ตอนที่ 5 หัตถ์เทวะในคราบเด็กสาว
ขณะที่อวี๋เซิงกำลังรอด้วยความหวัง เวลาผ่านไปราวสองชั่วโมง... ในที่สุดเธอก็เริ่มได้ยินเสียงฝีเท้าหนักที่จำได้ว่าเป็นของใคร เนื่องจากระบบในหัวของเธอจากชาติก่อนเป็นตัวช่วยสำคัญดังใกล้เข้ามายังอาคารไม้เก่าของหน่วยป่าไม้
หลินเฟิงปรากฏตัวขึ้นในสภาพที่ต้องทำให้ทุกคนในค่ายพักพิงถึงกับหยุดทุกกิจกรรมเพื่อเหลียวมอง เจ้าหน้าที่หนุ่มผู้เคยดูสง่างามในชุดเครื่องแบบบัดนี้ดูไม่ต่างจากผู้ประสบภัยที่เพิ่งผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชน
เสื้อกันฝนสีเขียวขี้ม้าของเขาขาดกะรุ่งกะริ่ง รอยขาดนั้นเผยให้เห็นบาดแผลถลอกแดงฉานที่ต้นแขน ใบหน้าคมเข้มเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนสีแดงข้นจนแทบมองไม่เห็นผิวเดิม... มีรอยเลือดซึมออกมาจากบาดแผลยาวที่ข้างแก้มซ้าย
แต่ดูเหมือนเจ้าของบาดแผลจะไม่ให้ความสนใจมากนัก เพราะดูเหมือนว่าจะมีสิ่งที่เขาให้ความสำคัญมากกว่า เนื่องจากสองมือของเขากลับกอดกระเป๋าผ้าที่แทบจำสีเดิมไม่ได้เอาไว้แน่น ราวกับว่ามันคือสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิตของตัวเองที่เหลืออยู่
“อวี๋เซิง... ฉัน... ฉันได้มันมาแล้ว” เสียงของเขาแหบพร่าและขาดช่วง หลินเฟิงทรุดตัวลงข้างเตียงของยายหลินอย่างหมดแรง ลมหายใจหอบถี่จนหน้าอกกระเพื่อมไหว หยดน้ำฝนผสมโคลนไหลหยดลงจากปลายผมของเขาลงสู่พื้น
อวี๋เซิงที่กำลังใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าให้ยายรีบวางมือแล้วหันมามองเขาทันที แววตาที่เคยนิ่งสงบดุจผิวน้ำวูบไหวไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นสภาพสะบักสะบอมของชายหนุ่ม
หัวใจของเธอที่เคยชินกับความตายในโลกอนาคตกลับรู้สึกบีบรัดอย่างประหลาด ชิปประสาทในหัวของเธอทำงานฉับพลันเป็นแสงสีเขียวที่ไม่มีใครมองเห็น
[ตรวจสอบเป้าหมาย: มู่หลินเฟิง สถานะ: เหนื่อยล้าขั้นรุนแรง ตรวจพบบาดแผลถลอกบริเวณกว้าง 12 จุด ไม่พบอาการบาดเจ็บภายในที่อันตรายถึงชีวิต แนะนำ: ให้สารอาหารและทำความสะอาดแผลป้องกันบาดทะยัก]
“ส่งมาให้ฉันค่ะ” อวี๋เซิงพูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษาความเยือกเย็น แต่ปลายนิ้วของเธอที่ยื่นไปรับกระเป๋าผ้าใบนั้นกลับสั่นเล็กน้อย
เมื่อเธอเปิดกระเป๋าออก กลิ่นดินดิบและความหอมเย็นเฉพาะตัวของสมุนไพรสดโชยเข้าจมูก ภายในนั้นมีรากหวงฉินสีเหลืองสดสะดุดตา และหัวซานชีปุ่มปมทรงรูประฆังที่ยังชุ่มไปด้วยโคลนจากลำห้วย แม้สภาพภายนอกจะดูเลอะเทะแต่สำหรับอวี๋เซิงแล้วสิ่งเหล่านี้คือ ‘อาวุธ’ อันทรงพลังที่สุดในนาทีชีวิตของยายผู้เป็นทุกอย่างในชีวิตของเธอ
“คุณทำได้แล้วค่ะหลินเฟิง... ขอบคุณมากนะคะ” เธอเอ่ยอย่างซาบซึ้งพร้อมกับมองเขาด้วยแววตาแห่งความขอบคุณ ซึ่งทุกครั้งเธอมักจะเรียกเขาว่าคุณเจ้าหน้าที่
“เป็นคำตอบที่ถูกก็ดี... ดีแล้วจริง ๆ” หลินเฟิงกล่าวด้วยรอยยิ้มซีดเซียว “ดูเหมือนว่านี่เป็นครั้งแรกเลยที่เธอเรียกชื่อของฉัน อวี๋เซิง...”
