บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 4 พึ่งตัวเอง

เสียง ‘ซ่า...’ ของวิทยุสื่อสารที่หลินเฟิงพยายามปรับจูนมาเกือบครึ่งชั่วโมงยังคงไร้ซึ่งสัญญาณตอบรับเป็นชิ้นเป็นอันจากแผ่นดินใหญ่ ลมพายุเบื้องนอกอาจจะสงบลงแล้ว แต่มวลน้ำมหาศาลเชี่ยวกรากและดินถล่มปิดเส้นทางคมนาคมทำให้ หมู่เกาะแห่งนี้ไม่ต่างจากคุกที่ถูกล้อมด้วยท้องทะเลโคลน

หลินเฟิงถอนหายใจยาว แผ่นหลังที่เคยดูเหยียดตรงด้วยความมั่นใจกลับดูหนักอึ้ง เขาเสียบวิทยุไว้ที่เอวตามเดิมแล้วเดินกลับเข้าไปในอาคารไม้ที่ใช้เป็นโรงพยาบาลสนามชั่วคราว ภาพความหดหู่ยังคงไม่จางหาย ชาวบ้านบางคนเริ่มมีอาการซึมเศร้าจนแทบไม่ขยับร่างกาย ในขณะเดียวกันเด็กกำพร้าหลายคนเริ่มมีอาการตัวร้อนจากละอองฝน

เขาหยุดฝีเท้าลงตรงข้างเตียงของอวี๋เซิง เห็นเด็กสาวกำลังนั่งเคี้ยวแผ่นแป้งแห้งนั้นอย่างตั้งใจ ดวงตาของเธอที่เคยหม่นแสงดูจะเริ่มมีความสดใสกลับมาเล็กน้อย แต่ทันทีที่เห็นสีหน้าของเขา แววตาคู่นั้นก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมและอ่านได้ยากในทันที

“วิทยุเรียกไม่ได้ผลใช่ไหมคะ” อวี๋เซิงเปรยขึ้นมาก่อนที่เขาจะอ้าปากพูด หลินเฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วจำต้องพยักหน้าลงอย่างช้า ๆ

“มวลน้ำด้านนอกไหลเชี่ยวเกินไป เฮลิคอปเตอร์กู้ภัยของศูนย์ภาคกลางถูกส่งไปช่วยเขตเศรษฐกิจที่เสียหายหนักกว่า ส่วนเรือกู้ภัยลำใหญ่... รายงานล่าสุดบอกว่ามีซากต้นไม้ลอยขวางเส้นทางเดินเรือหลัก คาดว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีกสิบสองชั่วโมงกว่าจะเข้ามาถึงที่นี่ได้”

เขาเว้นจังหวะพลางมองไปทางยายหลินที่นอนกระสับกระส่ายเพราะพิษไข้

“ฉันเสียใจอวี๋เซิง... ยาฆ่าเชื้อเพนิซิลลินที่เธอขอ อาจจะมาไม่ทันเวลาที่ขาของยายเธอเริ่มอักเสบรุนแรง”

เด็กสาวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งพร้อมกับชิปในหัวของเธอเริ่มกะพริบเตือนสีส้ม [แจ้งเตือน: ความเสี่ยงในการติดเชื้อเข้ากระแสเลือดเพิ่มขึ้นเป็น 40% แนะนำให้ใช้สารสกัดจากพืชที่มีฤทธิ์ต้านจุลชีพโดยด่วน]

“ถ้าอย่างนั้นเราไม่มีทางเลือกอื่นแล้วค่ะ” เด็กสาววางแผ่นแป้งที่เหลือครึ่งหนึ่งลงบนผ้าสะอาด แววตาของเธอเปลี่ยน เป็นแน่วแน่จนหลินเฟิงรู้สึกได้ถึงความเย็นเยือกแล่นผ่านสันหลัง

“คุณต้องไปเก็บสมุนไพรที่ฉันบอก ยายรอไม่ได้อีกต่อไปแล้ว”

หลินเฟิงขมวดคิ้ว “ไปน่ะไปได้ แต่ปัญหาคือสมุนไพรพวกนั้น... ในตำราป่าไม้ที่ฉันเรียนมามันมีเป็นร้อยชนิด ถ้าฉันหยิบผิดมา ยายเธอจะไม่แย่ยิ่งกว่าเดิมหรือไง?”

