บทที่ 1 แรกพบ (2)
ปรินทรขยับชายเสื้อขึ้นจนเห็นแผ่นหลังขาวเนียน พยาบาลอีกคนช่วยขยับขอบกางเกงยีนสีซีดลงเล็กน้อย นายแพทย์หนุ่มกดลงไปและคอยถามตลอดเวลาว่าปวดหรือไม่ จนกระทั่งแน่ใจอาการปวดบ้างแล้ว “มีรอยช้ำนิดหน่อย” เขาช่วยพยาบาลขยับกลิ่นจันทน์ให้นอนหงายตามเดิมก่อนจะสั่งพยาบาลหาถุงเจลเย็นมาประคบแขนที่กำลังบวมให้และหมอห้องฉุกเฉินก็สั่งยาแก้ปวดให้ก่อนแล้ว
“เดี๋ยวหมอจะสั่งเอกซเรย์แขนกับอุ้มเชิงกราน ส่วนที่ศีรษะเดี๋ยวพยาบาลจะมาทำแผลให้ครับ มีอาการอะไรอีกบ้างไหม”
“ไม่แล้วค่ะ”
“มีอาการคลื่นไส้ อยากอาเจียนไหมครับ”
กลิ่นจันทน์น์ส่ายหน้าท่าทางเพลียๆ นายแพทย์หนุ่มพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะหันไปคุยกับพยาบาลและหันมายิ้มให้เธออีกครั้ง “ญาติมาหรือยังครับ”
“ยังค่ะ”
“งั้นเดี๋ยวรอเอกซเรย์นะครับ” ว่าแล้วก็เดินกลับไปดูชาร์ตและคุยกับคุณหมอคนอื่นๆ
ไม่นานมีเจ้าหน้าที่มาพาเธอไปเอกซ์เรย์ เจ้าหน้าที่ผู้หญิงช่วยเธอถอดเสื้อผ้าและเมื่อเสร็จก็ยังช่วยใส่กลับ ดีที่เธอใส่เสื้อคอเชิ้ตแขนกุด แขนค่อนข้างกว้างสักหน่อยเลยไม่เป็นปัญหากับแขนข้างเจ็บที่เริ่มบวมและใหญ่ขึ้นมาแล้ว
เมื่อถูกพากลับมายังห้องฉุกเฉินเพื่อรอผลเอกซเรย์ก็ได้ยินเสียงรองเท้าวิ่งเร็วๆ เข้ามา เมื่อหันหน้าไปมองก็เป็นเจ๊ตุ่นวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา
“โอ๋! เป็นยังไงบ้าง เพิ่งแยกกันแค่สามชั่วโมงก็เจ็บซะแล้ว” น้ำเสียงนั้นสั่นน้อยๆ ไม่รู้เพราะวิ่งมาเหนื่อยหรือเพราะตกใจที่กลิ่นจันทน์ประสบอุบัติเหตุกันแน่
เมื่อเห็นคนคุ้นเคยสีหน้าของกลิ่นจนทน์ดีขึ้นไม่น้อย “ไม่เป็นไรค่ะ ว่าแต่ใครโทร.หาเหรอ”
“คุณจุ๊น่ะสิ ใครสักคนในนี้แหละโทร.ไป คุณจุ๊เลยโทร.บอกเจ๊ ตอนโทร.ไปคุณจุ๊บอกแค่ว่าไอ้โอ๋เจ็บหนักๆ บ้า! ฉันล่ะตกใจแทบแย่ หน้าคุณยายหล่อนลอยมาเลยโอ๋เอ๊ย หล่อนเป็นไรไปฉันจะมองหน้าคุณยายยังไง” คุณจุ๊ที่ว่าคือผู้จัดละคร เพิ่งจะแยกกันที่กองถ่ายละครเมื่อชั่วโมงก่อนนี่เอง
“ไม่เป็นไรมากหรอก เจ๊ยังไม่โทร.บอกคุณยายกับโอมใช่ไหม”
“บอกโอมแล้ว โอมก็สั่งไว้ว่าอย่าเพิ่งบอกคุณยาย นั่นก็เพิ่งลงคอนเสิร์ตรอเจ๊โทร.หาอยู่ด้วย ว่าแต่โทรศัพท์หล่อนเป็นไรติดต่อไม่ได้เลย เจ๊ก็ยิ่งร้อนใจเข้าไปอีก”
