ตอนที่ 2
"ฉันยังจำได้เลยว่าตอนนั้นรุ่นพี่เสิ่นยืนตากฝนทั้งบ่ายเพื่อง้อรุ่นพี่โจวฉากนั้นทำเอาฉันซึ้งจนน้ำตาไหลเลย"
"เพื่อน!.. นี่มันนิยายแนวคู่สร้างคู่สมกับถ่านไฟเก่าชัดๆ"
"กรี๊ดคู่แท้ยังไงก็ไม่แคล้วกัน!"
ข้างหลังยังมีคนแปะลิงก์กระทู้เก่าๆ มาด้วยฉันกดเข้าไปดูเห็นเรื่องราวความรักสามปีของโจวซูจิ๋นกับเสิ่นเจียหลี่
พวกเขาเรียนห้องเดียวกัน ตอนแรกเป็นไม้เบื่อไม้เมาแย่งชิงที่หนึ่งกันตลอดไม่รู้ยังไงต่อมาถึงได้คบกัน
คบกันสี่ปีในมหาลัย พวกเขาเป็นคู่รักที่จิตวิญญาณเข้ากันได้ดีที่สุดแต่ความสุขมักผ่านไปไวโจวซูจิ่นไปเมืองนอกในปีที่เรียนจบ
วันที่เธอไป เสิ่นเจียหลี่ตาแดงก่ำยืนตากฝนอยู่ใต้หอพักหญิงทั้งบ่ายเพียงเพื่อขอให้เธออยู่ต่อ
แต่โจวซูจิ่นก็ไม่ได้อยู่อ่านเรื่องพวกนี้แล้ว ฉันนึกภาพไม่ออกจริงๆเพราะเสิ่นเจียหลี่ในปากคนอื่น กับเสิ่นเจียหลี่ที่ฉันรู้จักราวกับเป็นคนละคน
ฉันปิดมือถือเจ็บหน้าอกจนอธิบายไม่ถูกมิน่าล่ะเสิ่นเจียหลี่ถึงไม่เคยพูดเรื่องอดีตให้ฟังเลย มีรักแรกที่ฝังใจขนาดนี้เขาคงไม่มีทางรักคนอื่นได้เท่าที่รักโจวซูจิ่นอีกแล้ว
ภาพที่เสิ่นเจียหลี่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่หน้ากระจกผุดขึ้นมาในหัวฉันอีกครั้งทำให้ฉันนึกถึงประโยคนั้นขึ้นมา
"ถ้าหากนัดกับคุณตอนสี่โมงแค่สามโมงผมก็เริ่มมีความสุขแล้ว"
ตอนนั้นเองจู่ๆ ก็มีสายเรียกเข้าเด้งขึ้นมาฉันเห็นว่าเป็นลู่เหยี่ยนเพื่อนสนิทที่สุดของเสิ่นเจียหลี่ก็เลยกดรับ
ยังไม่ทันได้พูด ปลายสายก็พูดแสดงความยินดีด้วยน้ำเสียงเมามาย
"ยินดีด้วยนะเจียหลี่ เฝ้ารอมาตั้งหลายปีในที่สุดซูจิ่นก็กลับมาซะที"
จังหวะนั้นเสิ่นเจียหลี่ก็กลับมาพอดี เขาถอดรองเท้าเดินเข้ามาเห็นฉันถือโทรศัพท์อยู่ ก็ถามขึ้น "คุยกับใครอยู่"
ฉันเปิดลำโพงด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ลู่เหยี่ยนลิ้นพันกันพูดต่อ "นายไม่ยอมแต่งงานกับกู้ซีสักทีก็เพื่อรอซูจิ่นไม่ใช่เหรอ ตอนนี้ซูจิ่นกลับมาแล้วนายก็อย่ามัวแต่เก๊ก รีบไปคืนดีกับซูจิ่นซะเดี๋ยวก็คลาดกันอีกหรอก"
"ฉันยังจำที่ตกลงกันได้นะ ถ้านายแต่งงานกับซูจิ่นฉันจะเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้!"
