บทที่ 1 แรกพบ (1)
ช่วงดึกหน้าโรงพยาบาลบารเมษฐ์เกิดอุบัติเหตุรถเสียหลักข้ามเลนมาพุ่งชนรถตู้ของกองถ่ายละคร มีผู้บาดเจ็บรวมสิบสองราย ทั้งหมอทั้งพยาบาลวิ่งกันให้วุ่น แม้จะเป็นโรงพยาบาลเอกชน แต่เมื่อมีกรณีฉุกเฉินก็ไม่อาจไม่รับคนไข้ได้ ทั้งสิบสองชีวิตถูกเคลื่อนย้ายทยอยเข้ามายังห้องฉุกเฉิน บ้างก็หมดสติ บ้างก็ตื่นตระหนก
พยาบาลอาวุโสคนหนึ่งกำลังสอบถามรายละเอียดจากผู้อยู่ในเหตุการณ์ที่เจ็บน้อยที่สุดและยังมีสติดีอยู่สามคนบอกเล่าเหมือนกันทั้งหมด ขณะนั้นทีมแพทย์ห้องฉุกเฉินตรวจและส่งเอกซเรย์คนเจ็บแล้วบางส่วน
คนสุดท้ายที่เพิ่งถูกพาเข้ามายังมีสติดีเพียงแต่บาดเจ็บไม่น้อย หญิงสาวมองเหตุการณ์ในห้องฉุกเฉิน ทั้งวุ่นวาย ทั้งเสียงดัง แต่ก็มิได้ดังจนเหมือนในตลาดสดนัก ดวงตาสวยหวานกวาดมองผู้ร่วมชะตากรรมแล้วก็ก้มมองแขนตัวเอง มันเจ็บและแน่นอนว่ามันหักกลางเสียแล้ว ตามเนื้อตัวก็ปวดเมื่อย รู้สึกได้ว่าตัวเองเนื้อตัวสั่น ใจหวิว แต่ก็ยังคงมีสติรับรู้ดีอยู่
ใครจะรู้เล่าว่าวันปิดกล้องละครจะโชคร้ายอย่างนี้ เนื่องด้วยมีฉากที่ต้องถ่ายทำเก็บรายละเอียดกันอีกนิดหน่อย ทำให้วันนี้เสียเวลาไปมาก เดิมทีกลิ่นจันทน์จะติดรถไปกับเจ๊ตุ่นผู้จัดการส่วนตัวที่เป็นสาวประเภทสอง ขาไปก็ไปกับผู้จัดการ แต่อีกฝ่ายยังมีงานเลยรีบกลับก่อน ตัวเธอเองก็นั่งรถของกองถ่ายกลับบ่อยๆ และไม่ค่อยชอบขับรถไปกองถ่ายเองอยู่แล้ว เลยวางใจมาตลอด
แต่วันนี้มันวันซวย รถของกองถ่ายละครถูกชน คู่กรณีคงไม่รอดแล้วกระมังเพราะหน้ารถยุบเข้าไปมากทีเดียว ไม่มีเสียงใดๆ จากคนในรถคันนั้นเลย ยังดีที่รถตู้ของกองถ่ายที่เธอโดยสารมานั้นไม่มีใครถึงขั้นเสียชีวิต เพียงแต่เจ็บหนักสุดก็ลุงเพิ่มคนขับรถนั่นเอง
พยาบาลเข้ามาซักประวัติ วัดความดันขณะที่เธอนอนอยู่บนเตียง คุณหมอห้องฉุกเฉินก็มาถามอาการใช้สเตทโตสโคปฟังเสียงปอดเสียงหัวใจอยู่พักใหญ่ๆ แล้วก็กลับไปบันทึกลงชาร์ต