เด็กสาวชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้นเสียงเบา “คุณรอฉันสักครู่นะคะ ฉันขอจัดการกับสมุนไพรให้ยายก่อน” อวี๋เซิงพูดไปมือเล็ก ๆ ของเธอก็ขยับเขยื้อนด้วยความคล่องแคล่วเกินกว่าจะเป็นเพียงเด็กสาวอายุสิบห้าในการเตรียมยา
“เดี๋ยวฉันจะมาทำแผลให้คุณด้วย”
หลินเฟิงที่เหนื่อยจนหมดแรงทำเพียงโบกมือให้เธอเบา ๆ ก่อนจะนั่งปิดเปลือกตาลงเพื่อพักผ่อน
อวี๋เซิงเองก็ไม่ปล่อยให้เวลาเสียเปล่า เธอจึงรีบเดินไปหาอาสาสมัครคนหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลเพื่อจะขอยืมครกบดยา... ซึ่งโชคดีที่หน่วยกู้ภัยมีครกดินเผาขนาดเล็กสำหรับบดสมุนไพรติดมาด้วย เมื่อได้ของที่ต้องการมาแล้วเด็กสาวก็เทรากซานชีที่ทำความสะอาดเรียบร้อยลงในครกดินเผาใบนั้น
สายตาของเธอนิ่งสนิทจดจ่ออยู่กับเนื้อสมุนไพรที่ค่อย ๆ ละเอียดจนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน ผสมผสานกับกลิ่นหอมขื่นกระจายฟุ้งไปทั่วบริเวณ
อวี๋เซิงใช้ไม้พายขนาดเล็กตักผงซานชีสดที่มีสรรพคุณห้ามเลือดและสมานแผลชั้นเลิศมาพอกลงบนแผลเปิดที่ขาของยายอย่างเบามือ ก่อนจะนำรากหวงฉินมาบดในครกเดียวกันเพื่อคั้นเอาน้ำยาปฏิชีวนะธรรมชาติออกมาให้หญิงชราดื่มด้วย
[วิเคราะห์: อัตราการติดเชื้อลดลงเหลือ 15% สภาวะวิกฤตได้รับการควบคุม]
เมื่อมั่นใจว่าอาการของหญิงชราทรงตัวและเริ่มนอนหลับได้สนิทขึ้น อวี๋เซิงจึงถอนหายใจยาวออกมาก่อนจะหันกลับมามองชายหนุ่มที่นั่งหลับตาพิงเตียงในสภาพที่ดูแทบไม่ได้ เธอขยับเข้าไปใกล้พร้อมถ้วยน้ำสะอาดและผ้าสะอาดที่เหลืออยู่เพียง น้อยนิด
“หลินเฟิง... หลินเฟิงคะ” เธอเรียกเขาเสียงเบา กระนั้นเจ้าของชื่อก็ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ แววตาคมเข้มของเขาดูอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัดเจน
“ยายเธอเป็นยังไงบ้าง?” นี่คือประโยคแรกที่เขาถามแม้ตัวเองจะบาดเจ็บ
“ปลอดภัยแล้วค่ะ ขอบคุณความทุ่มเทของคุณ” อวี๋เซิงตอบพลางเอื้อมมือไปจับท่อนแขนที่เปื้อนโคลนของเขา “คราวนี้ตาคุณแล้ว ลุกมานั่งดี ๆ ค่ะ ฉันจะทำแผลให้”
หลินเฟิงทำท่าจะทัดทานตามนิสัย “ฉันไม่เป็นไรหรอก รอยขีดข่วนน่ะ...”