รอจนเขาพูดจบประโยคนี้ฉันถึงมองหน้าเจิ่นเจียหลี่แล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"เพื่อนคุณโทรมาหา แต่ดันโทรผิดมาเบอร์ฉัน" รอบข้างเงียบกริบไปชั่วขณะ
สีหน้าของเสิ่นเจียหลี่เคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อย เขาเดินเข้ามาคว้าโทรศัพท์แล้วกดวางสายไปทันที
"เขาเมามากแล้วพูดจาเลอะเทอะคุณอย่าไปเก็บคำพูดเขามาใส่ใจเลย"
"เหรอคะ" ฉันถามเสียงเบา "งั้นโจวซูจิ่นที่เขาพูดถึงคือใครคะ"
เสิ่นเจียหลี่เงียบไปไม่กี่วินาที “แฟนเก่าสมัยมหาลัยน่ะช่วงนี้เธอเพิ่งย้ายจากอเมริกามาประจำที่โรงพยาบาลเราลู่เหยี่ยนได้ยินข่าวลือก็เลยเอามาพูดมั่วซั่ว"
"ผมกับโจวซูจิ๋นจบกันไปแล้วคุณอย่าคิดมากเลย"
ฉันก้มหน้ากระตุกมุมปาก แฟนเก่าที่ทำให้เขาต้องทิ้งงานหมั้นกลางคันแถมยังเลื่อนงานแต่งงานออกไปเขากล้าพูดได้ไงว่าจบกันไปแล้ว
เขาคิดว่าหลอกฉันได้ หรือกำลังหลอกตัวเองกันแน่ฉันไม่พูดอะไรอีกเดินสวนเขาเข้าไปในห้องวาดรูป
เสิ่นเจียหลี่กลับเรียกฉันไว้ "เสี่ยวซี"
ฉันหันกลับไปมองเขาถามว่า "งานแต่งของเราเลื่อนไปเป็นวันไหนนะ"
พอได้ยินฉันก็เผลอหลุดปากบอกวันที่ออกไปโดยไม่รู้ตัว "วันที่สามเดือนหน้า"
พูดจบฉันถึงนึกขึ้นได้ว่านั่นคือวันที่ฉันจะบินไปต่างประเทศ ฉันอ้าปากจะพูดแต่สุดท้ายก็ไม่ได้อธิบายอะไร
ให้เสิ่นเจียหลี่มารู้เอาในวันที่ฉันไปแล้วว่างานแต่งไม่มีจริงก็ดีเหมือนกัน
วันรุ่งขึ้น ตอนที่ฉันเดินออกมาจากห้องวาดรูป ฟ้าเพิ่งจะสาง
เสิ่นเจียหลี่ออกไปทำงานแล้ว บนโต๊ะในห้องรับแขกมีอาหารเช้าที่เขาเตรียมไว้ให้พร้อมกับโพสต์อิทแปะอยู่
"ก่อนกินอย่าลืมอุ่นก่อนนะ"
คบกันมาห้าปีเขาดูแลใส่ใจฉันแบบนี้เสมอแต่ฉันมักจะรู้สึกว่าระหว่างเราเหมือนมีกำแพงบางอย่างกั้นอยู่ตลอด
เมื่อก่อนฉันไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้ว การพูดน้อยไม่ใช่ตัวตนของเสิ่นเจียหลี่ แต่เป็นเพราะเขาไม่มีอะไรจะคุยกับฉันต่างหาก
ข้อแก้ตัวสารพัดที่ฉันพยายามหามาให้เขา ทั้งหมดกลายเป็นเรื่องตลกไปทันทีหลังจาก ที่เขาทิ้งฉันไว้ในงานหมั้นเพื่อไปหาโจวซูจิ่นฉันวางโพสต์อิทใบนั้นลงจู่ๆ มือถือก็ดังขึ้นพี่เฉินผู้จัดการส่วนตัวโทรมา
ฉันกดรับก็ได้ยินเธอพูดว่า "เสี่ยวซีวันนี้ว่างไหมมีคนยืนกรานจะขอซื้อรูปวาดที่ แขวนอยู่ตรงกลางโซน C ให้ได้เธอจะเข้ามาดูหน่อยไหม"
ฉันชะงักไปรูปที่แขวนอยู่กลางโซน C คือรูปแผ่นหลังของเสิ่นเจียหลี่รูปแรกที่ฉันวาดให้เขา
..