กลิ่นจันทน์ก็ยังนอนรออยู่บนเตียง ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไร เพราะได้แต่ฝืนทนความเจ็บมองคนโน้นทีคนนี้ที ตอนนั้นเองที่กลิ่นจันทน์เห็นหมอหนุ่มคนหนึ่งในชุดเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินอมเทา กางเกงขายาวสีดำสวมทับด้วยเสื้อกาวน์ ที่คอห้อยสเตทโตสโคปหรือก็คือหูฟังของแพทย์กำลังเดินเข้ามาและตรงไปยังทีมแพทย์ที่อยู่ในห้องฉุกเฉินที่กำลังปรึกษากันอยู่ เห็นหมอหนุ่มสาวยกมือไหว้เขา ท่าทางเคารพนอบน้อมต่อเขาไม่น้อย
“คุณหมอกระดูกมาแล้วค่ะ เป็นศัลยแพทย์เฉพาะทางกระดูกและข้อน่ะค่ะ” กลิ่นจันทน์ได้ยินพยาบาลเอ่ยกับเธอและขีดเขียนอะไรในเอกสารต่ออีกพัก
กลิ่นจันทน์เข้าใจทันทีว่าอาการของเธอคงรอหมอหนุ่มร่างสูงโปร่งคนนั้นกระมัง
เธอมองตามเขาตลอดโดยไม่รู้ตัวเลย พลางคิดว่าเขาเป็นคนที่มีต้นทุนชีวิตดีจริงๆ ทั้งสูง ทั้งหล่อ ทั้งฉลาด ซ้ำทั้งหมอหนุ่มสาว พยาบาลและเจ้าหน้าที่ยังให้ความเคารพเขามากทีเดียว ในระหว่างที่จะว่าใจลอยก็คงไม่เกินไปนักทีมแพทย์และพยาบาลมองมาที่เธอ แต่กลิ่นจันทน์ไม่ได้รู้ตัวสักนิด
ไม่นานคุณหมอเฉพาะทางผู้นั้นก็เดินตรงมาที่เธอพร้อมกับพยาบาลคนเมื่อสักครู่
“สวัสดีครับ หมอชื่อปรินทรเป็นหมอกระดูกนะครับ จากอาการเบื้องต้น มีแขนหักตรงกลางระหว่างข้อศอกกับข้อมือ หน้าผากแตก โหนกแก้มมีแผลถลอก... ตาแดง... ให้หมอดูตาหน่อยครับ” เมื่อสังเกตเห็นว่าตาขาวข้างเดียวกับที่มีแผลที่โหนกแก้มขึ้นสีแดงก็ก้มตัวลงมา นิ้วเรียวยาวขยับเปลือกตาด้านบนของเธอเบาๆ “เหลือบตามองข้างบนหน่อยครับ” เขาสั่งเสียงนุ่มทุ้มจนกลิ่นจันทน์ไม่แน่ใจว่าตัวเองเจ็บจนฝันไปหรือเปล่า รู้สึกกึ่งมีสติกึ่งเลือนราง ยังได้กลิ่นหอมอ่อนๆ และไออุ่นจากตัวเขาน้อยๆ ด้วย แต่ก็ยังคงทำตามคำสั่งเขาทันที
“เส้นเลือดฝอยในตาแตก” เขาหันไปบอกพยาบาลข้างๆ แล้วสบตาเธอ ยืดตัวขึ้นตรงยิ้มให้น้อยๆ “แต่ไม่อันตราย อีกไม่กี่วันตาก็หายแดงแล้วครับ ตอนนี้ปวดตรงไหนอีกบ้างครับ”
“ปวดสะโพกค่ะ” กลิ่นจันทน์บอกเขา เสียงแผ่วเบาแหบแห้งและสั่นพร่าน้อยๆ อาจเพราะยังคงตกใจหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ไม่ได้อยู่ในภาวะปกติแน่นอน
“ตรงไหน ชี้ให้หมอดูหน่อยได้ไหม ตะแคงให้หมอดูข้างหลังหน่อยครับ” ว่าแล้วก็พยักหน้าให้พยาบาลช่วยประคองกลิ่นจันทน์ตะแคงตัว หญิงสาวประคองแขนข้างขวาที่เจ็บไว้สุดกำลัง
