ตอนที่ 7 ตอกหน้าคนพาล ช่วยคน
เพียงสามวันให้หลัง หลี่เจิ้งก็นำโฉนดที่ดินตีนเขาชิงซานจำนวนสิบห้าหมู่ และโฉนดที่นาดีอีกห้าสิบหมู่มาส่งมอบให้ถึงมือหานเยี่ยนโจว ข่าวการครอบครองที่ดินผืนใหญ่ของบ้านสกุลหานทำให้ชาวบ้านมีเรื่องซุซิบอีกครั้ง
ทำให้ข่าวลือเรื่องการผลาญเงินที่สองแม่ลูกบ้านเหอปล่อยออกมานั้นถูกความจริงตีแสกหน้าจนแหลกละเอียด ชาวบ้านต่างตกตะลึงเมื่อรู้ว่าบ้านสกุลหานร่ำรวยขึ้นมาอย่างแท้จริง หาได้เป็นเช่นข่าวลือที่ได้ยินมา
เช้าวันต่อมา หานจื่อเยว่ให้หลี่เจิ้งช่วยประกาศรับสมัครชาวบ้านชายฉกรรจ์จำนวนห้าสิบคน เพื่อมาช่วยปรับหน้าดินและสร้างคฤหาสน์หลังใหม่บริเวณตีนเขา
ลานกว้างกลางหมู่บ้านเต็มไปด้วยผู้คน หานจื่อเยว่ยืนอยู่บนแท่นหินด้วยท่วงท่าสง่าผ่าเผยและเด็ดขาด นางกวาดสายตามองชาวบ้านที่มารวมตัวกันก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงดังกังวาน
“ครอบครัวของข้าต้องการคนงานสร้างคฤหาสน์และกำแพงบ้าน ข้าให้ค่าแรงวันละสามสิบอีแปะ พร้อมอาหารกลางวันเป็นข้าวขาวนุ่มและมีเนื้อให้กินทุกมื้อ ผู้ใดสนใจให้มาลงชื่อกับท่านลุงหลี่เจิ้งได้เลย”
เมื่อหานจื่อเยว่พูดจบก็มีเสียงฮือฮาก็ดังขึ้นทั่วบริเวณ ค่าแรงวันละสามสิบอีแปะนับว่าสูงมาก ซ้ำยังมีข้าวขาวและเนื้อให้กิน ชาวบ้านต่างแย่งกันเข้าไปลงชื่อราวกับกลัวว่าจะพลาดโอกาสทอง
ท่ามกลางความวุ่นวายนั้น ป้าจางและหลี่เยี่ยนหรานที่แฝงตัวอยู่ในฝูงชนก็ตาลุกวาว พวกนางผลักดันสามีและบุตรชายของตนให้รีบเข้าไปลงชื่อหวังจะได้รับค่าแรงเป็นเงินก้อนโต หานจื่อเยว่มองเห็นการกระทำนั้น นางยกมือขึ้นห้ามเสียงดัง
“ช้าก่อน ข้ามีเรื่องจะแจ้งให้ทุกคนทราบ บ้านหานของข้าไม่ขอรับคนของตระกูลเหอ ไม่รับญาติพี่น้องของพวกเนรคุณ และไม่รับผู้ใดก็ตามที่เคยนินทาว่าร้ายครอบครัวข้าลับหลัง”
สายตาคมกริบของหานจื่อเยว่ตวัดไปมองป้าจางและหลี่เยี่ยนหรานอย่างจงใจจากนั้นนางก็พูดต่อไปว่า
“ผู้ใดที่เคยบอกว่าบ้านข้ากำลังผลาญเงินทิ้งและจะหนาวตายในฤดูหนาว ก็จงกอดความริษยาของพวกเจ้าเอาไว้ให้แน่นเถิด เพราะเงินทองของสกุลหาน จะไม่มีวันกระเด็นไปถึงมือพวกเจ้าแม้แต่ครึ่งอีแปะ”
“เจ้า หานจื่อเยว่ เจ้าช่างกำเริบเสิบสานนัก” หลี่เยี่ยนหรานโกรธจนหน้าดำหน้าแดง ชี้หน้าด่าทอด้วยความอับอาย
“หุบปาก หากยังไม่อยากถูกข้าเตะกระเด็นออกไป ก็ไสหัวไปให้พ้นหน้าข้า”