อวี๋เซิงเม้มปากแน่น แม้เธอจะรู้ดีว่าในปี 1988 ยาพวกนี้จะหาซื้อได้ไม่ยากนักตามร้านขายยาสมุนไพรตากแห้ง แต่ในสถานการณ์ที่เกาะถูกตัดขาดเช่นนี้ สิ่งที่ทำได้นั่นก็คือการเก็บสมุนไพรสดจากป่าเพียงเท่านั้น

แต่ในป่าทึบหลังฝนตก พืชพรรณนานาชนิดล้วนชุ่มชื้นเขียวครึ้มจนดูคล้ายคลึงกันไปหมด โดยเฉพาะพืชตระกูลที่มีสรรพคุณต้านการติดเชื้อเองก็มักมีหน้าตาคล้ายกัน หากว่าเกิดมีพืชบางชนิดแฝงพิษขึ้นปะปนอยู่ แล้วหลินเฟิงเกิดแยกแยะผิดพลาด หรือเก็บรากและลำต้นไม่ถูกช่วงเวลา ฤทธิ์ยาที่ต้องการก็อาจไม่เกิดผลตามที่หวังทุกอย่างก็จะกลายเป็นศูนย์ หรือร้ายแรงที่สุด... คือการเก็บสมุนไพรพิษกลับมามันก็จะยิ่งใช้การไม่ได้

ไวเท่าความคิดเธอจึงพยายามจะลุกขึ้นยืนเพื่อจะไปเก็บด้วยตนเอง แต่แขนขากลับสั่นระริกจนเกือบเซล้ม... หลินเฟิงที่เห็นเช่นนี้จึงได้แต่ต้องช่วยเข้าไปประคองไหล่บางเอาไว้

“บอกลักษณะมาเถอะ” เขาพูดเสียงนุ่มแต่หนักแน่น “บอกมาให้ละเอียดที่สุด ฉันเรียนเรื่องของป่ามามากพอจะแยกแยะใบไม้ได้บ้าง ฉันจะพยายามเก็บมาให้ถูกต้นและให้เร็วที่สุด”

อวี๋เซิงที่ได้ยินเช่นนี้กอปรกับสภาพร่างกายปวกเปียกของเธอทำให้เด็กสาวไม่มีทางเลือกมากนัก ดังนั้นหล่อนจึงได้หลับตาลงเพื่อหวังให้ชิปประสาทในสมองช่วยประมวลผลฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์ ผสมผสานกับความทรงจำของอวี๋เซิงคนเก่าที่เคยเห็นยายหลินเก็บยาสองชนิดนี้มา เธอต้องถ่ายทอดรายละเอียดทุกเม็ดเพื่อให้หลินเฟิงเลือกเก็บได้อย่างไม่ผิดพลาด

“จำไว้นะคะคุณเจ้าหน้าที่ ซานชีมันจะมีใบออกเป็นวงรอบลำต้นที่ปลายก้านเลย มีกิ่งหลักสามกิ่ง แล้วแต่ละกิ่งจะมีใบย่อยเจ็ดใบ เรียงกันแบบคล้ายฝ่ามือ ขอบใบจะหยักเป็นฟันเลื่อยเล็ก ๆ ใบสีเขียวเข้ม ถ้าดูดี ๆ จะเห็นว่าตรงกลางลำต้นมันมีช่อดอกสีขาวขนาดเล็กอมเขียว รากที่เราต้องการคือหัวป้อม ๆ คล้ายลูกระฆังขนาดเท่ากำปั้นเด็ก ผิวสีน้ำตาลอมเทา ถ้าขุดขึ้นมาแล้วหักดูข้างใน... จะเป็นสีเหลืองอมน้ำตาล เนื้อต้องแน่นมาก ไม่ยุ่ย... ถ้าเจอต้นที่ใบไม่ครบเจ็ดหรือรากนิ่ม ห้ามเก็บมาเด็ดขาดนะคะ!” ในขณะที่เธอบอก หลินเฟิงก็นำสมุดบันทึกเล่มเล็กที่มักพกติดตัวแล้วดึงปากกาจากกระเป๋าเสื้อมาจดรายละเอียดทั้งหมดลงไปด้วยอย่างตั้งใจ

