ตอนที่ 10 ครอบครัวของท่านป้ารอง
หลังจากที่อั้นปาสงบสติอารมณ์ได้แล้วเขาก็กล่าวทักทายครอบครัวของพี่เขย ทั้งยังบอกถึงจุดประสงค์ที่เขามาในวันนี้ด้วย เดิมทีครอบครัวของพี่เขยยังพอมีอาหารเหลือในบ้าน แต่เมื่อสองวันก่อนตอนที่พวกเขาเข้าป่าไปหาของป่า กลับมีขโมยเข้ามาขโมยอาหารที่เหลือไปจนหมด ทำให้วันนี้ทั้งครอบครัวต้องขึ้นเขาไปหาของป่าเพื่อประทังชีวิต สิ่งที่หายไปไม่ใช่แค่เพียงอาหารเท่านั้น ยังมีเงินเก็บของครอบครัวอีก 500 อิแปะ บ้านของพวกเขาถูกรื้อค้น ข้าวของบางอย่างถูกทำลาย ไม่เพียงแต่บ้านของพี่เขยเท่านั้นที่ถูกขโมยข้าวของ ยังมีบ้านของชาวบ้านอีกหลายครอบครัวถูกรื้อค้นและทำลายข้าวของ
เมื่ออั้นปาได้ยินก็รู้สึกสะเทือนใจเป็นอย่างมาก หลานชายทั้งสองคนของเขาที่แต่เดิมก็ผอมแห้งอยู่แต่ตอนนี้พวกเขายิ่งน่าเวทนาเป็นอย่างมาก
“พี่สาว พี่เขย ท่านลุง ท่านป้า พวกท่านเข้าบ้านไปนั่งพักก่อน วันนี้ข้ากับเจ้าเก้าเอาของไปขายในเมืองมา ก็เลยคิดว่าจะแวะมาเยี่ยมพวกท่าน เอาอาหารมาแบ่งให้พวกท่านบ้าง แต่ข้าไม่คิดว่าพวกท่านจะมีสภาพเป็นแบบนี้ เหตุใดข้าถึงไม่มาให้เร็วกว่านี้ หากข้ามาให้เร็วกว่านี้พวกท่านคงไม่ลำบากเช่นนี้”
“น้องสามเจ้าอย่าได้โทษตัวเอง เจ้าอายุเท่าไหร่แล้วยังร้องไห้ขี้มูกโป่ง เจ้าไม่อายหลานชายของเจ้าบ้างรึ”
“พี่รองพอท่านมีลูกชายแล้วท่านก็ไม่รักน้องชายอย่างข้าแล้วใช่หรือไม่”
“เจ้าเลิกทำตัววุ่นวายได้แล้ว เก็บความคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเจ้าเอาไว้เถอะ เลิกเสแสร้งได้แล้ว เจ้าไม่อายแต่ข้าอาย อายุตั้งเท่าไหร่แล้วยังมาทำเป็นเด็กสามขวบ หน้าไม่อายจริง ๆ”
“ฮ่า ฮ่า ภรรยา เจ้าเองก็ชอบที่น้องสามเป็นเช่นนี้ไม่ใช่รึ เอาเถอะ เข้ามานั่งในบ้านก่อน” หลี่หมิงเต๋อพี่เขยของอั้นปารีบพูดขึ้นมาก่อนที่ทั้งสองพี่น้องจะหยอกล้อกันต่อ
“ท่านน้าสาม ท่านลืมลูกชายตัวเองไว้บนเกวียนแล้วขอรับ ท่านไม่พาน้องชายเข้าบ้านมาก่อนหรือขอรับ”
“โอ้ ดูเหมือนว่าข้าจะลืมเจ้าเก้าเอาไว้จริง ๆ”
“ท่านพ่อ ข้ายังเป็นลูกของท่านอยู่หรือไม่ ระวังกลับบ้านไปข้าจะฟ้องท่านปู่กับท่านแม่”
“แน่นอนว่าเจ้าเป็นลูกชายที่รักของพ่อ พ่อแค่วิตกกังวลมากไป พ่อไม่ได้ลืมเจ้าเสียหน่อย”
หลังจากเข้าไปในบ้านเรียบร้อยแล้วอั้นปาก็ได้รีบนำเสบียงอาหารที่เขาซื้อมาจากในเมืองวันนี้มาแบ่งให้กับครอบครัวของพี่สาวคนที่สองของเขา ถึงแม้ว่าครอบครัวของพี่เขยยืนยันจะไม่ยอมรับ แต่อั้นปาเองก็ยืนยันเช่นกันว่าพวกเขาต้องรับเอาเสบียงอาหารนี้ไป ไม่เช่นนั้นจะถือว่าพี่สาวกับพี่เขยไม่นับตนเป็นน้องชาย และอั้นจิ่วยังบอกอีกว่า ขอให้ท่านป้ากับท่านลุงคิดถึงพี่ชายสองคนของเขาที่ยังเด็กอยู่มาก พวกเขาทั้งคู่ต้องการอาหาร หากไม่มีอาหารกินพวกเขาจะเติบโตได้เช่นไร เมื่อครอบครัวของท่านป้าได้ยินเด็กน้อยพูดเช่นนี้พวกเขารู้สึกสะเทือนใจมาก