หานจื่อเยว่ตวาดกลับด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ รังสีสังหารแผ่ซ่านจนหลี่เยี่ยนหรานและป้าจางหวาดกลัวจนตัวสั่น พวกนางทนสายตาเยาะเย้ยของชาวบ้านรอบข้างไม่ไหว ต้องรีบจูงมือสามีและบุตรชายเดินหนีกลับบ้านไปด้วยความอัปยศอดสู
เมื่อจัดการเรื่องคนงานเสร็จสิ้น หานจื่อเยว่ก็ปล่อยให้หลี่เจิ้งเป็นผู้ดูแลงานก่อสร้าง ส่วนมารดาของนางให้คอยดูแลชาวบ้านที่มาช่วยทำอาหาร ตัวนางและบิดาจะพาน้องชายทั้งสอง นั่งเกวียนลาเดินทางเข้าสู่อำเภอหลิงซี เพื่อไปสมัครเรียนที่สถานศึกษาชิงอวิ๋น ซึ่งเป็นสถานศึกษาที่มีชื่อเสียงที่สุดในตัวอำเภอ
หน้าสถานศึกษามีรถม้าและเกวียนลามากมายจอดอยู่เรียงราย วันนี้เป็นวันเปิดรับศิษย์ใหม่ หานเยี่ยนโจวเดินนำบุตรชายและบุตรสาวเข้าไปด้านใน ทว่าเพิ่งจะก้าวเท้าผ่านประตูใหญ่ พวกเขาก็ต้องพบกับคนคุ้นหน้า
เหอหลิงเฟิงในชุดบัณฑิตผ้าไหมเนื้อดี กำลังยืนประจบประแจงหลิวหรูเยี่ยน หญิงคนรักใหม่ของเขาอยู่ใต้ต้นไม้ เมื่อเหอหลิงเฟิงหันมาเห็นครอบครัวสกุลหาน ใบหน้าของเขาก็แสดงความรังเกียจออกมาทันที เขาเดินตรงเข้ามาขวางทางพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
“ท่านอาจารย์ นี่ท่านสิ้นไร้ไม้ตอกจนต้องพาบุตรชายมาขอทานที่สถานศึกษาเชียวหรือ หรือว่าพวกท่านจงใจสะกดรอยตามข้ามาเพื่อขอร้องให้ข้ากลับไปหมั้นหมายกับบุตรสาวของท่าน ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าหญิงชาวนาต่ำต้อยเช่นนาง ไม่คู่ควรกับทั่นฮวาเช่นข้า”
หลิวหรูเยี่ยนยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดปากหัวเราะเบาๆ “ท่านพี่หลิงเฟิง อย่าไปถือสาพวกบ้านนอกเลยเจ้าค่ะ คนพวกนี้คงอยากจะใช้เส้นสายของท่านเพื่อส่งลูกชายเข้าเรียนกระมัง ช่างไม่รู้จักเจียมตัวเอาเสียเลย”
หานเยี่ยนโจวกำหมัดแน่นด้วยความโกรธ ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะเอ่ยปาก หานจื่อเยว่ก็ก้าวขึ้นมาขวางหน้าบิดาเอาไว้ นางมองเหอหลิงเฟิงและหลิวหรูเยี่ยนตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาสมเพช
“ดวงตาของเจ้าคงมืดบอดไปแล้วกระมัง ถึงได้มองว่าพวกข้ามาขอทาน ข้าพาน้องชายของข้ามาสมัครเรียนด้วยเงินของสกุลหาน หาได้พึ่งพาบารมีจอมปลอมของสุนัขเนรคุณที่ชอบเกาะชายกระโปรงสตรีเช่นเจ้าไม่ เหตุใดไม่รีบกลับไปเมืองหลวงเสียเล่า เจ้ามาทำอันใดที่สถานศึกษา”