“อย่าดื้อค่ะ” น้ำเสียงของอวี๋เซิงเด็ดขาดเสียจนชายหนุ่มชะงักไป เขาจำต้องขยับตัวนั่งตัวตรงให้เด็กสาวผู้อายุน้อยกว่าเริ่มลงมือล้างคราบโคลนออกจากแผลถลอกยาวที่แก้มซ้าย สัมผัสจากปลายนิ้วของเธอเบามือราวกับขนนกแต่กลับให้ความรู้สึกมั่นคงอย่างประหลาด
ระหว่างที่อวี๋เซิงกำลังพันผ้าพันแผลที่ต้นแขนให้เขา หลินเฟิงที่จ้องมองใบหน้าซูบผอมแต่ดูฉลาดเฉลียวเกินวัยของเด็กสาวก็ชวนคุยขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“อวี๋เซิง... ถามจริง ๆ เถอะ เธอไปเรียนรู้วิธีการใช้ครกบดยาและวิธีจัดการสมุนไพรพวกนี้มาจากไหน? ท่าทางเธอดูยังไงก็ไม่ใช่แค่เด็กนักเรียนธรรมดา ๆ เลยนะ”
อวี๋เซิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตีหน้านิ่งตามสัญชาตญาณ
“ฉันบอกแล้วไงคะว่ายายสอนมา ยายหลินเก่งเรื่องยามาก ฉันก็แค่จำมาใช้”
“แค่จำมาใช้จริงเหรอ?” หลินเฟิงถามอย่างกังขาพลางมองปมผ้าที่เธอพันไว้อย่างประณีตระดับมืออาชีพ “โตขึ้นเธออยากเป็นหมอหรือเปล่า? ถ้าเธอเป็นหมอ ฉันว่าเธอต้องเป็นหมอที่เก่งที่สุดคนหนึ่งแน่”
อวี๋เซิงเงยหน้ามองสบตาเขา แววตาของเธอสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อนึกถึงอดีต... ใช่ตอนนั้นเธอเคยเป็นแพทย์ทหารแต่ตอนนั้นมันเป็นโลกจากอนาคตที่แม้ว่าจะทันสมัยแต่มันก็มาพร้อมกับความพินาศ
“ค่ะ... ฉันอยากเป็นหมอ และฉันจะรักษาทุกคนที่ฉันช่วยได้” อวี๋เซิงตัดสินใจตอบออกมาตามจริง หากถามว่าทำไมอาจจะเป็นเพราะเธอรักละมั้งและเธอก็มองไม่ออกว่าตัวเองจะไปทำอาชีพอะไรได้นอกจากอาชีพนี้
หลินเฟิงพยักหน้าอย่างชื่นชม “ดีแล้ว... ส่วนฉันก็หวังว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่ดี ปกป้องผืนป่าและผู้คนแบบนี้ต่อไป ถ้าเราผ่านเรื่องนี้ไปได้... ฉันหวังว่าพวกเราจะได้เจอกันอีกนะ ในวันที่เธอได้ใส่ชุดกาวน์สีขาว”
ยังไม่ทันที่อวี๋เซิงจะได้กล่าวอะไรออกมา หูของพวกเขาก็ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มแทรกความเงียบ... ทุกคนในค่ายพักพิงพากันลุกพรวดขึ้นด้วยความหวัง เรือยนต์ขนาดกลางลำหนึ่งที่มีตราสัญลักษณ์กากบาทสีแดงของหน่วยแพทย์เคลื่อนตัวฝ่ากระแสน้ำโคลนเข้ามาจอดเทียบยังศูนย์พักพิงแห่งนี้
“เรือพยาบาลมาแล้ว!” เสียงตะโกนดีใจของใครคนหนึ่งดังลั่น
เจ้าหน้าที่ในชุดสีขาวรีบพุ่งลงจากเรือพร้อมเปลสนาม หลินเฟิงหยัดกายลุกขึ้นแม้จะยังโงนเงน เขาประสานงานกับหน่วยแพทย์อย่างรวดเร็ว
“ทางนี้ครับ! มีหญิงชรากระดูกหักและเริ่มมีภาวะอักเสบ ต้องรีบส่งตัวเข้าศูนย์การแพทย์มณฑลโดยด่วน!”