เด็กเล็ก ๆ คนหนึ่งกลับเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ และยังเป็นเด็กที่มีเหตุผลมาก เด็กน้อยฉลาดรู้ความจนน่าปวดใจ นอกจากเสบียงอาหารแล้ว อั้นจิ่วยังให้ท่านพ่อของเขาแบ่งเงินให้กับครอบครัวท่านป้าเพื่อสร้างบ้านใหม่ให้แข็งแรงกว่านี้ อั้นจิ่วรู้อยู่ในใจว่าครอบครัวที่ซื่อสัตย์เช่นนี้จะไม่ยอมรับเงินจากท่านพ่อของเขาง่าย ๆ เด็กน้อยจึงต้องแสดงละครโรงใหญ่
“พี่สาว นี่เป็นเงินที่ข้าได้มาจากการนำสัตว์ป่าไปขาย ท่านเก็บเอาไว้ซื้อเสบียงอาหารและสร้างบ้านใหม่ นี่ถือเป็นความกตัญญูของข้ากับเจ้าเก้าที่มีต่อท่านและครอบครัวของพี่เขย ท่านอย่าลืมว่าหากไม่ได้อาหารจากครอบครัวของท่านกับครอบครัวของพี่สาวคนโต เจ้าเก้าจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้ถึงทุกวันนี้หรือไม่ ท่านรับไปเถอะ”
“น้องสาม มันมากเกินไป ความกตัญญูของเจ้ากับหลานชายพวกเรารับรู้แล้ว ครอบครัวของพวกเราขอรับไว้เพียงน้ำใจเท่านั้น เจ้าเก็บเงินเอาไว้ซื้อของอร่อยให้เจ้าเก้ากินเถอะ ด้วยเสบียงอาหารที่เจ้าให้พวกเรามาวันนี้ก็มากพอแล้ว หากกินอย่างประหยัดหน่อยพวกเราสามารถอยู่ได้อีกหลายเดือน เจ้าไม่ต้องห่วง”
“พี่เขย ข้าให้ท่านมาเกลี้ยกล่อมพี่สาวไม่ใช่ให้ท่านมาเห็นด้วยกับพี่สาว”
“ท่านป้า ท่านลุง รับเอาไว้เถอะขอรับ หากท่านไม่รับเอาไว้ ก็แสดงว่าท่านไม่นับข้าเป็นหลาน ต่อไปนี้พวกเราก็ไม่ใช่ญาติกันอีกแล้ว เสียดายก็แต่พี่ชายสองคนของข้า เพราะความดื้อรั้นของท่านสองคน ต่อไปพวกเขาก็จะกินไม่อิ่ม ไม่มีเสื้อผ้าใส่ อีกไม่นานก็จะผอมแห้งตายไปในที่สุด ฮึก แง๊ แง๊ แง๊ ข้าคิดว่าข้ามีพี่ชายแล้ว แต่พวกเขาจะต้องอดตายในอนาคต ข้า ฮึก ฮึก เกิดมา ฮึก ฮึก อาภัพนัก” อั้นจิ่วหมดหนทางจึงได้แกล้งร้องไห้ออกมาอย่างน่าสงสาร
“หมดกันนายน้อยผู้น่าเกรงขามของข้า แบบนี้ท่านก็กล้าทำ” ต้าฮุยทนมองไม่ไหวถึงกับยกขาหน้าขึ้นมาปิดตาทั้งสองข้างเอาไว้
แน่นอนว่าเมื่ออั้นจิ่วทำถึงขนาดนี้แล้วทั้งท่านลุงและท่านป้า รวมถึงท่านตาหลี่กับท่านยายหลี่ก็ยอมรับเงินที่อั้นปามอบให้ทันที อีกทั้งพวกเขารีบเขามาปลอบอั้นจิ่วที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ แต่ความจริงแล้วเด็กน้อยกำลังส่งสัญญาณมือกับพี่ชายลูกพี่ลูกน้องทั้งสองคนอยู่