“เจ้าว่าผู้ใดเป็นสุนัขเกาะชายกระโปรง” เหอหลิงเฟิงหน้าถอดสี โกรธจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน
“ก็เจ้าอย่างไรเล่า ข้าลืมไปว่าเจ้าหูตึง ซ้ำยังหน้าหนาเกินคน” หานจื่อเยว่ไม่สนใจเสียงตวาด นางหันไปหาอาจารย์ผู้รับสมัครที่นั่งอยู่โต๊ะลงทะเบียนข้างๆ
“ท่านอาจารย์ ข้ามาจ่ายค่าเล่าเรียนให้น้องชายทั้งสองคนของข้า ไม่ทราบว่าทั้งหมดเท่าใดเจ้าคะ”
อาจารย์ผู้รับสมัครมองดูการปะทะคารมแล้วลอบเหงื่อตก เขารีบตอบ “ค่าเล่าเรียนคนละสิบตำลึงเงิน ค่าพู่กันกระดาษหมึกชั้นดีอีกคนละห้าตำลึง รวมสองคนเป็นสามสิบตำลึงเงิน”
หานจื่อเยว่ล้วงมือเข้าไปในถุงผ้า หยิบก้อนเงินตำลึงส่องประกายแวววาวจำนวนสามก้อนใหญ่วางลงบนโต๊ะเสียงดังตึง!
“นี่คือเงินสามสิบตำลึงเจ้าค่ะ ไม่ขาดไม่เกิน รบกวนท่านอาจารย์ลงชื่อหานจื่อเซวียนและหานเหวินเทียนให้เรียบร้อยด้วย ส่วนเงินที่เหลือ ข้าขอฝากไว้เป็นค่าอาหารกลางวันของน้องชายข้า ให้พวกเขาได้กินข้าวขาวและน้ำแกงเนื้อที่ดีที่สุดทุกวัน”
การกระทำที่เด็ดขาดและเงินตำลึงก้อนใหญ่ทำเอาเหอหลิงเฟิงและหลิวหรูเยี่ยนถึงกับเบิกตากว้าง อ้าปากค้างจนพูดไม่ออก พวกเขาไม่คิดเลยว่าครอบครัวที่ตนเหยียดหยามจะสามารถหยิบเงินสามสิบตำลึงออกมาได้อย่างง่ายดายถึงเพียงนี้
“ทีนี้ก็ไสหัวไปให้พ้นทางได้แล้ว อย่ามายืนเกะกะสายตาข้า อากาศแถวนี้ช่างมีกลิ่นเหม็นเน่าของผีเน่ากับโลงผุลอยคลุ้งไปหมด” หานจื่อเยว่ปัดมือเป็นเชิงไล่ราวกับปัดแมลงวัน
“พี่หญิงใหญ่กล่าวได้ถูกต้องยิ่งนักขอรับ ข้าเองก็รู้สึกเหม็นจนอยากจะอาเจียนแล้ว” หานจื่อเซวียนรับลูกพี่สาวอย่างรู้ความ
เหอหลิงเฟิงโกรธจนแทบกระอักเลือด แต่เมื่อเห็นสายตาของบัณฑิตและผู้คนรอบข้างที่เริ่มมองมาด้วยความขบขันและสงสัย เขาจึงต้องรีบคว้าแขนหลิวหรูเยี่ยนแล้วเดินหนีไปอย่างรวดเร็วเพื่อรักษาหน้าของตนเอง หานเยี่ยนโจวมองแผ่นหลังของศิษย์ทรยศแล้วถอนหายใจยาวทว่าเขากลับรู้สึกโล่งใจมาก และภาคภูมิใจในตัวบุตรสาวอย่างยิ่ง
เมื่อจัดการเรื่องน้องชายทั้งสองเข้าสถานศึกษาเรียบร้อยแล้ว หานเยี่ยนโจวจะอยู่รอรับบุตรชายกลับพร้อมกันในตอนเย็น หานจื่อเยว่จึงขอปลีกตัวออกไปซื้อวัสดุก่อสร้างและเครื่องมือช่างเพิ่มเติมสำหรับคฤหาสน์หลังใหม่