อวิ๋นเซิงหยุดคำพูดลงชั่วครู่พลางสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะระบุสมุนไพรอีกชนิดที่เป็นหัวใจสำคัญในการฆ่าเชื้อ

“ส่วน หวงฉิน... ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งเยอะ ใบจะตรงข้ามกัน... ใบของมันจะเป็นรูปหอกยาวเรียว ดอกสีม่วงเข้ม รากที่เราต้องการคือรากหลักสีเหลืองสดถึงเหลืองเข้มมาก ๆ ยิ่งเหลืองเข้มยิ่งดีเลยค่ะ ถ้าขุดเจอรากสีเหลืองสดแบบนั้นแหละค่ะใช่แน่นอนคุณต้องเก็บมันมาทั้งรากให้ได้มากที่สุดนะคะ”

หลินเฟิงทวนคำในใจพร้อมกับจดบันทึกลักษณะการ เลือกเก็บสมุนไพรของทั้งสองชนิดลงในสมองและสมุดเล่มเล็กของตัวเองอย่างรวดเร็ว ข้อมูลที่ละเอียดลออนี้คือแผนที่นำทางเพียงหนึ่งเดียวของเขา

“สามกิ่งใบเจ็ด รากปุ่มปมสีเทา... กับหวงฉินรากเหลืองสด ตีนเขาเต่าดำฝั่งตะวันออก ฉันจะรีบไป แต่เธออย่าลุกขึ้นมาแบกใครอีกนะ ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าฉันใจดำ”

ชายหนุ่มไม่วายขู่ทิ้งท้ายก่อนจะพุ่งตัวออกไปกลางสายหมอกเพื่อทำภารกิจเก็บสมุนไพรชีวิตมาส่งให้เด็กสาวทันเวลาโดยมีสายตาของอวิ๋นเซิงมองตามอย่างคาดหวัง

‘ได้โปรดทำให้สำเร็จนะคะคุณเจ้าหน้าที่ เพราะตอนนี้คุณคือความหวังเดียวของฉัน’

ท่ามกลางเสียงถอนหายใจและเสียงสะอื้นของผู้รอดชีวิตในค่าย มือเล็ก ๆ ของอวี๋เซิงกุมมือยายหลินเอาไว้อย่างให้กำลังใจทั้งต่อตนและหญิงชรา... สายตามองไปยังขาของผู้มีพระคุณที่เริ่มบวมแดงมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างกังวล

“อดทนไว้นะคะยาย...” เธอกระซิบ “หนูจะเปลี่ยนโชคชะตาที่เล่นตลกนี่เอง ต่อให้โลกนี้จะไม่มีอาวุธหรือวิธีการรักษาล้ำสมัยเหมือนโลกเดิมที่หนูจากมา แต่หนูจะใช้มือคู่นี้นี่แหละยื้อชีวิตของยายเอาไว้ให้ได้”

ในห้วงความคิดของเธอ ชิปประสาทยังคงแสดงสูตรโครงสร้างทางเคมีของยาฆ่าเชื้อที่เธอต้องการมากที่สุดในเวลานี้ แต่ในความจริงที่โศกเศร้าก็คือ... สิ่งเดียวที่เธอทำได้นั่นก็คือการเฝ้ารอ... รอให้โชคชะตาเข้าข้างความพยายามของมนุษย์ตัว เล็ก ๆ อย่างเธอและหลินเฟิงเท่านั้นเอง

