บท
ตั้งค่า

2

โถงใหญ่ของจวนราชครูโอ่อ่ากว้างขวาง ตกแต่งด้วยเครื่องเรือนไม้ประดู่ฝังมุกวิจิตรบรรจง บรรยากาศภายในเต็มไปด้วยความชื่นมื่นของบิดา ทว่าสำหรับอวี้หนิงหนิง มันคือโรงงิ้วฉากใหญ่ที่น่าสะอิดสะเอียน นางขยับเท้าเข้ามาในบริเวณโถงด้วยท่วงท่าสง่างามเหนือผู้คน อาภรณ์ผ้าไหมทอประกายสีฟ้าอ่อนปักลายเมฆาม้วนตัวพลิ้วไหวตามจังหวะการเคลื่อนไหว ใบหน้างดงามหมดจดเชิดขึ้นเล็กน้อย แววตาเยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปีที่ไม่มีวันหลอมละลาย

"หนิงหนิง มาแล้วหรือลูก" ราชครูอวี้เจียงเอ่ยทักทายบุตรสาวคนโตด้วยรอยยิ้มกว้าง

ทว่าแววตาของเขากลับมีความประหม่าซ่อนอยู่ลึกๆ "เข้ามาใกล้ๆ พ่อสิ พ่อมีคนจะแนะนำให้เจ้ารู้จัก"

ข้างกายบิดาคือสตรีวัยกลางคนที่ยังคงความงดงามเย้ายวน สวมชุดสีชมพูเข้มประดับมุกระยับ อนุซูเสียนส่งยิ้มหวานหยดย้อยมาให้ ส่วนด้านหลังมีดรุณีน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรายืนหลบมุมอยู่ อวี้ซินซินในวัยเยาว์ช่างดูบอบบางน่าทะนุถนอมราวกับดอกไม้ขาวบริสุทธิ์ ใครเล่าจะรู้ว่าภายใต้ท่าทีไร้เดียงสานั้นซ่อนอสรพิษร้ายกาจเอาไว้รอวันแว้งกัด

"คุณหนูใหญ่ ในที่สุดเราก็ได้พบหน้ากันเสียที ข้าซูเสียน ต่อไปนี้ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะเจ้าคะ"

อนุซูเสียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานนุ่มนวล พร้อมกับย่อกายทำความเคารพอย่างนอบน้อมเกินจริง หวังสร้างภาพลักษณ์มารดาเลี้ยงผู้อารี

อวี้ซินซินรีบขยับตัวตามมารดาทันที "พี่หญิงใหญ่ ข้าคืออวี้ซินซิน ต่อไปนี้ข้าจะเชื่อฟังท่านและเป็นน้องสาวที่ดีของท่านเจ้าค่ะ"

อวี้หนิงหนิงปรายตามองละครฉากนี้ด้วยความสมเพช หากเป็นชาติก่อน นางคงรีบเข้าไปประคองพวกนางด้วยความตื่นเต้นยินดี หลงเชื่อในมารยาจอมปลอม ทว่าชาตินี้นางเพียงแค่ยืนนิ่งเฉย ปล่อยให้สตรีทั้งสองค้างท่าทำความเคารพอยู่อย่างนั้นจนบรรยากาศเริ่มอึดอัดหนักอึ้ง

"ท่านพ่อ" นางเอ่ยเสียงเรียบกริบ ทรงอำนาจจนบิดายังต้องชะงัก

"อนุภรรยาและบุตรสาวเพิ่งเข้ามาในจวนวันแรก กฎระเบียบของจวนราชครูอันทรงเกียรติคงยังไม่ค่อยเข้าใจนัก ในฐานะบุตรสาวภรรยาเอก ข้าจำเป็นต้องขอชี้แนะเพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาไปถึงหูชาวบ้านข้างนอก"

วาจาของนางทำให้อนุซูเสียนหน้าเจื่อนลงทันตา ส่วนราชครูอวี้เจียงขมวดคิ้วแน่น "หนิงหนิง เจ้าหมายความว่าอย่างไรกัน"