ระหว่างที่นางกำลังเดินผ่านตรอกแคบๆ ที่เงียบสงบและไร้ผู้คนเพื่อเดินไปยังร้านค้าไม้ จมูกของแพทย์ทหารที่ผ่านสมรภูมิรบมาอย่างโชกโชนก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นคาวเลือดที่ลอยมาตามสายลม หานจื่อเยว่หยุดฝีเท้าทันที สัญชาตญาณระแวดระวังถูกปลุกขึ้น นางค่อยๆ ขยับมือไปกุมด้ามมีดล่าสัตว์ที่เหน็บอยู่ข้างเอว
นางย่องฝีเท้าเข้าไปในมุมมืดของตรอก สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือร่างของบุรุษผู้หนึ่งสวมชุดผ้าไหมสีดำสนิท นอนจมกองเลือดอยู่บนพื้น ลมหายใจของเขารวยรินเต็มที ข้างกายเขามีชายฉกรรจ์อีกคนสวมชุดองครักษ์ กำลังคุกเข่าพยายามใช้มือกดบาดแผลที่หน้าอกของเจ้านายด้วยความตื่นตระหนกและสิ้นหวัง
“นายท่าน นายท่านแข็งใจไว้นะพ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยจะไปตามหมอ” องครักษ์ผู้นั้นหน้าซีดเผือด
หานจื่อเยว่กวาดสายตาประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว ชายชุดดำถูกของมีคมแทงเข้าที่หน้าอกเฉียดขั้วหัวใจ ซ้ำยังมีเลือดสีดำคล้ำไหลซึมออกมา บ่งบอกว่าอาวุธนั้นอาบยาพิษ หากรอให้องครักษ์วิ่งไปตามหมอในเมือง ชายผู้นี้คงสิ้นใจตายไปก่อนแน่นอน
“หากเจ้ารอหมอ เจ้านายของเจ้าคงได้ไปเยือนปรโลกก่อนเป็นแน่ หลีกทางไป ข้าจะช่วยเขาเอง” หานจื่อเยว่ก้าวออกมาจากเงามืด น้ำเสียงของนางราบเรียบแต่แฝงด้วยความทรงอำนาจจนองครักษ์ผู้นั้นชะงัก
“เจ้าเป็นผู้ใด อย่าเข้ามานะ” องครักษ์ชักดาบออกมากั้นทันที
“เก็บดาบของเจ้าซะ หากข้าเป็นศัตรู เจ้านายเจ้าคงตายไปแล้ว ไม่ต้องเสียเวลามาเตือนเช่นนี้หรอก บาดแผลของเขาถูกพิษร้ายแรง ข้าคือหมอ หากเจ้าอยากให้เขารอดก็ถอยไป” หานจื่อเยว่ตวาดกลับด้วยแววตาดุดัน
องครักษ์เห็นแววตาที่เด็ดเดี่ยวและมั่นใจของหญิงสาวชาวบ้านผู้นี้ เขากัดฟันและยอมถอยหลังไปหนึ่งก้าว หานจื่อเยว่ไม่รอช้า นางคุกเข่าลงข้างร่างของชายชุดดำ ฉีกเสื้อผ้าบริเวณบาดแผลออกอย่างรวดเร็ว นางล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ ทว่าแท้จริงแล้วคือการดึงเอาเข็มเงินที่เพิ่งซื้อจากเมืองชิงสุ่ยออกมา
หานจื่อเยว่ใช้มีดสั้นลนไฟจากชุดพกพา กรีดเปิดปากแผลที่ถูกพิษอย่างแม่นยำ เลือดสีดำพุ่งทะลักออกมา นางใช้ผ้าสะอาดกดซับและใช้เข็มเงินแทงสกัดจุดชีพจรสำคัญรอบบาดแผลเพื่อหยุดการไหลเวียนของพิษไม่ให้เข้าสู่หัวใจ จากนั้นนางนำขวดสมุนไพรต้านพิษที่นางปรุงติดตัวไว้จากการหาสมุนไพรบนเขา โรยลงบนบาดแผลโดยตรง
