ตอนที่ 3 ขอแค่ยังมีชีวิต
ภายในอาคารไม้เก่าของหน่วยป่าไม้ กลิ่นอายของความตายและความสิ้นหวังรุนแรงเสียยิ่งกว่ากลิ่นดินโคลนด้านนอกเสียอีก แสงแดดรำไรของเช้าวันใหม่ไม่ได้ให้ความรู้สึกถึงการเริ่มต้น แต่มันกลับทำหน้าที่เป็นเสมือนกระจกบานใหญ่คล้ายกำลังส่องให้เห็นร่องรอยความพินาศให้ชัดเจนขึ้น
ชาวบ้านหลายคนนั่งเหม่อลอย แววตาของพวกเขาว่างเปล่าราวแก้วที่แตกร้าว บางคนไม่ได้ร้องไห้แต่กลับเอาแต่ขุดคุ้ยหาอะไรบางอย่างในมืออันว่างเปล่า ราวกับยังติดอยู่ในซากบ้านที่ถูกฝังไว้ใต้โคลนตม
“ทำไม... ทำไมไม่เป็นฉันที่ตายไป” เสียงคร่ำครวญแผ่วเบาดังมาจากชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่นั่งอยู่อีกมุมของค่ายด้านนอก... เขาคือลุงหวัง ชายผู้สูญเสียทั้งเมียและลูกชายไปในคืนเดียว
เจ้าตัวกำลังมองดูมือตัวเองที่เต็มไปด้วยรอยแผลถลอกจากการพยายามขุดดินโคลนเมื่อคืน ก่อนจะคว้าเศษชิ้นส่วนไม้ที่แหลมคมขึ้นมาจ้องมองด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสิ้นหวัง
หลินเฟิงที่เพิ่งเดินออกมาจากเตียงพักของอวี๋เซิงเห็นสถานการณ์นั้นเข้าพอดี เด็กหนุ่มจึงรีบพุ่งตัวเข้าไปคว้าข้อมือของชายวัยกลางคนเอาไว้ได้ทันควัน
“ลุง! ตั้งสติหน่อย!” เขาตะคอกเสียงต่ำแต่เต็มไปด้วยความเห็นใจ “ชีวิตเมียกับลูกลุงแลกมาเพื่อให้ลุงรอด ถ้าลุงตายไปตอนนี้พวกเขาจะตายตาหลับได้ยังไง แล้วใครจะจำว่าครั้งหนึ่งครอบครัวลุงเคยมีความสุขมากแค่ไหน!”
ลุงหวังปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาจกลั้นได้ ร่างที่แข็งแรงซบลงกับไหล่ของเจ้าหน้าที่หนุ่ม สะอื้นจนตัวโยน
“มันไม่มีอะไรเหลือแล้วคุณเจ้าหน้าที่... ทุกอย่างหายไปหมดแล้ว บ้าน... ที่ดิน... ความหวัง... แล้วฉันจะอยู่ไปเพื่ออะไร!”
ภาพความหดหู่นี้แผ่กระจายไปทั่วทุกแห่งในค่าย อาสาสมัคร กู้ภัยหลายคนต้องเบือนหน้าหนี บางคนแอบไปยืนร้องไห้หลังอาคาร เพราะไม่ว่าพวกเขาจะฝึกฝนมาดีแค่ไหน แต่การแบกรับความโศกเศร้าของคนทั้งหมู่บ้านนั้นมันหนักเกินไปสำหรับหัวใจมนุษย์อันเปราะบาง
ในขณะที่บรรยากาศภายนอกกำลังจมดิ่งสู่ก้นบึ้ง อวี๋เซิงก็เริ่มขยับเขยื้อนพร้อมกับระบบชิปในสมองของเธอกะพริบถี่ขึ้นเป็นสีเขียวเรืองรอง
[ระบบกู้คืนพลังงาน 25%... คำแนะนำอย่าใช้พลังงานหักโหมจนเกินไป]
จบคำรายงานนี้อวี๋เซิงก็ค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้น ความเจ็บปวดที่เคยมีลดน้อยลงไปมากจากการซ่อมแซมของระบบ นาโนภายในร่างของเธอ เด็กสาวพยายามลุกขึ้นยืนทว่าก็ยังมีอาการเซเล็กน้อย ยายหลินที่นอนอยู่เคียงข้างรีบยื่นมือมาจับแขนของเธอไว้ด้วยความเป็นห่วง
“เสี่ยวเซิง อย่าเพิ่งลุกเลยลูก ร่างกายของหลานยังอ่อนแออยู่มาก”
“หนูไม่เป็นไรคะ ว่าแต่ยายคะ... ยายเป็นยังไงบ้าง” เธอกล่าวปฏิเสธพลางถามหญิงชราออกมาในคราวเดียวเมื่อเห็นว่ากระดูกที่ขาของหล่อนยังไม่ได้รับการรักษาตามสมควรหลินอวี๋เซิงก็ขมวดคิ้วมุ่นเข้าหากัน
เธอมองดูเฝือกชั่วคราวที่ตัวเองทำไว้เมื่อคืน แม้มันจะช่วยดามกระดูกไม่ให้เคลื่อนที่จนเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ในระดับหนึ่ง แต่ในสภาพแวดล้อมที่ชื้นแฉะและเต็มไปด้วยเชื้อโรคเช่นนี้ หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสม ขาของยายอาจเกิดการอักเสบจนถึงขั้นต้องตัดทิ้ง
[แจ้งเตือน! ตรวจพบภาวะอักเสบเบื้องต้นบริเวณบาดแผล อุณหภูมิผิวหนังรอบแผลสูงกว่าปกติ 1.5 องศาเซลเซียส แนะนำทำความสะอาดแผลและให้ยาปฏิชีวนะด่วน]
ตัวเลขสีเหลืองที่ปรากฏขึ้นในหัวของเธอ ทำให้เด็กสาวขบกรามแน่น ก่อนหันไปมองรอบค่ายพักพิงแห่งนี้ และเธอก็ต้องพบกับความผิดหวัง
เนื่องจากสถานที่แห่งนี้นั้นเต็มไปด้วยความขัดสนอุปกรณ์ทางการแพทย์ เพราะเธอเห็นเพียงสำลีไม่กี่ห่อและน้ำยาล้างแผลขวดเล็กที่หมอสนามใช้จนเกือบหมด เธอรู้ดีว่าในยุคนี้และยิ่งเกิดภัยพิบัติยาปฏิชีวนะบนเกาะห่างไกลเช่นนี้คงมีค่า พอ ๆ กับทองคำหรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ
“ยายคะ... หนูต้องหาทางรักษาขาของยายให้ดีกว่านี้” เธอพูดเสียงเบา ความกังวลฉายชัดในแววตา ในขณะเดียวกันอวี๋เซิงก็พยายามจะก้าวเดินแต่ความรู้สึกวิงเวียนพลันพุ่งเข้าจู่โจมจนเธอต้องเกาะเสาไม้ข้างเตียงเอาไว้แน่น ร่างกายนี้ยังเป็นเพียงเด็กสาวที่ขาดสารอาหารมานาน พลังงาน 25% ของชิปไม่ได้หมายความว่ากล้ามเนื้อที่อ่อนล้าจะกลับมาแข็งแรงทันที
“เสี่ยวเซิงเอ๋ย ยายไม่เป็นไรหรอกลูก แค่เรายังไม่ตายก็บุญแล้ว” หญิงชราพยายามฝืนยิ้มแม้ใบหน้าจะซีดเพราะพิษบาดแผล
ในจังหวะนั้นหลินเฟิงเดินกลับเข้ามาหลังจากจัดการสถานการณ์ของชายวัยกลางคนเสร็จเรียบร้อย เขาก็เห็นเด็กสาวที่ควรจะนอนพักกลับมายืนโงนเงนพยายามจะตรวจสอบแผลให้หญิงชราด้วยท่าทางที่ดูเกินวัย
“ลุกขึ้นมาทำไม” เขาถามพร้อมกับเดินเข้ามาใกล้ พลางกดไหล่บางของเธอให้นั่งลงบนเตียงตามเดิม
“หมอสนามบอกว่าร่างกายของเธออ่อนเพลียมาก ถ้าเธอเกิดเป็นอะไรขึ้นมายายเธอจะทำยังไง”
อวี๋เซิงเงยหน้ามองชายหนุ่ม แววตาของเธอไม่ได้มีความหวาดกลัวเหมือนเด็กทั่วไป แต่กลับมีความดื้อรั้นที่ทำให้หลินเฟิงรู้สึกแปลกใจ
“ยายต้องได้ยาค่ะ ขาของยายเริ่มอักเสบแล้ว ถ้าปล่อยไว้แผลจะติดเชื้อ”
หลินเฟิงถอนหายใจยาวพลางมองไปทางกองสัมภาระกู้ภัยที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด
“ยาทุกอย่างถูกใช้ไปกับคนที่มีแผลฉกรรจ์หมดแล้ว ถนนสายหลักถูกดินถล่มปิดตาย เรือกู้ภัยลำใหญ่ก็ยังเข้าฝั่งไม่ได้เพราะคลื่นลมยังแรงอยู่ ตอนนี้เรามีแค่เท่าที่เห็น”
คำพูดของเขาเหมือนตอกย้ำความหดหู่ อวี๋เซิงหลับตาลงพยายามใช้ชิปประสาทค้นหาข้อมูลสมุนไพรท้องถิ่นที่พอจะใช้แทนยาปฏิชีวนะได้ แต่สมองของเธอกลับปวดแปลบขึ้นมาทันที
[คำเตือน พลังงานสมองส่วนประมวลผลความจำล่วงหน้าถูกจำกัดเนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ]
หลินเฟิงที่เห็นอาการของเธอ จึงอดไม่ได้ที่จะกล่าวเชิงตำหนิออกมา “อวี๋เซิงใช่ไหม” คำถามของเขาทำให้เจ้าของชื่อเงยหน้ามอง... แต่ก็ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ “เธอควรนอนพักส่วนเรื่องของยายเธอบอกฉันมาว่าต้องการอะไรบ้าง หากช่วยได้ฉันจะทำให้เต็มที่”
“คุณช่วยได้จริงใช่ไหม เพราะฉันดูแล้วคุณน่าจะยังเป็นเพียงนักศึกษา เขาจะเชื่อคุณใช่ไหม”
หลินเฟิงชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อถูกเด็กสาววัยสิบห้าปีสวนกลับด้วยประโยคที่จี้ใจดำ แววตาที่จ้องเขม็งมาทางเขานั้นดูมีพลังอำนาจและการวิเคราะห์ที่เฉียบคมจนเขาเกือบจะลืมไปว่าคนตรงหน้าเป็นเพียงนักเรียนมัธยมต้นที่ผอมแห้งแรงน้อยคนหนึ่ง
เด็กหนุ่มยืดตัวตรงพลางขยับปกเสื้อกันฝนสีเขียวขี้ม้าที่มีตราสัญลักษณ์หน่วยงาน
“จริงอยู่ที่ผมยังเป็นเพียงนักศึกษาฝึกงานปีสุดท้ายจากกรมป่าไม้ แต่ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ ลำดับยศหรือตำแหน่งมันไม่สำคัญเท่ากับวิทยุสื่อสารที่ผมถืออยู่หรอก” เขาตบที่กระเป๋าข้างกายซึ่งมีเครื่องรับส่งสัญญาณวิทยุรุ่นเก่าส่งเสียง ‘ซ่า’ ดังออกมาเป็นระยะ
“ดังนั้นตอนนี้ผมเป็นคนเดียวที่สามารถติดต่อกับศูนย์บัญชาการกู้ภัยบนแผ่นดินใหญ่ได้ ถ้าเธอมีทางออกที่สมเหตุสมผล ผมจะส่งข่าวไปขอการสนับสนุนให้ทันที”
อวี๋เซิงมองดูวิทยุเครื่องนั้นด้วยความชั่งใจ เธอรู้ดีว่าในปี1988 การสื่อสารบนเกาะห่างไกลเช่นนี้เป็นเรื่องยากลำบากเพียงใด แต่ตอนนี้เธอไม่มีทางเลือกอื่น ดังนั้นแววตาของเธอจึงเปลี่ยนจากความสงสัยเป็นความหวัง
“ถ้าอย่างนั้น... ฉันต้องการยาฆ่าเชื้อกลุ่มเพนิซิลลิน ยาแก้ปวด และน้ำเกลือล้างแผลเพิ่มค่ะ” เธอเอ่ยชื่อตัวยาออกมาด้วยความมั่นใจจนหลินเฟิงต้องขมวดคิ้ว
“แต่ถ้าเรือใหญ่เข้าไม่ได้และเฮลิคอปเตอร์กู้ภัยติดภารกิจที่เขตบริหารอื่น ฉันต้องการให้คุณไปดูที่หลังค่าย... ตรงตีนเขาเต่าดำฝั่งทิศตะวันออก”
“เธอจะให้ฉันไปหาอะไร?” หลินเฟิงถาม
อวี๋เซิงนิ่งทบทวนฐานข้อมูลในหัวชั่วครู่ ก่อนจะระบุชื่อสมุนไพรสำคัญที่สุดในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้