"กฎของจวนตระกูลอวี้แบ่งแยกสายหลักสายรองชัดเจน อนุซูเสียนแม้จะได้รับความโปรดปราน ทว่าก็ยังเป็นเพียงอนุภรรยา การแต่งกายด้วยสีชมพูเข้มซึ่งเป็นสีมงคลรองจากสีแดง แถมยังประดับไข่มุกเม็ดโตล้ำค่าเช่นนี้ ออกจะข้ามหน้าข้ามตาฮูหยินเอกที่ล่วงลับไปแล้วกระมัง ส่วนอวี้ซินซิน แม้จะเป็นน้องสาว แต่นางถือกำเนิดจากอนุ การเรียกขานข้าว่าพี่หญิงใหญ่อย่างตีตนเสมอภาค คงไม่ค่อยเหมาะสมนัก ควรเรียกว่าคุณหนูใหญ่จึงจะถูกต้องตามธรรมเนียมจารีต"

ถ้อยคำเหล่านั้นเชือดเฉือนทะลุหน้ากากเสแสร้งจนแหลกละเอียด อวี้ซินซินน้ำตาคลอเบ้าทันที หยดน้ำใสๆ กลิ้งหล่นอาบแก้มราวกับไข่มุกขาดสาย "คุณหนูใหญ่ ข้าขออภัยเจ้าค่ะ ข้าเพียงแค่อยากสนิทสนมกับท่านเท่านั้น ข้าไม่ได้มีเจตนาล่วงเกินเลย"

"ความสนิทสนมไม่ได้สร้างขึ้นด้วยการทำลายกฎเกณฑ์ตระกูล" อวี้หนิงหนิงตัดบทอย่างไร้เยื่อใย นางหมุนตัวหันไปหาบิดาโดยไม่แยแสเสียงสะอื้นไห้

"ท่านพ่อ หากไม่มีธุระอันใดแล้ว ข้าขอตัวไปตรวจดูสมุนไพรที่เรือนพักก่อนนะเจ้าคะ การศึกษาตำราแพทย์ไม่อาจละทิ้งได้แม้แต่วันเดียว"

นางไม่รอฟังคำอนุญาต สะบัดชายกระโปรงเดินออกจากโถงใหญ่ไปทันที ทิ้งให้สามคนพ่อลูกยืนอึ้งกับท่าทีแข็งกร้าวและเย็นชาที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ราชครูอวี้เจียงได้แต่มองตามแผ่นหลังบุตรสาวด้วยความรู้สึกซับซ้อน ส่วนอนุซูเสียนแอบกำหมัดแน่นซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อยาว แววตาที่เคยมองอย่างอ่อนโยนแปรเปลี่ยนเป็นความริษยาชิงชัง

อวี้หนิงหนิงรู้สึกอึดอัดกับอากาศจอมปลอมภายในจวน นางจึงสั่งให้ชุนเถาเตรียมรถม้าเพื่อออกไปยังตลาดสมุนไพรใจกลางเมืองหลวง ต้าเซี่ยเป็นแคว้นที่เจริญรุ่งเรือง

ถนนหนทางคลาคล่ำไปด้วยผู้คน ร้านค้าตั้งเรียงรายละลานตา นางแวะซื้อสมุนไพรหายากหลายชนิดเพื่อนำไปทดลองปรุงยาถอนพิษเตรียมไว้ป้องกันตัวจากแผนการสกปรกที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ขณะที่กำลังลัดเลาะผ่านตรอกแคบๆ เพื่อกลับไปยังรถม้า จมูกที่ไวต่อกลิ่นของแพทย์ก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยมาตามกระแสลม อวี้หนิงหนิงชะงักฝีเท้า นางหรี่ตาลงมองลึกเข้าไปในความมืดมิดของตรอกร้างที่ไร้ผู้คนสัญจร

"คุณหนู มีอะไรหรือเจ้าคะ" ชุนเถาถามด้วยความหวาดระแวงเมื่อเห็นท่าทางของเจ้านาย

"รอข้าอยู่ตรงนี้ ห้ามตามเข้าไปเด็ดขาด" อวี้หนิงหนิงสั่งเสียงเฉียบขาด ก่อนจะขยับกายเข้าไปในเงามืดอย่างเงียบเชียบและระแวดระวัง

ลึกเข้าไปในตรอก ร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งพิงกำแพงอิฐเก่าคร่ำคร่าอย่างหมดสภาพ อาภรณ์สีดำสนิทกลมกลืนไปกับความมืด แต่ไม่อาจปิดบังรอยเลือดที่ซึมทะลักออกมาจากบาดแผลฉกรรจ์บริเวณหน้าอก รอบกายเขามีศพของชายชุดดำนอนเกลื่อนกลาดบ่งบอกถึงการต่อสู้ที่ดุเดือดเพิ่งจบลง บุรุษผู้นั้นหายใจรวยริน ใบหน้าหล่อเหลาซีดเผือด ริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ บ่งบอกชัดเจนว่านอกจากบาดแผลภายนอกแล้ว เขายังถูกพิษร้ายแรงเล่นงานเข้าให้อีกด้วย

อวี้หนิงหนิงเข้าไปใกล้ร่างนั้นอย่างรวดเร็ว นางไม่สนใจว่าเขาจะเป็นใคร มาจากไหน หรือไปก่อศัตรูที่ใดมา แต่สัญชาตญาณความเป็นแพทย์ทำให้นางไม่อาจทนเห็นคนตายต่อหน้าต่อตาได้ นางย่อตัวลงข้างกายเขา ดึงห่อเข็มเงินสั้นยาวที่พกติดตัวออกมาอย่างชำนาญ

"อย่าขยับ หากไม่อยากตกนรกก่อนวัยอันควร" นางเอ่ยเสียงดุเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มพยายามขยับตัวถอยหนีตามสัญชาตญาณระวังภัย

มือบางกรีดเสื้อของเขาออก เผยให้เห็นแผลถูกฟันที่ลึกจนเกือบถึงกระดูก รอบแผลมีรอยคล้ำของเส้นเลือดที่บวมเป่งเพราะพิษ อวี้หนิงหนิงฝังเข็มเงินลงบนจุดชีพจรสำคัญรอบบาดแผลอย่างรวดเร็วและแม่นยำ

ทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความมั่นใจ ท่วงท่าพลิ้วไหวราวกับกำลังร่ายรำ พิษร้ายที่กำลังแล่นเข้าสู่หัวใจถูกสกัดกั้นเอาไว้ได้ทันท่วงที

นางหยิบขวดยาขนาดเล็กออกมาจากแขนเสื้อ เทผงยาสมานแผลและถอนพิษสูตรพิเศษที่ตนเองปรุงขึ้นลงบนแผลโดยตรง ความแสบร้อนรุนแรงทำให้ชายหนุ่มครางต่ำในลำคอ แต่เขากลับกัดฟันอดทนไม่ร้องออกมาแม้แต่คำเดียว ช่างเป็นบุรุษที่มีความอดทนเป็นเลิศยิ่งนัก

เมื่อจัดการบาดแผลเสร็จสิ้น อวี้หนิงหนิงก็ดึงเข็มเงินกลับคืนมาเช็ดทำความสะอาด

"พิษถูกสกัดไว้ชั่วคราวแล้ว แต่เจ้าต้องไปหาหมอฝีมือดีเพื่อขับพิษที่ตกค้างออกให้หมด ข้าช่วยต่อลมหายใจให้เจ้าได้เพียงเท่านี้"

ขณะที่นางกำลังจะลุกขึ้นยืน บุรุษผู้นั้นก็ลืมตาขึ้น

ทันใดนั้น นัยน์ตาหงส์อันเยือกเย็นและดุดันของอวี้หนิงหนิงก็ประสานเข้ากับนัยน์ตาดอกท้ออันทรงเสน่ห์ของชายหนุ่ม แม้จะอยู่ในสภาพบาดเจ็บสาหัสและอ่อนแรง ทว่าแววตาของเขากลับฉายประกายเจิดจ้าดุจดวงดาวในคืนเดือนมืด นัยน์ตาดอกท้อคู่นั้นมองสำรวจใบหน้างดงามของสตรีที่เพิ่งช่วยชีวิตตนเอาไว้อย่างละเอียด ราวกับต้องการสลักภาพนางไว้ในความทรงจำส่วนลึกที่สุด