เธอมองออกไปนอกหน้าต่างอาคารไม้ เห็นกลุ่มอาสาสมัครกำลังช่วยกันขุดหลุมศพที่ชายป่า ความหดหู่ยังคงกัดกินหัวใจ แต่สำหรับอวี๋เซิงแล้ว ความตายไม่ใช่จุดจบตราบเท่าที่เธอยังมีลมหายใจและสมองที่เปี่ยมไปด้วยความรู้ที่จะต่อกรกับมัจจุราชได้

ทางด้านของหลินเฟิง หลังจากผละออกมาจากอาคารพักพิง ชายหนุ่มก็พุ่งตัวฝ่ามวลอากาศชื้นแฉะออกไปทันที รองเท้าบูทคอมแบทหนักอึ้งของเจ้าตัวบดขยี้ลงบนดินเลนลื่นไถล

ทุกย่างก้าวคือการต่อสู้กับแรงดึงดูดและสภาพภูมิประเทศเสียหาย ลมหายใจของเขาหอบพร่าเป็นไอสีขาวจาง ๆ ท่ามกลางอากาศที่เย็นลงหลังพายุ

“ใบรูปหอกยาว... ดอกช่อสีม่วง... รากต้องสีเหลืองสด...”

เขาท่องลักษณะของ ‘หวงฉิน’ ซ้ำไปซ้ำมา ข้อมูลที่อวี๋เซิงบอกถูกบันทึกไว้ในสมองราวกับย้ำเตือนความจำที่ชายหนุ่มต้องหาคำตอบให้ถูก

หลินเฟิงมุ่งหน้าไปยังเนินดินที่เปิดโล่งทางทิศตะวันออก แสงแดดรำไรเริ่มส่องกระทบผืนดินทำให้เขามองเห็นได้ง่ายขึ้น ไม่นานนักเจ้าตัวก็พบพุ่มไม้ที่มีลำต้นตั้งตรงและมีดอกสีม่วงอมน้ำเงินออกเป็นช่ออยู่ที่ปลายกิ่งตามที่เด็กสาวระบุไว้

เขาไม่รอช้ารีบใช้มีดพกขุดลงไปในดินร่วนซุยนั้นอย่างรวดเร็ว เพียงครู่เดียวเจ้าตัวก็พบรากหลักที่มีสีเหลืองสดเด่นชัด หลินเฟิงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

อย่างน้อย ‘คำตอบข้อแรก’ ก็หาได้ไม่ยากนัก เขาเร่งมือเก็บหวงฉินใส่กระเป๋าผ้าด้านหน้าจนพอใจ ก่อนจะเริ่มเคลื่อนที่ไปยังจุดที่สองซึ่งท้าทายกว่าหลายเท่า

“ซานชี... ต้องอยู่ในที่ชื้นและมืดกว่านี้”

ชายหนุ่มขยับเข้าใกล้ตีนเขาเต่าดำ... ที่เส้นทางเริ่มชันและอันตรายขึ้นทุกที ต้นไม้ใหญ่ล้มระเนระนาดขวางทางน้ำเบื้องล่างที่ยังคงหลากลงมาเป็นระยะ ทำให้หลินเฟิงจำเป็นต้องโหนตัวผ่านกิ่งไม้ที่พร้อมจะหักลงมาได้ทุกเมื่อ จนกระทั่งเขาเหลือบไปเห็นพุ่มไม้เตี้ยที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ชะง่อนหินขนาดใหญ่ที่มีความชื้นสูง

หัวใจของชายหนุ่มกระตุกวูบ เมื่อเขาก้มลงมองลักษณะต้นที่ตรงตามตำราที่จดมาและในหัวเป๊ะ ‘ลำต้นมีกิ่งหลักแยกออกมาสามกิ่ง และแต่ละกิ่งมีใบย่อยเจ็ดใบเรียงตัวกันเป็นวงคล้ายฝ่ามือ ขอบใบหยักฟันเลื่อยละเอียด’ ชายหนุ่มไม่รอช้า รีบมุดตัวเข้าไปใต้ชะง่อนหินนั้นทันที

“สามกิ่ง ใบเจ็ด... รากต้องเป็นปุ่มปมเหมือนรูประฆัง” เขาทวนประโยคสุดท้ายพลางใช้มีดพกเริ่มขุดลงไปในดินที่เกาะตัวแน่นใต้ซอกหิน

