ตอนที่ 2 ความทรมานที่ไม่รู้ว่าจะจบตอนไหน
อวี๋เซิงยังคงแบกยายหลินฝ่ามวลน้ำที่ไหลเชี่ยวกราก ท่ามกลางเสียงของหัวใจเต้นโครมครามแข่งกับเสียงพายุ ระบบในสมองยังคงรายงานสถาณการณ์อย่างต่อเนื่อง
[คำเตือน: อุณหภูมิร่างกายลดต่ำ พลังงานสำรองเหลือ 8% ความเสี่ยงกล้ามเนื้อฉีกขาดระดับสูง]
ใช่! คำเตือนนี้อวี๋เซิงรู้ดี เพราะตอนนี้ร่างกายของเธอกำลังประท้วงอย่างหนักทว่าเธอก็ยังคงกัดฟันกรอด ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อหญิงชราที่เป็นแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในยุคสมัยที่ไม่รู้จักในโลกใบใหม่ที่จิตวิญญาณของเธอไม่คุ้นเคย
“ยายต้องรอด... หนูไม่ยอมให้ใครพรากยายไปจากหนูทั้งนั้น!” เธอตะโกนก้อง เสียงนั้นหายไปในม่านฝน แต่กลับหนักแน่นอยู่ในใจของคนทั้งคู่
ในนาทีที่ดินโคลนจากยอดเขาเริ่มสไลด์ตัวลงมาเป็นระลอกที่สอง อวี๋เซิงรีบพุ่งตัวไปข้างหน้าสุดแรงเกิดเพื่อผ่านซากปรักหักพังสุดท้ายของหมู่บ้านก่อนที่มันจะถูกกลืนหายไปใต้ธรณี เธอตะเกียกตะกายขึ้นสู่ชะง่อนผาของเนินเขาเต่าดำได้อย่างหวุดหวิด
เมื่อวางร่างของยายลงบนพื้นได้สำเร็จ ร่างอับบอบบางของเธอพลันทรุดลงบนพื้นดินทันที โดยที่มือยังคงกุมมืออันหยาบกร้านของหญิงชราเอาไว้แน่น
ขณะเดียวกันที่เบื้องล่างของเธอกับคนที่หนีรอดมาได้... หมู่บ้านอ่าวพระจันทร์ที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของชาวประมง บัดนี้กลับเต็มไปด้วยสีโคลนของดินและน้ำหลาก
สติของอวี๋เซิงเริ่มพร่าเลือน ระบบชิปประมวลผลเป็นสีแดงก่ำก่อนจะดับวูบลง พร้อมกับร่างของเด็กสาวที่ล้มฟุบลงข้างกายหญิงชรา ท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของลมพายุที่ค่อย ๆ ซาลงไป ท่ามกลางความเงียบงันที่น่าสยดสยองหลังเสียงพายุสงบลง มีเพียงเสียงหยดน้ำที่ตกลงมาจากใบไม้ปะทะกับผืนโคลนเบื้องล่าง อวี๋เซิงนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นดินที่เย็นเฉียบมีเพียงลมหายใจของเธอเท่านั้นที่บ่งบอกว่าเด็กสาวยังมีชีวิตอยู่
ระบบชิปในหัวที่เคยส่องสว่างบัดนี้มืดมิดลงเพื่อเข้าสู่สภาวะจำศีลจากการใช้งานเกินขีดจำกัด ทิ้งให้เด็กสาววัยสิบห้าปีเผชิญกับความเจ็บปวดทางกายภาพที่ถาโถมเข้าใส่ราวกับคลื่นยักษ์
“เสี่ยวเซิง... เสี่ยวเซิงลูก...”