ชายชุดดำสะดุ้งสุดตัวและครางออกมาด้วยความเจ็บปวด ทว่าเลือดสีดำเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงสด บ่งบอกว่าพิษถูกขับออกมาแล้ว หานจื่อเยว่หยิบเข็มและด้ายพิเศษที่นางเตรียมไว้สำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ทำการเย็บปิดบาดแผลด้วยความรวดเร็วและแม่นยำราวกับเทพธิดาเย็บผ้า ท่วงท่าของนางรวดเร็วและเป็นมืออาชีพจนองครักษ์ที่ยืนมองอยู่ถึงกับตกตะลึง
เวลาผ่านไปเพียงหนึ่งเค่อ บาดแผลฉกรรจ์ก็ถูกเย็บปิดและพันด้วยผ้าสะอาดอย่างเรียบร้อย ลมหายใจของชายชุดดำเริ่มกลับมาสม่ำเสมอ แม้ใบหน้าจะยังซีดเซียวแต่ก็พ้นขีดอันตรายแล้ว
“พิษถูกขับออกและข้าทำการห้ามเลือดรวมถึงเย็บแผลให้แล้ว พาเขากลับไปพักผ่อนและอย่าให้บาดแผลโดนน้ำ ดื่มน้ำแกงบำรุงโลหิตติดต่อกันเจ็ดวันก็จะฟื้นตัว” หานจื่อเยว่เอ่ยพลางลุกขึ้นยืนและเช็ดคราบเลือดที่มืออย่างสงบ
ชายชุดดำที่เพิ่งได้สติคืนมาเล็กน้อยพยายามลืมตาขึ้น เขามองเห็นเพียงใบหน้างดงามที่เปื้อนคราบเลือดเล็กน้อยและแววตาที่เยือกเย็นดุจน้ำแข็งของนาง เขาพยายามขยับมือและปลดป้ายหยกสีดำสลักลวดลายพยัคฆ์จากเอว ยื่นส่งให้องครักษ์เพื่อส่งต่อให้นาง
“แม่นาง..บุญคุณช่วยชีวิตครานี้.. ข้าขอจดจำไว้ รับป้ายหยกนี้ไปหากวันหน้ามีเรื่องเดือดร้อนอันใด ให้นำป้ายนี้ไปที่หอการค้าหวั่นจินในเมืองหลวง” ชายชุดดำเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าก่อนจะหมดสติไปอีกครั้ง
หานจื่อเยว่รับป้ายหยกสีดำมาถือไว้ เนื้อหยกเย็นเฉียบและมีน้ำหนัก บ่งบอกถึงฐานะที่ไม่ธรรมดาของผู้ให้ นางเก็บมันลงในอกเสื้อโดยไม่ได้เอ่ยถามสิ่งใดให้มากความ เพราะนางรู้ดีว่าในยุคโบราณ การรู้มากเกินไปย่อมนำภัยมาสู่ตัว ทว่าการมีเส้นสายอำนาจที่มองไม่เห็นเก็บไว้ในมือ ย่อมเป็นไพ่ตายชั้นดีในการปกป้องครอบครัวสกุลหานในอนาคต
“ดูแลเจ้านายเจ้าให้ดี ข้าขอตัว” หานจื่อเยว่เอ่ยสั้นๆ ก่อนจะหันหลังเดินออกจากตรอกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้องครักษ์มองตามแผ่นหลังของหญิงสาวชาวบ้านผู้มีฝีมือการแพทย์ล้ำเลิศด้วยความเลื่อมใส
หานจื่อเยว่เดินออกมาสู่ถนนสายหลัก จัดการซื้อวัสดุก่อสร้างตามความตั้งใจเดิม รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก วันนี้นางไม่เพียงแต่ตอกหน้าศัตรูเก่าอย่างเหอหลิงเฟิงได้อย่างเจ็บแสบ แต่ยังได้ป้ายหยกที่อาจเป็นขุมกำลังสำคัญในวันข้างหน้า เส้นทางสู่ความรุ่งโรจน์ของครอบครัวสกุลหานกำลั่งเริ่มขึ้นแล้ว