แต่ทว่า... พื้นที่ตรงนี้กลับเป็นร่องหินแสนหมิ่นเหม่ใต้ลำห้วยที่กลายเป็นทางผ่านของโคลนถล่ม ในขณะที่เจ้าตัวกำลังใช้มือตะกุยดินเพื่อดึงหัวสมุนไพรที่มีเนื้อแน่นและปุ่มปมชัดเจนขึ้นมานั้น เสียง ‘ครืด...’ ที่ชวนให้ขนลุกก็ดังมาจากเบื้องบน

“ดินถล่มระลอกย่อย!”

แต่หากเขาถอยหนีในวินาทีนี้ ชายหนุ่มรู้ดีว่าตัวเองจะรอดชีวิต ทว่าสมุนไพรเขาอาจต้องสูญเสียมันไป... แล้วยายหลินคนนั้นล่ะ จะทำยังไง ขณะเดียวกันถ้าหากเขาอยู่ต่อ... เขาอาจถูกฝังทั้งเป็นอยู่ใต้กองโคลน

ในที่สุดชายหนุ่มจึงตัดสินใจเดิมพันด้วยชีวิต! เขาไม่ถอยหนีแต่กลับโถมตัวเข้าหาซอกหินให้ลึกที่สุด มือหนาที่เปื้อนโคลนตะกุยดินอย่างบ้าคลั่งเพื่อกระชากหัวรากซานชีที่มีผิวสีน้ำตาลอมเทาขึ้นมาท่ามกลางเสียงหินถล่มดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่า มวลดินระลอกแรกเริ่มร่วงหล่นลงมากระแทกไหล่จนเจ็บแปลบ

“อีกนิดเดียว... ได้โปรด ฉันต้องทำให้ได้!”

ฉันพลันก่อนวินาทีที่กำแพงโคลนเหนือหัวของชายหนุ่มจะพังครืนลงมา หลินเฟิงก็ออกแรงกระชากสุดกำลังจนหัวสมุนไพรที่แข็งแน่นหลุดติดมือ...

ชายหนุ่มไม่รอช้าเขารีบหมุนตัวถีบตัวออกจากซอกหินพุ่งร่างออกไปทางด้านข้างอย่างไม่คิดชีวิต ก่อนที่มวลดินและก้อนหินขนาดมหึมาจะถล่มลงมาปิดทับซอกหินนั้นจนมิดและไหลทะลักลงสู่ลำห้วยเบื้องล่างกลายเป็นเสียงคลื่นน้ำกระแทกดังสนั่น!

ร่างของหลินเฟิงบัดนี้กลิ้งกระดอนไปตามโขดหินริมน้ำกระแทกเข้ากับซากไม้อย่างแรงจนเสื้อกันฝนขาดวิ่น เลือดสีแดงสดซึมออกมาจากรอยถลอกที่แขนและแก้มซ้ายเป็นทางยาว

ทว่าเขากลับหยัดกายลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล ลมหายใจหอบถี่จนแสบปอด เขามองกลับไปดูจุดที่รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิดด้วยแววตาสั่นระริก ก่อนจะรีบตรวจดูในกระเป๋าผ้า เมื่อเห็นหัวรากปุ่มปมที่มีข้างในสีเหลืองอมเขียวตามที่อวี๋เซิงบอกเขาก็ใจชื้นขึ้นมาทันที

“อวี๋เซิง... ฉันได้มันมาแล้วเธอรออีกนิดนะ”

ชายหนุ่มออกตัววิ่งกลับไปทางค่ายพักพิงอย่างไม่คิดชีวิต ท่ามกลางสภาพร่างกายสะบักสะบอม ในหัวไม่มีความสงสัยในตัวเด็กสาวผู้ลึกลับคนนั้นอีกต่อไป มีเพียงความหวังเดียวคือการนำของสองสิ่งที่แลกมาด้วยชีวิตนี้ไปให้ถึงมือเธอให้ทันเวลาเพียงเท่านั้น!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel