บทที่ 4 พักผ่อน (1)
กลิ่นจันทน์กลับมาอยู่คอนโดมิเนียมส่วนตัวได้สามวัน เก็บของเก็บเสื้อผ้าและไปบ้านสวนของคุณยายสุนีย์พร้อมกับเจ๊ตุ่นอย่างที่นัดแนะกันไว้ ด้วยเพราะเธอได้หยุดงานยาว ซ้ำยังแขนหักข้างขวาข้างถนัด คุณสุนีย์ยายของเธอก็เลยเป็นห่วง กลิ่นจันทน์เลยว่าจะกลับไปอยู่บ้านสวนสักระยะให้ท่านหายกังวลสักหน่อย ครั้งนี้เจ๊ตุ่นก็ทิ้งงานมาพักผ่อนด้วยสามสี่วัน
ไม่นานก็ถึงบ้านสวนพสุธา บ้านทรงไทยของคุณสุนีย์หญิงวัยเจ็ดสิบห้าปี เมื่อเห็นรถเข้ามาจอดหน้าบ้าน คุณสุนีย์ได้ป้าจันประคองและพากันลงมารอหลานสาวด้านล่างทันที ยิ่งเมื่อเห็นหลานสาวเข้าเฝือก หน้าผากมีแผล ดีว่าที่แก้มที่เป็นรอยถลอกแทบจะมองไม่เห็นแล้ว
คุณสุนีย์คว้ากลิ่นจันทน์เข้ามากอด “ยายเป็นห่วงแทบแย่ เป็นยังไงบ้าง ยังเจ็บตรงไหนอีกไหม”
“ไม่เป็นไรแล้วค่ะ แค่รำคาญเฝือกนี่” ว่าแล้วก็ชูแขนข้างนั้นให้คุณสุนีย์ดูจนท่านต้องจับมันกลับลงมาและตีแขนเธอเบาๆ
“ถ้าอย่างนั้นก็อยู่กับยายหลายๆ วันหน่อย”
“ตั้งใจจะอยู่สักครึ่งเดือนค่ะ”
คุณสุนีย์ลูบศีรษะหลานสาวด้วยความรักความเอ็นดู ด้วยเพราะเห็นหลานสาวเจ็บตัว จิตใจเลยอ่อนไหวเป็นธรรมดา “โอ๋จะอยู่เฉยๆ ทั้งชีวิตยายก็เลี้ยงไหว”
“แบบนั้นไม่เอาหรอก โอ๋สิต้องเลี้ยงคุณยายทั้งชีวิต”
“ขึ้นบ้านกันก่อนเถอะค่ะ” ป้าจันเห็นสีหน้ายายหลานแล้วก็ต้องเอ่ยเตือน
“ไปๆ ตุ่นก็รีบขึ้นมา ยายทำของโปรดของตุ่นไว้ให้แล้ว”
“คิดว่าคุณยายจะลืมตุ่นเสียแล้ว”
“จะลืมได้ไง” ว่าแล้วก็ยื่นมืออีกข้างออกไปกอดเจ๊ตุ่นไว้และพากันเดินขึ้นตัวบ้านไปพร้อมกัน
ทั้งสองได้ทานมื้อเที่ยง หลังจากนั้นก็พากันเข้าไปยังห้องนอน ห้องเดิมของกลิ่นจันทน์เป็นห้องทางตัวเรือนปีกซ้ายอยู่ทางทิศตะวันออก เข้าห้องมาแล้วก็ล้มตัวลงนอนกลิ้งอยู่บนเตียงหลังใหญ่ เป็นเตียงไม้แกะสลักและในเรือนไทยแห่งนี้ก็มีเตียงเหมือนกันทุกห้อง เจ๊ตุ่นก็เข้ามานอนกลิ้งอยู่กับกลิ่นจันทน์ด้วย
“อูย” อยู่ๆ กลิ่นจันทน์ก็ครางออกมาและก็นอนนิ่งๆ
“เป็นอะไร?” เจ๊ตุ่นพลิกกายนอนคว่ำ
“สะโพกยังปวดอยู่เลย เมื่อไรจะหายสักทีก็ไม่รู้” กลิ่นจันทน์โอดครวญขณะที่ลูบสะโพกไปด้วย
“กระดูกร้าวนะไม่ใช่ฟกช้ำธรรมดา”
กลิ่นจันทน์ยกนิ้วชี้แตะริมฝีปากทันที “จุ๊ๆ เบาๆ เดี๋ยวคุณยายได้ยิน”
เจ๊ตุ่นพยักหน้ารับรู้ เพราะกลิ่นจันทน์ไม่ได้บอกอาการเจ็บทั้งหมดให้คุณยายสุนีย์ฟัง กลัวจะกังวลมากจนล้มป่วยไป “ว่าแต่คุณหมอยังทักมาอยู่ไหม?”
“อือ” เห็นเจ๊ตุ่นเปลี่ยนมาคุยเรื่องของคุณหมอปรินทร กลิ่นจันทน์ก็หน้าแดงทันตา
“อืออะไรย๊ะ เล่ามา”
“เมื่อคืนคุณหมอโทร.มา ก็... ก็คุยกันน่ะสิเจ๊” กลิ่นจันทน์อึกๆ อักๆ ก็มันเขินนี่นา
“คุยอะไร?”
“ก็เรื่อยเปื่อย หลายเรื่อง” กลิ่นจันทน์บอกปัด อยากจะเปลี่ยนเรื่องคุยแล้ว แต่ดูสายตาเจ๊ตุ่นแล้วท่าทางจะไม่ยอมง่ายๆ
“นี่หล่อนไม่คิดจะขยายความอะไรใช่ไหม อย่าลืมนะถ้าไม่มีแม่สื่ออย่างเจ๊ หล่อนก็ไม่ได้งาบหมอปรินทรหรอก”
“ฮ่าๆ จ้า แม่สื่อตัวดี”
“เล่ามา!”
“จริงๆ ก็ไม่ได้มีอะไรหรอก แค่ถามสารทุกข์สุกดิบกัน คุณหมอบอกว่ารอให้โอ๋กลับเข้ากรุงเทพฯ ก่อน เขาจะมารับออกไปกินข้าวกันสักมื้อ” พูดไปก็บิดมือไป
“เจ๊ก็อยากเจอคุณหมอจังเลย คนอะไรทั้งหล่อทั้งเก่ง ถ้ายอมมาเป็นเด็กในสังกัดเจ๊นะ เจ๊ทุ่มสุดตัวเลย”
กลิ่นจันทน์ค้อนให้ทีหนึ่ง “ทุ่มเพื่อให้ได้หมอมากกกอดส่วนตัวล่ะสิ”
“แล้วจะอย่างไร” ค้อนใส่กลิ่นจันทน์บ้างแล้วก็ต้องถอนใจ “เฮ้ย แต่คุณหมอไม่ยอมเล่นด้วยกับเจ๊น่ะสิ ดันไปติดเหง็กเด็กกะโปโลอย่างหล่อนเสียได้”
ทั้งสองคุยกันหลายเรื่องจนหลับกลางวันไปด้วยกัน มื้อเย็นก็ได้แต่รอเพราะเจ๊ตุ่นทำกับข้าวเป็นแค่เมนูไข่ กลิ่นจันทน์ก็ทำไม่ได้ ก็ต้องรอสามแม่บ้านที่อยู่กับคุณยายสุนีย์ช่วยกันเช่นเคย