“สงสัยแบตหมดแล้ว รอผลเอกซเรย์ก่อนแล้วค่อยโทร.ไปก็แล้วกัน”
“ส่งข้อความไปบอกโอมมันก่อนดีกว่า มันจะรอเอา” ว่าแล้วก็เปิดแอปพลิเคชันแชทและพิมพ์ข้อความส่งการินหรือโอมแฝดของกลิ่นจันทน์ซึ่งก็โลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงสายศิลปิน พี่น้องสนิทกันมากทีเดียว ก็มีกันแค่สองพี่น้อง โตมาเพราะยายเลี้ยงมาด้วยกันจะไม่ให้รักและห่วงกันได้อย่างไร
“น้องโอ๋ ทำแผลหน่อยนะคะ หน้าเป็นแผลซะแล้ว” พยาบาลคนหนึ่งเข็นรถที่มีอุปกรณ์ทำแผลเข้ามายิ้มให้ทั้งสองบางๆ “วันนี้นางเอกเราเจ็บตัวเสียแล้ว แผลนี้รอตกสะเก็ดก็ขยันทาครีมลดริ้วรอยหน่อยนะคะ”
“นี่ก็กังวลอยู่เลยค่ะคุณพยาบาล” เจ๊ตุ่นเก็บโทรศัพท์และก้มลงมองแผลแตกที่หน้าผากกับแผลถลอกที่แก้ม ยิ่งเห็นตาขาวของกลิ่นจันทน์เป็นสีแดงเลือดออกก็ยิ่งตกใจ
“ตาล่ะคะคุณพยาบาล”
“คุณหมอบอกว่าไม่มีอะไรน่าห่วง ไม่กี่วันก็หายแดงแล้ว โอ๋ยังไม่เห็นเลยว่าแดงมากไหม”
“เป็นยังไงโดนอิท่าไหนถึงเจ็บทั้งตัวแบบนี้” เจ๊ตุ่นเอ่ยขณะหาตลับแป้งและเปิดกระจกให้กลิ่นจันทน์ได้ดูหน้าตาตัวเอง
ส่องกระจกอยู่พักใหญ่ก็ถอนหายใจ หน้าตาตัวเองดูไม่ได้เลยจริงๆ ผมก็กระเซอะกระเซิง “กระแทกบุ๊ปประตูหลุดก็โดนเหวี่ยงตกรถเลย ดีที่ลุงเพิ่มขับไม่เร็วนัก”
“ฟาดเคราะห์ไป ว่าแต่เจ็บตรงไหนบ้าง แขนนี่หักใช่ไหม บวมน่ากลัวจัง”
ระหว่างที่พยาบาลทำแผลใส่ยาให้ เจ๊ตุ่นก็ซักโน้นซักนี่ กลิ่นจันทน์ก็คอยช่วยคุณพยาบาลตอบบ้าง โดยไม่รู้เลยว่าตัวเองตกเป็นเป้าสายตาใครหลายคน บางคนถึงขนาดเอาโทรศัพท์มาเข้าบล็อกแชทส่วนตัวหัวข้อนางเอกสาวประสบอุบัติเหตุ
เสียงคุยของสามคนแม้จะไม่ดังนักแต่ห้องฉุกเฉินก็ไม่ได้กว้างอะไร ทั้งพยาบาลทั้งคุณหมอและคนเจ็บอื่นๆ ก็พอจะได้ยิน รวมทั้งปรินทรเองก็ด้วย เขาก็เพิ่งจะนึกออก ครั้งแรกที่เห็นกลิ่นจันทน์ก็ว่าหน้าตาคุ้นๆ หน้าหวานๆ แม้ไร้เครื่องสำอางแต่ก็ยังสวยเกินบรรยาย เมื่อได้ยินเสียงสนทนาของทั้งสามคนเขาก็เข้าใจในทันที ว่ารถตู้ของกองถ่ายละครที่ประสบอุบัติเหตุมีนางเอกสาวนั่งมากับทีมงานด้วย ทั้งยังเจ็บตัวไม่น้อย ถือว่าโชคร้ายทีเดียว
ปรินทรกำลังดูภาพเอกซเรย์ของกลิ่นจันทน์ทั้งสองภาพ เขาดูจนละเอียดและคุยกันแพทย์ห้องฉุกเฉินอยู่ไม่นานก่อนจะลุกขึ้นจากหน้าโต๊ะคอมพิวเตอร์มาที่เตียงนางเอกสาว