“เอาล่ะ ๆ อย่าร้องเลยนะเด็กดี ถ้าเกิดว่าท่านปู่ท่านย่าของเจ้ารู้ว่าป้าทำให้เจ้าร้องไห้ ท่านปู่กับท่านย่าของเจ้าต้องมาถลกหนังหัวของป้าแน่ ป้ารู้ว่าป้าผิด เจ้าอย่าร้องไห้เลยนะ”
“เช่นนั้น เช่นนั้น ท่านป้าจะยอมรับเงินนี่ไปใช่หรือไม่ขอรับ ท่านป้าไม่ต้องห่วง ท่านพ่อตอนนี้เก่งกาจ สามารถหาเงินได้มากมาย ท่านกับท่านลุง ดูแลพี่ชายทั้งสองของข้าให้ดี ให้พวกเขาได้เรียนหนังสือ ต่อไปพวกเขาจะได้ปกป้องข้าได้ ท่านปู่บอกว่าหน้าที่ของพี่ชายคือต้องดูแลปกป้องน้อง ๆ เหมือนกับที่ท่านป้าปกป้องดูแลท่านพ่อ”
“เจ้าช่างเป็นเด็กดีมีเหตุผลยิ่งนัก”
“น้องชาย เจ้าวางใจ พี่ชายจะปกป้องเจ้าในอนาคต” หลี่หมิงเสียนพี่ใหญ่
“ใช่แล้วล่ะ ข้าจะไม่ทำให้น้องชายผิดหวัง” หลี่หมิงซานพี่รอง
“ท่านตา ท่านยาย พวกท่านก็อยู่บ้านดี ๆ ให้ท่านลุงกับท่านป้าดูแล ข้ากับท่านพ่อจะกลับก่อน พรุ่งนี้เราจะไปเยี่ยมท่านป้าใหญ่”
“พี่สาว ท่านวางใจ ต่อไปนี้ถ้าข้ามีชีวิตที่ดี ข้าจะไม่ยอมให้ท่านลำบาก หากมีเรื่องอันใดต้องการความช่วยเหลือให้พี่เขยไปหาข้าได้ตลอดเวลา”
“ตกลง ขอบใจเจ้ามากน้องสาม แต่ว่าเงินนี่จะไม่มากไปหน่อยหรือ”
“สำหรับเราชาวบ้านธรรมดาถือว่ามากมาย แต่ท่านอย่าลืมว่าพวกเราไม่ได้มีเพียงชาวบ้านธรรมดา แต่ยังไม่สามารถเทียบได้กับคนพวกนั้น พวกเราแค่มีอาหารเพียงพอ มีเสื้อผ้าอบอุ่น ลูก ๆ เติบโตมาย่างดี เท่านี้ก็พอแล้ว”
“ขอบใจเจ้าน้องสาม พี่เขยสัญญาว่าจะดูแลครอบครัวให้ดีเจ้าอย่าได้กังวล”
“พี่เขย ตอนนี้พวกท่านเพิ่งเกิดเรื่องได้ไม่นาน เสบียงอาหารที่มีควรเก็บรักษาให้ดี หากที่หมู่บ้านนี้ไม่ปลอดภัยพวกท่านควรหาที่อยู่ใหม่ พวกท่านตัดสินใจเยี่ยงไรก็ส่งข่าวบอกข้า ข้าจะกลับบ้านก่อน”
“ตกลง เจ้ารีบกลับไปเถอะ ป่านนี้พ่อตากับแม่ยายคงเป็นห่วงแล้ว”
หลังจากที่อั้นปาขับเกวียนออกมาจากหมู่บ้านหลี่เจียโกว ครอบครัวของพี่เขยได้ปรึกษากันว่าพวกเขาจะยังไม่สร้างบ้านในตอนนี้ รอดูว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ในหมู่บ้านจะเป็นเยี่ยงไรต่อไป ตอนนี้ยังมีหลายครอบครัวที่ถูกขโมยเสบียงอาหาร ส่วนเสบียงอาหารที่อั้นปานำมาให้นั้นตอนนี้พวกเขาได้ขุดหลุมลึกลงไปในดินในห้องนอนใหญ่ นำเสบียงอาหารทั้งหมดที่ได้มาไปใส่เอาไว้แล้วปิดทับด้วยแผ่นไม้และเสื่อไม้ไผ่ตามลำดับ ขั้นตอนสุดท้ายยกตู้ที่ใช้เก็บเสื้อผ้ามาวางทับลงไปก็เป็นอันเสร็จสิ้น
ครอบครัวของพี่เขยทุก ๆ วันจะนำอาหารออกมาเพียงเล็กน้อยเพียงพอให้ครอบครัวกินในแต่ละวันเท่านั้น ส่วนตอนกลางวันพวกเขายังคงเข้าป่าเพื่อหาของป่ามาประทังชีวิตเช่นชาวบ้านคนอื่น ๆ แต่พวกเขาไม่มีทางได้รู้เลยว่าในอีกหลายวันข้างหน้า หมู่บ้านหลี่เจียโกวจะไม่มีอีกต่อไป
กลับมาทางด้านอั้นจิ่วกับท่านพ่อ เมื่อกลับมาถึงบ้านก็ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับครอบครัวของท่านป้ารองให้กับท่านปู่ท่านย่าฟัง ท่านย่าที่ตอนแรกรู้สึกเป็นห่วงท่านป้าเป็นอย่างมาก แต่พอรู้ว่าสองพ่อลูกได้นำอาหารและเงินแบ่งให้กับลูกสาวคนที่สอง ท่านย่าถึงได้คลายความกังวลไป อั้นจิ่วยังบอกว่าตัวเองได้พบท่านป้ารองแล้ว พรุ่งนี้จะให้ท่านพ่อพาไปพบท่านป้าใหญ่ เพื่อแสดงความกตัญญู ส่วนตอนนี้ตัวเองจะไปเที่ยวที่ภูเขาด้านหลังกับต้าฮุยและต้าเฮย
“ท่านพ่อ ท่านปู่ ท่านย่า ท่านแม่ ข้าจะไปเล่นกับต้าฮุยและต้าเฮยที่ภูเขาด้านหลัง แล้วจะรีบกลับมาขอรับ”
“นี่ก็ใกล้จะมืดค่ำแล้ว เจ้ายังจะไปอีกรึ”
“ท่านย่า ท่านวางใจได้ ข้ายังมีต้าฮุยกับต้าเฮยอยู่ รับรองว่าปลอดภัยขอรับ”
“เจ้าเก้าจะไปก็รีบ ๆ ไปเถอะ แล้วอย่าไปให้นานนัก รีบกลับมากินข้าวเย็นเข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจแล้วขอรับท่านปู่”
หลังจากอั้นจิ่วออกไปแล้ว แม่เฒ่าหลันเซียงก็หันมาถลึงตาใส่สามี “เจ้าไม่รู้จักเป็นห่วงหลานชายเสียบ้าง”
“เจ้าจะให้ข้าห่วงอันใด เจ้าไม่รู้รึ เจ้าเก้าหาใช่ธรรมดาสามัญอย่างที่ใคร ๆ คิด หลานของข้านั้นมากความสามารถ มีอันใดต้องให้เป็นห่วง เด็กธรรมดาที่ใดกันจะมีสัตว์อสูรวิญญาณระดับสูงตั้งสองตัว เจ้ายังจะเป็นห่วงอันใดอีก”
“นี่พวกท่านเองก็รู้หรือขอรับ ว่าเจ้าเก้า”
“รู้อันใด เจ้าเก้าหลานข้าเป็นเพียงเด็กน้อยธรรมดาที่เล่นซุกซนเท่านั้น อย่าพูดมาก” พ่อเฒ่าฉือกับแม่เฒ่าหลันเซียงหันมาตวาดใส่อั้นปา
“ขอรับ ขอรับ ข้ารู้แล้ว”
ถึงแม้อั้นจิ่วจะไม่แสดงความสามารถของเขาออกมาต่อหน้าของทุกคน แต่ภายในใจของทุกคนในครอบครัวนั้นรู้ดีว่า อั้นจิ่วหาใช่เด็กธรรมดาไม่ เพียงแต่พวกเขาไม่รู้ว่าอั้นจิ่วนั้นตอนนี้เป็นผู้ฝึกตนในเส้นทางผู้บำเพ็ญเพียร ไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์ธรรมดาเช่นคนอื่น
อั้นจิ่วเข้าป่ากับต้าฮุย ต้าเฮยเพราะต้องการจะหาของเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปฝากท่านป้าใหญ่ในวันพรุ่งนี้ อีกอย่างเขาต้องการหาสมุนไพรล้ำค่าเพื่อนำไปปลูกเอาไว้ในมิติ อั้นจิ่วนั้นรู้ดีอยู่แก่ใจว่าเส้นทางบำเพ็ญเพียรของเขานั้นยากลำบาก เพราะในโลกมนุษย์ที่มีพลังฟ้าดินน้อยนิดเช่นนี้ย่อมไม่สามารถเลื่อนระดับได้ง่าย ๆ จึงจำเป็นต้องหาทรัพยากรช่วยในการฝึกฝน
