว ไม่มีเรื่องอันใดขอรับ ข้ากับเจ้าเก้าเพียงแค่มาเยี่ยมพี่สาวเท่านั้น”
“เจ้าจะมาก็มาเถอะ เหตุใดต้องเอาของมากมายถึงเพียงนี้” ลู่จื้อหยวนพูดขึ้นด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ
“นี่เป็นสิ่งของที่เจ้าเก้านำมาเพื่อแสดงความกตัญญูกับพี่สาวและพี่เขย พวกท่านก็รับเอาไว้อย่างสบายใจเถอะ อีกอย่างที่บ้านตอนนี้ไม่ขาดแคลนสิ่งเหล่านี้ พี่เขยไม่ต้องกังวลไปนะขอรับ เมื่อวานข้ากับเจ้าเก้าก็ไปเยี่ยมบ้านพี่สาวรองมาแล้วเช่นเดียวกัน ของที่เจ้าเก้ามอบให้กับบ้านพี่สาวรองก็เหมือนกันกับที่มอบให้พวกท่าน”
“ท่านพ่อตา แม่ยายสบายดีหรือไม่”
“ทั้งสองคนสบายดี ตอนนี้ครอบครัวของพวกเรามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมากแล้ว ข้าเองหลายปีที่ผ่านมาหากไม่มีพวกท่านคอยช่วยเหลือก็คงลำบากมากกว่านี้ เจ้าเก้าคงไม่ได้เกิดมาราบรื่นเช่นนี้ นี่เป็นเงินที่ข้ากับเจ้าเก้าหามาได้ เจ้าเก้าต้องการแบ่งเงินให้กับท่านป้า ท่านลุงของเขา พวกท่านอย่าได้ปฏิเสธเลยนะขอรับ”
“ไม่ได้ ข้าจะรับเงินของเจ้าได้เยี่ยงไร ข้าวของที่พวกเจ้านำมาให้ก็มากมายขนาดนี้”
“ท่านป้า ฮึก ฮึก ท่านไม่รักข้า แง๊ แง๊ แง๊”
“เจ้าเก้าอย่าร้อง ผู้ใดบอกเจ้าว่าป้าไม่รักเจ้ากัน เป็นพ่อของเจ้ารึ”
“ฮึก ฮึก ฮึก ท่านป้า ไม่รับเงิน เงิน ฮึก นี้ถือเป็นความกตัญญูของข้า หากท่านป้า ไม่รับ ฮึก ฮึก นั่นหมายความว่า ท่านป้าไม่รักข้า” อั้นจิ่วใช้ประโยชน์จากการเป็นเด็กและความน่ารักน่าเอ็นดูร้องไห้งอแงเช่นเคย เพื่อบีบบังคับให้ครอบครัวของท่านป้ารับเงินที่เขามอบให้
ทางด้านพ่อเฒ่าลู่กับภรรยา มองดูการแสดงเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเด็กอ้วนตรงหน้าก็อดที่จะหัวเราะอยู่ในใจไม่ได้ เจ้าเด็กคนนี้ช่างฉลาดรู้ความและเป็นเด็กที่มีจิตใจดี นับว่าตัวเองแต่งลูกสะใภ้ได้ดี พี่น้องรักใคร่ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ถึงแม้ว่าวันนี้ครอบครัวของพวกเขาจะลำบากอยู่บ้าง แต่ไม่ถึงกับขนาดที่ต้องไม่มีอันใดจะกิน
เมื่อหวนนึกถึงวันที่ลูกสะใภ้นำเอาอาหารกลับไปบ้านแม่เพื่อให้น้องสะใภ้ท้องแก่ได้มีอาหารกิน ตนเองกับภรรยาก็ไม่ได้คัดค้านหรือว่ากล่าวตักเตือนลูกสะใภ้ เพราะทั้งสองคนรู้ว่าลูกสะใภ้เองก็มีความลำบากใจของนางเอง ตลอดเวลานางทุ่มเทให้กับครอบครัวมากมาย ไม่เคยทำสิ่งใดที่ผิดต่อครอบครัวสามี หากนางอยากเอาอาหารไปให้น้องชายในฐานะที่นางเป็นพี่สาวคนโต พวกเขาเองก็ไม่คัดค้าน และไม่สร้างความลำบากให้ลูกสะใภ้
วันนี้ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าการกระทำของตัวเองที่ผ่านมาคือสิ่งที่ถูกต้อง และก็ต้องยอมรับว่า คำทำนายของนักพรตพเนจรนั้นน่าจะเป็นความจริง คำทำนายที่ว่า หากมีเด็กผู้ชายเกิดในครอบครัวสกุลฉือเป็นคนแรก ครอบครัวจะเจริญรุ่งเรือง เห็นได้ชัดจากวันนี้ ต่อไปบ้านสกุลฉือจะเจริญรุ่งเรืองขึ้นมากกว่านี้เป็นแน่
“เจ้าสาม เงินมากมายเพียงนี้จะดีหรือ ด้วยเงินจำนวนนี้ก็พอที่จะให้เราอยู่ได้อีกร้อยปี”
“พี่สาว เงินจำนวนนี้สำหรับพวกเราแล้วมันเป็นเงินมากมายจริง ๆ แต่สำหรับคนพวกนั้นแล้ว เงินพวกนี้ก็ไม่นับเป็นอันใดได้ ท่านเห็นหมาป่าที่นั่งอยู่กับเจ้าเก้าหรือไม่ นั่นคือหมาป่าอสูรวิญญาณระดับสูง มันจะคอยคุ้มครองดูแลความปลอดภัยให้กับเจ้าเก้าและบ้านของเรา หน้าที่หลักคือล่าสัตว์เพื่อเพิ่มอาหารและให้ข้านำไปขาย ท่านเองก็รู้ตามที่นักพรตได้ทำนายเอาไว้หลานท่านหาใช่เด็กธรรมดาไม่ ตอนแรกข้าเองก็ตกใจมากเช่นกัน”
“นับว่าสวรรค์เมตตาบ้านสกุลฉือของเราแล้ว”
“น้องสาม วัวของเจ้าเองก็ไม่ใช่วัวป่าธรรมดาใช่หรือไม่ ข้ามองเยี่ยงไรก็รู้สึกแปลก ๆ ทุกที”
“เป็นวัวอสูรวิญญาณขอรับพี่เขย”
“ข้าก็ว่าแล้วเชียว เงินนี้ข้ากับพี่สาวของเจ้าจะรับเอาไว้ หาไม่แล้วเจ้าเด็กอ้วนนั่นคงแกล้งร้องไห้อีก เจ้าเด็กจอมเสแสร้งนั่น น่ารักน่าเอ็นดูไม่น้อย"
“พี่สาว พี่เขย พวกท่านเก็บข้าวของเงินทองให้ดี หมู่บ้านหลี่เจียโกวมีโจรมางัดแงะบ้านเพื่อขโมยอาหารและของมีค่าในตอนที่ไม่มีผู้ใดอยู่บ้าน บ้านพี่สาวรองก็ถูกขโมยเช่นกัน ตอนที่ข้าไปถึงเมื่อวานหลานชายทั้งสองเกือบจะหมดสติเพราะหิวแล้ว”
“มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นด้วยรึ แล้วน้องสาวเป็นเยี่ยงไรบ้าง"
“พี่สาวคนที่สองสบายดีขอรับ ที่หมู่บ้านของข้า ครอบครัวเราก็ถูกหัวหน้าหมู่บ้านไม่ชอบขี้หน้า ข้าไม่รู้ว่าวันข้างหน้าพวกเขาจะทำให้ครอบครัวของเราเดือดร้อนหรือไม่”
“เกิดเรื่องอันใดขึ้นรึ”
อั้นปาได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้กับพี่สาวและพี่เขยฟัง อั้นจิ่วเองก็ออกไปเล่นกับพี่ชายลูกพี่ลูกน้องแล้ว เด็กอ้วนถูกพี่ชายอุ้มขึ้นหลังไปวิ่งเล่นรอบ ๆ บ้าน หลังจากฟังสิ่งที่อั้นปาเล่ามาทั้งหมด ลู่จื้อหยวนเองก็อดเป็นห่วงครอบครัวของพ่อตาไม่ได้ พวกเขาเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา จะไปสู้รบปรบมือกับหัวหน้าหมู่บ้านนั้นเป็นไปไม่ได้เลย
“พี่เขยท่านไม่ต้องเป็นห่วง ตอนนี้บ้านของเราไม่เหมือนเดิมแล้ว ข้าคิดว่าพวกเขาไม่กล้าลงมือในตอนนี้ขอรับ”
“เจ้าเองก็ระวังตัวด้วย ดูแลครอบครัวให้ดี”
“ข้ารู้ขอรับ”