อวี๋เซิงมองตามเปลที่หามยายหลินลงเรือด้วยความกังวล เธอรู้ดีว่านี่คือโอกาสที่ดีที่สุดที่ยายจะได้รับการผ่าตัดอย่างถูกต้อง แต่พื้นที่บนเรือพยาบาลมีจำกัด เจ้าหน้าที่แจ้งว่าต้องนำผู้บาดเจ็บฉกรรจ์ไปก่อน ญาติจะต้องรอเรืออีกลำที่จะตามมาในตอนเย็น
หลินเฟิงเดินมาหยุดยืนเคียงข้างอวี๋เซิงที่มองตามเรือลำนั้นไปจนลับสายตา
“ยายเธอจะปลอดภัย อวี๋เซิงฉันเขียนรายงานกำกับไปแล้วว่าเธอช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้ยอดเยี่ยมมาก หมอที่นู่นจะดูแลท่านอย่างดี”
“ฉันขอให้เป็นเช่นนั้นค่ะ”
หลายชั่วโมงผ่านไป ในที่สุดเรือลำขนาดใหญ่กว่าก่อนหน้าก็ได้มาถึง อวี๋เซิงมองไปทางชายหนุ่มผู้มีบุญคุณกับเธอและยายก่อนจะตัดสินใจเอ่ยลาเขาออกมา
“หลินเฟิง ฉันขอบคุณสำหรับทุกอย่าง” เธอกล่าวพลางโค้งกายให้เขาอย่างจริงใจ “ฉันขอให้คุณเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ตามที่ตั้งใจไว้นะคะ และขอให้ผืนป่าที่คุณรักษานั้นเต็มไปด้วยความสงบสุข”
หลินเฟิงยิ้มกว้าง รอยยิ้มนั้นทำให้ใบหน้าที่เปื้อนโคลนของเขาดูสว่างไสวอย่างน่าประหลาด
“ขอบใจนะอวี๋เซิง... เธอก็เหมือนกัน รักษาสุขภาพด้วยล่ะ แล้วเจอกันใหม่นะ... คุณหมอตัวน้อย”
เขายืนส่งเธอจนกระทั่งอวี๋เซิงลงเรือ การแยกจากกันชั่วคราวครั้งนี้คือจุดเริ่มต้นของเส้นทางที่ต่างคนต่างไปเติบโต อวี๋เซิงหันกลับไปมองเขาอีกครั้งเป็นครั้งสุดท้ายซึ่งชายหนุ่มยังคงยืนโบกมือให้เธอพร้อมกับรอยยิ้ม
ใครจะไปรู้ว่า... กว่าจะได้พบกันอีกครั้ง เด็กสาวคนนี้จะกลายเป็นแพทย์ฝึกหัดผู้มีชื่อเสียงระบือไกล และหลินเฟิงจะกลายเป็นผู้พิทักษ์ป่าระดับสูง การพบกันในอนาคตจะไม่ใช่แค่เรื่องของโชคชะตา แต่เป็นเรื่องของความสำเร็จที่ต่างคนต่างพยายามคว้ามาเพื่อเป้าหมายของตนเอง