ยายหลินที่นอนอยู่ข้างกันพยายามเอื้อมมืออันสั่นเทามาลูบใบหน้าซีดเผือดของหลานสาว หญิงชราลืมความเจ็บปวดที่ขาไปชั่วขณะ หัวใจของแกแทบแตกสลายเมื่อเห็นร่างเล็ก ๆ ที่เพิ่งพาตัวเองออกมาจากพญามัจจุราชนั้นดูราวกับเทียนที่ใกล้จะดับแสง
“ใครก็ได้! ช่วยด้วย! ช่วยหลานฉันที!” ยายหลินรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายตะโกนเสียงก้อง เสียงนั้นสะท้อนไปตามแนวเขาเต่าดำที่เงียบสงัด
ไม่นานนักท่ามกลางหมอกจาง ๆ หลังฝนตก แสงสว่างจากไฟฉายแรงสูงก็สาดส่องขึ้นมาจากทางลาดชันด้านล่าง พร้อมกับเสียงเครื่องยนต์เรือกู้ภัยและเสียงฝีเท้าของคนกลุ่มใหญ่ที่กำลังเร่งรีบฝ่าโคลนตมขึ้นมา
“ทางนี้! พบผู้รอดชีวิตบนชะง่อนผา!”
เสียงตะโกนฝ่าม่านหมอกหนาทึบดังขึ้นพร้อมกับแสงไฟวาบผ่านยอดไม้ หลินเฟิงในชุดกันฝนสีเขียวแก่ที่เปื้อนไปด้วยโคลนพุ่งตัวนำทีมอาสาสมัครปีนป่ายขึ้นมาตามโขดหินที่ลื่นชันอย่างไม่กลัวตายแม้ว่าเจ้าตัวจะเป็นเพียงอาสาสมัคร
ลมหายใจของเขาหอบพร่า หัวใจเต้นรัวด้วยความเร่งรีบเขาและทีมกู้ภัยเพิ่งจะฝ่ากระแสน้ำวนที่ปากอ่าวเข้ามาได้สำเร็จหลังจากพยายามอยู่นานหลายชั่วโมง
พายุที่รุนแรงทำให้เรือยางลำเล็กเกือบพลิกคว่ำไปหลายตลบ จนกระทั่งพวกเขาเห็นร่างเล็ก ๆ แบกคนแก่ตะเกียกตะกายขึ้นมายังจุดนี้จากระยะไกลจึงทำให้ทุกคนรู้ว่าบางทีอาจจะยังมีคนรอดชีวิตและกำลังต้องการความช่วยเหลือ
และดูเหมือนว่าพวกเขาเข้าใจไม่ผิด เมื่อทันทีที่เด็กหนุ่มเข้าถึงตัวของกลุ่มคนที่รอดชีวิต โดยเฉพาะเมื่อเห็นร่างเล็ก ๆ ของเด็กสาวซูบผอมคนหนึ่งกับหญิงชราที่บาดเจ็บ เขาถึงกับชะงักฝีเท้า
ภาพตรงหน้าทำให้เจ้าหน้าที่หนุ่มที่ผ่านการฝึกมาอย่างหนักต้องสะท้อนใจ เด็กสาวตัวเล็กนอนตะแคงหน้าหมดสติอยู่ในโคลน มือข้างหนึ่งของเธอยังคงกุมมือหญิงชราที่ได้รับบาดเจ็บที่ขาเอาไว้แน่นราวกับกลัวว่าความตายจะพรากบุคคลอันเป็นที่รักไปในวินาทีสุดท้ายที่เธอหลับตา
“เร็วเข้า! คนแก่ขาหัก ส่วนเด็กสาวชีพจรแผ่วมาก!” หลินเฟิงสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด เขาปรี่เข้าไปประคองร่างของอวี๋เซิงขึ้นมา สัมผัสแรกคือความเย็นจัดของผิวหนังที่ผ่านการแช่น้ำมานาน แต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจคือกล้ามเนื้อแขนขาของเด็กสาวที่แข็งเกร็งและสั่นระริกราวกับถูกใช้งานจนเกินขีดจำกัดของมนุษย์ทั่วไป
‘นี่มันอะไรกัน’ เจ้าตัวคิดก่อนจะปัดความรู้สึกเหล่านี้ทิ้งอย่างรวดเร็ว
“เสี่ยวเซิง... ช่วยหลานฉันด้วย...” ยายหลินพึมพำทั้งน้ำตาขณะถูกเจ้าหน้าที่คนอื่นประคองขึ้นเปลสนาม “หล่อนแบกฉันมา... หล่อนทำทุกอย่าง...”
หลินเฟิงหันไปมองหญิงชราสลับกับหันมามองเด็กสาวในอ้อมแขนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม เขามองย้อนลงไปเบื้องล่างที่หมู่บ้านอ่าวพระจันทร์ที่ตอนนี้เหลือเพียงซากปรักหักพัง... ทิ้งความสิ้นหวังปกคลุมไปทั่วบริเวณแล้วก็ต้องถอนหายใจออกมาอย่างบอกไม่ถูก
และยิ่งเมื่อเห็นชาวบ้านที่รอดชีวิตพากันนั่งกอดเข่าร้องไห้จากความสิ้นเนื้อประดาตัว บางคนมองไปที่กระแสน้ำที่พัดพาสมาชิกในครอบครัวหายไปต่อหน้าต่อตาด้วยสายตาว่างเปล่า... บางคนไม่มีแรงแม้แต่จะส่งเสียงร้องขอชีวิตอีกต่อไปเขาก็อดไม่ได้ที่จะสะท้อนในอก
“เรามาช้าไป...” อาสาสมัครคนหนึ่งพึมพำขณะมองซากบ้านหลายหลังที่จมมิด “ถ้าเรามาถึงเร็วกว่านี้สักสิบนาที...”
หลินเฟิงไม่ได้ตอบ เขาได้แต่กระชับร่างเด็กสาวในอ้อมแขนแน่นขึ้นคล้ายกับให้กำลังใจตัวเองและปกป้อง ‘เธอต้องรอดนะน้องสาว ห้ามตายเด็ดขาด’
ท่ามกลางความหนาวเหน็บที่กัดกินไปถึงกระดูก หลินเฟิง และทีมกู้ภัยช่วยกันลำเลียงผู้รอดชีวิตที่เหลือเพียงหยิบมือลงจากเนินเขาเต่าดำอย่างทุลักทุเล บรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยความโศกเศร้าที่หนักอึ้งยิ่งกว่ามวลน้ำโคลน
ชาวบ้านที่เหลืออยู่ไม่กี่สิบชีวิตนั่งเกาะกลุ่มกันบนเรือด้วยสภาพร่วงโรย ราวกับวิญญาณได้หลุดลอยไปพร้อมกับบ้านเรือนและบุคคลอันเป็นที่รักที่ถูกฝังอยู่ใต้ตะกอนดิน
เมื่อถึงค่ายพักพิงชั่วคราวซึ่งดัดแปลงมาจากอาคารไม้ของหน่วยป่าไม้บนที่สูง ความจริงที่เจ็บปวดก็เริ่มแจ่มชัดขึ้นในรุ่งเช้าของวันใหม่
“แม่! แม่ไม่อยู่แล้ว... ฮือ ๆ” เสียงกรีดร้องสั่นเครือของเด็กหญิงตัวน้อยที่นั่งกอดเข่าอยู่มุมห้องดังสะท้อนไปมา เด็กน้อยไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนบนร่างกาย เพราะในวินาทีสุดท้ายแม่ของเธอใช้ร่างกายบังซากปรักหักพังเอาไว้แล้วผลักเธอออกมาให้พ้นทางน้ำ ทิ้งให้ลูกสาวตัวน้อยต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าในชั่วพริบตา
ส่วนอวี๋เซิงเนื่องจากร่างกายอ่อนเพลียเป็นอย่างมาก เธอยังคงหลับไหลอยู่ในห้วงนิทราจากการจำศีลของระบบ ชิปในหัวของเด็กสาวที่ตอนนี้เริ่มกะพริบสัญญาณสีเหลืองจาง ๆ เพื่อซ่อมแซมเซลล์ที่ฉีกขาดอย่างช้า ๆ
ในขณะที่จิตสำนึกของเธอยังจมดิ่งอยู่กับภาพความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ภาพของยายหลินที่หยิบยื่นน้ำแก้วแรกให้ในวันที่เธอถูกน้ำซัดมาติดตลิ่ง ภาพของมือที่เหี่ยวคู่นั้นที่คอยลูบหัวปลอบโยนในคืนที่ฝนตกหนัก... ความผูกพันที่ไร้ซึ่งสายเลือดนี้เองที่กลายเป็นแรงขับเคลื่อนมหาศาลให้วิญญาณจากอนาคตยอมเสี่ยงตายเพื่อรักษาไว้
“เสี่ยวเซิง... หลานต้องตื่นขึ้นมานะ” ยายหลินที่ถูกจัดให้นอนบนเตียงใกล้กันพึมพำด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า ขาที่ถูกเข้าเฝือกไว้อย่างดีเริ่มมีอาการปวดหนึบ แต่ความกังวลต่อหลานสาวนั้นมีมากกว่า
แกมองไปรอบห้อง... เห็นเพื่อนบ้านบางคนนั่งเหม่อลอยมองออกไปที่ประตู บางคนสะอื้นจนไม่มีน้ำตาจะไหล ทุกคนสูญเสียสิ้นทุกอย่าง ทั้งที่ดินทำกิน บ้านเรือน และสัตว์เลี้ยง สิ่งเดียวที่เหลืออยู่คือ ‘ลมหายใจ’ ที่ไม่รู้ว่าจะพาชีวิตที่เหลือไปทางไหนต่อหญิงชราก็ได้แต่โทมนัสอยู่ด้านใน
หลินเฟิงเดินเข้ามาในพื้นที่พักฟื้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด สายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่เฝือกไม้ฟืนบนขาของหญิงชราด้วยติดใจบางอย่างเพราะความประณีตในการจัดแนวกระดูกและการพันผ้าที่สม่ำเสมอนั้นสะกิดใจเขาไม่หยุด
ทั้งนี้เป็นเพราะมันไม่น่าจะใช่ฝีมือของชาวบ้านธรรมดา แต่มันเหมือนงานศิลปะของศัลยแพทย์สนามผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกฝนมานับหมื่นครั้งและยิ่งกับเด็กสาวที่น่าจะอายุไม่เกินสิบห้าด้วยแล้ว...
“คุณยายครับ... หลานสาวของยายไปเรียนวิธีเข้าเฝือกมาจากไหน” หลินเฟิงตัดสินใจถามขึ้นเสียงเบา ไม่อยากให้กระทบกระเทือนคนเจ็บคนอื่นเนื่องจากเมื่อตอนที่พูดคุยกันก่อนหน้าหญิงชราได้บอกว่าหลานสาวเป็นคนทำให้
ยายหลินส่ายหน้าช้า ๆ “แกก็แค่เด็กกำพร้าที่ฉันเก็บมาเลี้ยง... ปกติแกก็เป็นเด็กเงียบ ๆ ไม่ค่อยพูดจา แต่เมื่อคืน... เมื่อคืนเหมือนมีอะไรบางอย่างเข้าสิงแก ดวงตาของแกกลายเป็นสีแปลก ๆ และแกก็ดูเก่งกาจขึ้นมาอย่างที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน”
คำตอบของหญิงชราไม่ได้ช่วยคลายปมในใจของเด็กหนุ่มในระดับมหาวิทยาลับแม้แต่น้อย... กลับกันมันยิ่งทำให้เขารู้สึกสงสัยหนักมากกว่าเดิมพร้อมกับคิดว่าบางทียายคงตกใจมากจนเกินไปเลยพูดไม่รู้เรื่อง
“อย่างนั้นหรือครับ” เขาเลือกที่จะตอบออกไปเช่นนั้น ก่อนจะจ้องมองใบหน้าที่ซูบผอมของเด็กสาวที่เจ้าตัวรู้มาว่าชื่ออวี๋เซิงที่บัดนี้เริ่มมีสีเลือดฝาดกลับมาบ้างเล็กน้อย ถึงกระนั้นร่างกายของเธอก็ช่างบอบบางเสียเหลือเกิน แต่ภายใต้ความบอบบางนั้นกลับมีความลับอันยิ่งใหญ่ที่เขายังหาคำตอบไม่ได้ซ่อนอยู่
ในเวลาเดียวกันที่มุมหนึ่งของค่าย อาสาสมัครกู้ภัยกลุ่มหนึ่งกำลังพยายามลำเลียงศพที่กู้ขึ้นมาได้วางเรียงรายไว้ใต้ผ้าดิบสีขาว...
พวกเขารู้สึกว่าความตายอยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือ แต่ชีวิตที่ยังอยู่กลับต้องทนรับความทรมานยิ่งกว่า คนที่เสียชีวิตไปแล้วนั้นจบสิ้นความทุกข์ แต่คนที่รอดชีวิตมาได้กลับต้องเผชิญกับโลกที่พังทลาย ต้องสู้กับความอดอยาก โรคระบาดที่อาจจะตามมา และความว่างเปล่าในหัวใจ