“ฉันต้องการ ‘ซานชี’ และ ‘หวงฉิน’ ค่ะ ยายเคยบอกว่าบนเขานี้พอจะมีพวกมันขึ้นอยู่บ้าง”
“สมุนไพร?” เด็กหนุ่มผู้เป็นรุ่นพี่มองเธอด้วยความสงสัย “เธอรู้เรื่องพวกนี้ดีกว่าเจ้าหน้าที่พยาบาลอีกนะอวี๋เซิง”
“ฉันเป็นหลานหมอยาสมุนไพรนะคะคุณเจ้าหน้าที่” อวี๋เซิงแสร้งเบือนหน้าไปทางยายหลินที่นอนหลับตาพริ้มเพราะความเหนื่อยล้า
“ซานชีจะช่วยยายเรื่องการห้ามเลือดและลดการอักเสบจากภายใน ส่วนหวงฉินมีฤทธิ์เย็นและต้านจุลชีพได้ดี มันจะเป็นตัวช่วยหลักที่ป้องกันไม่ให้แผลของยายติดเชื้อเข้ากระแสเลือด ในเมื่อยุคสมัยนี้ยาแผนปัจจุบันมันหายากเหมือนทองคำ ฉันคงต้องพึ่งพาสิ่งที่ยายสอนมาแก้ขัดไปก่อน”
หลินเฟิงถอนหายใจยาว ความหดหู่ที่ปกคลุมค่ายพักพิงยังคงไม่จางหาย เสียงร้องไห้ของลุงหวังและเด็กหญิงกำพร้ายังคงแว่วมาตามลมพายุที่เริ่มสงบ ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่น่าใจหาย เขาพยักหน้าช้า ๆ ก่อนจะหยิบถุงผ้าใบหนึ่งส่งให้เด็กสาวตรงหน้าซึ่งภายในนั้นมีก้อนแป้งแห้ง ๆ และน้ำดื่มสะอาดเพียงเล็กน้อย
“กินซะ นี่คือส่วนแบ่งของผมในเช้าวันนี้ ถ้าเธออยากจะช่วยยายเธอต้องทำตัวให้มีแรงก่อน ไม่ใช่นั่งเซเป็นนกปีกหักแบบนี้” เขาพูดเชิงตำหนิแต่แฝงไปด้วยความห่วงใย “ส่วนเรื่องสมุนไพรกับวิทยุแจ้งขอยา... ผมจะไปจัดการให้ แต่อย่าได้คิดลุกขึ้นมาวิ่งแบกใครอีกนะอวี๋เซิง ร่างกายเธอมันถึงขีดจำกัดแล้ว”
กล่าวจบชายหนุ่มก็หมุนตัวเดินจากไป ทิ้งให้อวี๋เซิงมองตามแผ่นหลังที่กำยำนั้นด้วยความรู้สึกหลากหลาย เธอเป็นหมอทหารจากโลกอนาคตที่ล่มสลาย เคยเห็นการสูญเสียมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่เธอรู้สึก ‘ไร้พละกำลัง’ เท่าครั้งนี้ ร่างกายเด็กสาวอายุสิบห้าปีที่ขาดสารอาหารช่างเป็นอุปสรรคเหลือเกิน
เมื่อรู้ดีถึงขีดจำกัด... เธอจึงกัดก้อนแป้งที่แข็งกระด้างเข้าปากทีละนิด พยายามเคี้ยวเพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำตาลไปเลี้ยงสมองและชิปประสาท... ซึ่งดูเหมือนว่ามันจะได้ผลเพราะระบบในหัวของเธอเริ่มส่งสัญญาณตอบรับออกมา
[กู้คืนพลังงานส่วนการคำนวณเบื้องต้น... ระดับน้ำตาลในเลือดกำลังเพิ่มขึ้น]
ภาพรอบกายในค่ายพักพิงบีบคั้นหัวใจเธอเหลือเกิน ชาวบ้านบางคนเริ่มทำใจไม่ได้กับการสูญเสียจนอยากจะจบชีวิตตามครอบครัวไป
ในขณะที่รอบกายของเธอมีทั้งความเศร้าที่ลึกสุดใจและความโกรธแค้นในโชคชะตาที่เล่นตลก อวี๋เซิงกลับมองดูยายหลินที่ยังคงนอนหลับด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูกแต่อย่างน้อยสำหรับเธอขอแค่ยังมีชีวิต คนเราถึงจะสร้างปาฏิหาริย์ได้