เขาคือลู่เทียนหยาง รัชทายาทแห่งแคว้นต้าเซี่ย ผู้ซึ่งเพิ่งรอดพ้นจากการถูกลอบปลงพระชนม์

ลู่เทียนหยางเคยพบเห็นสตรีรูปงามมานับไม่ถ้วนทั่วทั้งแว่นแคว้น

แต่ไม่เคยมีผู้ใดทำให้ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายเต้นผิดจังหวะได้อย่างรุนแรงเพียงแค่มองสบตา สตรีตรงหน้ามีใบหน้างดงามล่มเมือง ทว่าบรรยากาศรอบกายกลับเยือกเย็นและห่างเหิน ความเด็ดเดี่ยวและความสามารถทางการแพทย์ระดับสูงของนางทำให้เขารู้สึกทึ่งจนแทบลืมความเจ็บปวด

"แม่นาง..." ลู่เทียนหยางเค้นเสียงแหบพร่าออกจากลำคอ

"ข้าขอทราบชื่อผู้มีพระคุณได้หรือไม่"

อวี้หนิงหนิงมองบุรุษตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า ชาติก่อนนางมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับสำนักแพทย์และหลงกลคนเลวพวกนั้นจนไม่เคยสนใจเรื่องราวภายนอก นางจึงไม่รู้จักใบหน้าของรัชทายาทผู้สูงศักดิ์แห่งแคว้น

"ข้าเพียงแค่หมอที่บังเอิญผ่านมา พบคนเจ็บก็ต้องรักษาตามจรรยาบรรณ ไม่จำเป็นต้องรู้ชื่อแซ่" นางตอบเสียงเรียบ ก่อนจะหยิบป้ายหยกเนื้อดีที่ตกอยู่ข้างตัวเขาสอดคืนเข้าไปในสาบเสื้อให้อย่างลวกๆ "ดูแลตัวเองให้ดีด้วยล่ะ ศัตรูของเจ้าคงไม่รามือเพียงเท่านี้แน่"

อวี้หนิงหนิงลุกขึ้นยืนและหันหลังกลับ นางออกจากตรอกมืดมิดไปอย่างไม่แยแส ทิ้งให้ลู่เทียนหยางมองตามแผ่นหลังบอบบางนั้นจนลับสายตา

นัยน์ตาดอกท้อหรี่ลงเล็กน้อย ริมฝีปากที่ซีดเซียวหยักโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา

"ไม่ยอมบอกชื่ออย่างนั้นหรือช่างเป็นสตรีที่น่าสนใจยิ่งนัก" ลู่เทียนหยางพึมพำกับตนเอง

เขาพยายามยันกายลุกขึ้น แม้จะยังเจ็บปวดแต่เรี่ยวแรงเริ่มกลับคืนมาบ้างแล้ว ยาถอนพิษของนางช่างล้ำเลิศเกินกว่าหมอหลวงในวังเสียอีก

องค์รักษ์เงาที่ติดตามมาถึงในภายหลังรีบคุกเข่าลงตรงหน้ารัชทายาทด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด "องค์รัชทายาท ทรงบาดเจ็บ กระหม่อมสมควรตายหมื่นครั้งที่มาล่าช้าพ่ะย่ะค่ะ"

"ช่างเถอะ สั่งคนให้ไปตามสืบประวัติของสตรีที่เพิ่งออกจากตรอกนี้ไปให้ข้าที เอาให้ละเอียดที่สุด" ลู่เทียนหยางออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ แม้ร่างกายจะบาดเจ็บแต่บารมีของผู้เป็นใหญ่ยังคงเปี่ยมล้นกดข่มผู้คน

สตรีผู้มีนัยน์ตาหงส์อันเด็ดเดี่ยวและวิชาแพทย์ล้ำเลิศ ไม่ว่านางจะเป็นใคร เขาจะต้องพลิกแผ่นดินตามหานางให้พบจงได้

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel