ตอนที่ 6 ซื้อที่ดิน
เช้าวันต่อมา ท้องฟ้ายังไม่ทันสว่างเต็มที่ หานจื่อเยว่ลุกขึ้นมาล้างหน้าบ้วนปากและเดินเข้าครัวไปเตรียมอาหารเช้า วันนี้นางตั้งใจจะทำอาหารมื้อใหญ่เพื่อบำรุงร่างกายให้ทุกคนในครอบครัว ข้าวขาวชั้นดีที่เพิ่งซื้อมาจากเมืองชิงสุ่ยถูกนำมาหุงจนส่งกลิ่นหอมกรุ่นไปทั่วห้องครัว
นางนำเนื้อหมูติดมันเล็กน้อยที่ซื้อติดเกวียนกลับมาด้วยมาสับจนละเอียด หมักด้วยซีอิ๊ว เกลือ และพริกไทย จากนั้นนำไปปั้นเป็นก้อนกลมใส่ลงในหม้อต้มน้ำเดือด ใส่ผักกาดขาวและเห็ดหอมลงไป ปรุงรสอย่างพิถีพิถันจนกลายเป็นน้ำแกงลูกชิ้นหมูรสเลิศ นอกจากน้ำแกงแล้ว นางยังเจียวไข่ใส่ต้นหอมป่าจานใหญ่ และนำไข่เค็มสมุนไพรที่ดองไว้มาผ่าครึ่งจัดเรียงลงจานอย่างสวยงาม
กลิ่นหอมของอาหารลอยไปแตะจมูกคนที่กำลังหลับใหล ไม่นานนัก สมาชิกครอบครัวสกุลหานก็ทยอยเดินออกมาจากห้องนอน หานอี้เฉินน้องเล็กวิ่งนำหน้าเข้ามาในครัวก่อนผู้ใด ดวงตากลมโตจ้องมองอาหารบนโต๊ะพร้อมกับกลืนน้ำลายลงคอ
“พี่หญิงใหญ่ หอมเหลือเกินขอรับ วันนี้พวกเราจะได้กินข้าวขาวกับน้ำแกงเนื้อหมูจริงๆ หรือขอรับ” อี้เฉินถามเสียงใส
“แน่นอนสิ เจ้ารีบไปล้างหน้าล้างมือแล้วมานั่งโต๊ะเถิด วันนี้กินให้อิ่ม พี่หญิงใหญ่มีข้าวให้พวกเจ้ากินจนพุงกางเลยทีเดียว” หานจื่อเยว่ลูบหัวน้องชายด้วยความเอ็นดู
เมื่อหานเยี่ยนโจว หลินซือหลิง หานจื่อเซวียน และหานเหวินเทียนมานั่งล้อมวงกันที่โต๊ะ ทุกคนต่างลงมือกินอาหารเช้าด้วยความเบิกบานใจ ข้าวขาวนุ่มละมุนลิ้นเข้ากันได้ดีกับน้ำแกงรสกลมกล่อมและไข่เค็มสมุนไพรที่ไข่แดงมันเยิ้ม มื้ออาหารนี้เต็มไปด้วยเสียงพูดคุยและรอยยิ้ม
หลังจากกินอาหารเสร็จและช่วยกันเก็บกวาดโต๊ะเรียบร้อยแล้ว หานจื่อเยว่บอกให้น้องชายพาน้องเล็กออกไปเดินย่อยอาหารที่ลานหน้าบ้าน ส่วนนางเดินไปปิดประตูห้องโถงลงอย่างแน่นหนา ท่าทางจริงจังของนางทำให้หานเยี่ยนโจวและหลินซือหลิงต้องมองหน้ากันด้วยความแปลกใจ
หานจื่อเยว่เดินกลับมานั่งที่โต๊ะ นางล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อและหยิบปึกตั๋วเงินของร้านแลกเงินไท่ผิงออกมาวางเรียงกันบนโต๊ะ ตามด้วยถุงผ้าบรรจุก้อนเงินตำลึงอีกจำนวนหนึ่ง
“ท่านพ่อ ท่านแม่ นี่คือเงินที่ขายโสมคนและเหอโส่วอูได้ทั้งหมดเจ้าค่ะ” หานจื่อเยว่เอ่ยเสียงเรียบ
หานเยี่ยนโจวหยิบตั๋วเงินขึ้นมาดูใกล้ๆ เมื่อเห็นตัวเลขบนตั๋วเงินแต่ละใบ มือของเขาก็สั่นเทา “ตั๋วเงินใบละหนึ่งพันตำลึง สิบใบ.. นี่มันหนึ่งหมื่นตำลึงเงิน”
หลินซือหลิงเอามือปิดปาก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง นางเกิดมาจนป่านนี้ยังไม่เคยเห็นเงินจำนวนมากมายมหาศาลถึงเพียงนี้มาก่อน
“เยว่เอ๋อร์ เงินมากถึงเพียงนี้ ครอบครัวเราจะทำเยี่ยงไรดี” หลินซือหลิงถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“เงินทองมีไว้เพื่อสร้างความมั่นคงเจ้าค่ะท่านแม่” หานจื่อเยว่ตอบอย่างหนักแน่น “ข้าคิดเรื่องนี้มาตลอดทาง วันนี้ข้าอยากให้ท่านพ่อพาข้าไปพบหลี่เจิ้ง พวกเราจะไปขอซื้อที่ดินสร้างบ้านหลังใหม่ และซื้อที่นาเพิ่มอีกสักห้าสิบหมู่เจ้าค่ะ”
“ซื้อที่ดินสร้างบ้านใหม่หรือบ้านเดิมของเราก็ยังพออยู่ได้ เหตุใดต้องรีบสร้างใหม่เล่า”
“ท่านพ่อ บ้านเดิมของเราคับแคบและทรุดโทรมเกินไป ซ้ำยังไม่มีกำแพงล้อมรอบที่แน่นหนา ยามนี้เรามีเงินทอง หากผู้ใดล่วงรู้เข้าอาจเกิดอันตรายได้ ข้าต้องการซื้อที่ดินบริเวณตีนเขาชิงซาน สร้างเป็นคฤหาสน์ที่มีกำแพงสูงใหญ่ มีห้องหับเพียงพอให้ทุกคนอยู่สบาย และป้องกันผู้ไม่หวังดีได้ด้วยเจ้าค่ะ” หานจื่อเยว่อธิบายเหตุผล
หานเยี่ยนโจวครุ่นคิดตามและเห็นด้วยกับความคิดของบุตรสาว บัณฑิตชาวนาพยักหน้าช้าๆ “ที่เจ้าพูดมาก็มีเหตุผล ความปลอดภัยของครอบครัวย่อมสำคัญที่สุด ได้ ประเดี๋ยวพ่อจะพาเจ้าไปหาหลี่เจิ้ง”
สองพ่อลูกเดินออกจากบ้านมุ่งหน้าไปยังบ้านของหลี่เจิ้งผู้นำหมู่บ้านชิงซาน ในมือของหานเยี่ยนโจวถือห่อน้ำตาลทรายขาวที่บุตรสาวเพิ่งซื้อมาจากเมืองชิงสุ่ยเพื่อเป็นของฝากตามมารยาท เมื่อไปถึง บ้านของหลี่เจิ้งเปิดประตูรับแขกอยู่พอดี
หลี่เจิ้งเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างท้วม ใบหน้าอิ่มเอิบ เมื่อเห็นหานเยี่ยนโจวเดินเข้ามา เขาก็ลุกขึ้นต้อนรับด้วยความคุ้นเคย “หานซิ่วไฉ ลมอันใดหอบท่านมาถึงบ้านข้าแต่เช้าตรู่ เชิญนั่งก่อน”
“หลี่เจิ้ง ข้าน้อยมารบกวนท่านแล้ว วันนี้ข้ามีเรื่องอยากหารือกับท่านสักหน่อย” หานเยี่ยนโจวส่งห่อน้ำตาลให้ภรรยาของหลี่เจิ้ง ก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้ไม้
“ท่านมีธุระอันใดก็ว่ามาเถิด หากข้าช่วยได้ย่อมไม่ขัดข้อง” หลี่เจิ้งตอบอย่างมีน้ำใจ
หานจื่อเยว่ที่นั่งอยู่ด้านข้างจึงเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้น “เรียนท่านลุงหลี่เจิ้ง วันนี้ข้าและท่านพ่อตั้งใจมาสอบถามเรื่องที่ดินในหมู่บ้านชิงซานเจ้าค่ะ พวกเราอยากขอซื้อที่ดินบริเวณตีนเขาชิงซานเพื่อสร้างบ้านหลังใหม่ และต้องการซื้อที่นาชั้นดีเพิ่มอีกห้าสิบหมู่ ไม่ทราบว่าในหมู่บ้านพอจะมีที่ดินขายบ้างหรือไม่เจ้าคะ”
หลี่เจิ้งได้ยินคำกล่าวของหญิงสาวก็ชะงักไปครู่หนึ่ง มองหานจื่อเยว่สลับกับหานเยี่ยนโจวแล้วพูดว่า “ซื้อที่ดินตีนเขาและที่นาอีกห้าสิบหมู่ หานซิ่วไฉ ท่านล้อข้าเล่นกระมัง ที่นาชั้นดีในหมู่บ้านราคาชั่งละสิบตำลึงเงิน ห้าสิบหมู่ก็เป็นเงินถึงห้าร้อยตำลึง ส่วนที่ดินตีนเขาแม้จะเป็นที่รกร้างราคาหมู่ละสองตำลึงเงิน แต่หากจะสร้างบ้านหลังใหญ่ย่อมต้องใช้พื้นที่ไม่ต่ำกว่าสิบหมู่ รวมแล้วต้องใช้เงินกว่าห้าร้อยยี่สิบตำลึงเงินทีเดียว”
หานเยี่ยนโจวยิ้มบางๆ “หลี่เจิ้ง ข้าไม่ได้ล้อเล่น โชคดีที่เยว่เอ๋อร์บังเอิญเก็บสมุนไพรล้ำค่าบนภูเขาไปขายให้ร้านยาในเมืองชิงสุ่ยได้ราคาดี ครอบครัวเราจึงพอมีเงินทุนก้อนหนึ่ง ท่านพอจะช่วยจัดการเรื่องนี้ให้พวกเราได้หรือไม่”
หลี่เจิ้งกลืนน้ำลายลงคอด้วยความตื่นตะลึง เขาไม่คาดคิดเลยว่าครอบครัวบัณฑิตชาวนาที่เพิ่งถูกถอนหมั้นและตกเป็นขี้ปากชาวบ้าน จะสามารถพลิกฟื้นฐานะได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ เขาพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว
“ได้ ได้สิ ที่ดินรกร้างตีนเขาชิงซานทางทิศตะวันออกมีพื้นที่ว่างราวสิบห้าหมู่พอดี หากพวกท่านต้องการ ข้าสามารถทำเรื่องเบิกโฉนดให้ได้ ส่วนที่นาชั้นดีห้าสิบหมู่ มีครอบครัวเศรษฐีในตัวอำเภอหลิงซีกำลังต้องการขายทิ้งเพื่อย้ายถิ่นฐาน แปลงนานั้นอยู่ติดกับลำธารพอดี น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ยิ่งนัก หากท่านตกลง ข้าจะนำเรื่องไปแจ้งทางการให้”
“เช่นนั้นรบกวนท่านลุงหลี่เจิ้งจัดการเรื่องที่ดินตีนเขาสิบห้าหมู่ และที่นาชั้นดีอีกห้าสิบหมู่ให้ครอบครัวข้าด้วยเจ้าค่ะ ส่วนนี่คือเงินมัดจำ” หานจื่อเยว่หยิบก้อนเงินตำลึงจำนวนร้อยตำลึงวางลงบนโต๊ะอย่างไม่สะทกสะท้าน
หลี่เจิ้งมองเงินบนโต๊ะเขารีบรับคำและยืนยันว่าจะจัดการเรื่องโฉนดที่ดินให้เสร็จสิ้นภายในสามวัน สองพ่อลูกกล่าวขอบคุณและขอตัวลากลับ ระหว่างทางเดินกลับบ้าน หานเยี่ยนโจวมองบุตรสาวด้วยความภาคภูมิใจแล้วพูดว่า
“เยว่เอ๋อร์ เรื่องที่ดินเรียบร้อยแล้ว ต่อไปก็เรื่องการศึกษาของจื่อเซวียนและเหวินเทียน พ่อตั้งใจว่าจะพาน้องชายของเจ้าทั้งสองคนไปฝากฝังที่สถานศึกษาในอำเภอหลิงซี ท่านอาจารย์ใหญ่ที่นั่นเคยเป็นสหายร่วมสอบของพ่อ หากไปขอร้อง เขาย่อมรับเด็กทั้งสองเข้าทดสอบแน่นอน”
“ดีเลยเจ้าค่ะท่านพ่อ ให้น้องรองและน้องสามเข้าเรียนที่สถานศึกษาในอำเภอ จะได้เปิดหูเปิดตาและมีสังคมที่กว้างขวางขึ้น ส่วนค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายทั้งหมดข้าจะเป็นคนจัดการเอง ท่านพ่อบอกพวกเขาให้ตั้งใจเรียนก็พอเจ้าค่ะ ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทอง” หานจื่อเยว่เอ่ยสนับสนุน
ในขณะที่ครอบครัวสกุลหานกำลังวางแผนอนาคตอย่างราบรื่น ข่าวลือเรื่องหานจื่อเยว่นั่งเกวียนลาคันใหม่กลับมาจากเมืองชิงสุ่ย พร้อมเสบียงอาหารและข้าวของเต็มคันรถ ก็ได้แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านชิงซานราวกับไฟลามทุ่ง
ณ ลานซักผ้าชั่วคราวริมลำธาร สตรีหลายคนกำลังจับกลุ่มซักผ้าและพูดคุยกันอย่างออกรส ป้าจางสตรีขี้นินทาและสอดรู้สอดเห็นของหมู่บ้าน กำลังเล่าเรื่องที่ตนเห็นมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“พวกเจ้าเห็นหรือไม่ เมื่อเย็นวานแม่หนูจื่อเยว่นั่งเกวียนลาคันใหม่เอี่ยมกลับมา ในเกวียนมีทั้งกระสอบข้าวสารขาว แป้งขาว และพับผ้าแพรไหมเนื้อดีตั้งหลายพับ ข้าละสายตาแทบไม่กะพริบ สกุลหานไปร่ำรวยมาจากที่ใดกัน”
หลี่เยี่ยนหราน มารดาของเหอหลิงเฟิงที่กำลังซักเสื้อผ้าอยู่ใกล้ๆ ได้ยินเข้าก็ชะงักมือ นางหันไปสบตากับเหอซินอี๋บุตรสาวที่มาช่วยซักผ้าอยู่ข้างกาย ใบหน้าของทั้งสองแม่ลูกเต็มไปด้วยความริษยาและไม่พอใจ เหอซินอี๋เบะปากและแค่นเสียงหยัน
“ร่ำรวยอันใดกันป้าจาง พวกท่านก็รู้ว่าหานเยี่ยนโจวเป็นแค่ซิ่วไฉยากจน สอนหนังสือได้เงินเพียงไม่กี่อีแปะ ข้าว่าพวกเขากำลังทุบหม้อข้าวตัวเองมากกว่า”
“เจ้าหมายความว่าเยี่ยงไรซินอี๋” ป้าจางหูผึ่งรีบขยับเข้าไปใกล้
“ก็หมายความว่า สกุลหานคงรู้สึกอับอายที่ถูกพี่ชายข้าถอนหมั้นอย่างไรเล่า เลยนำเงินเก็บก้อนสุดท้ายในชีวิตออกมาผลาญซื้อของหรูหราสร้างภาพ เพื่อให้ชาวบ้านคิดว่าพวกเขาอยู่สุขสบายดี แต่แท้จริงแล้วคงจะกัดก้อนเกลือกินอยู่กระมัง นำเงินไปละลายแม่น้ำเช่นนี้ พอถึงฤดูหนาวก็คงได้หนาวตายกันหมดบ้าน”
เหอซินอี๋กล่าววาจาดูถูกด้วยความสะใจ หลี่เยี่ยนหรานพยักหน้าเห็นด้วย นางเชิดคางขึ้นและรีบพูดเสริมเพื่อสนับสนุนความคิดและคำพูดของลูกสาวทันที
“บุตรสาวข้าพูดถูก หญิงที่ถูกถอนหมั้นอย่างไร้เยื่อใยย่อมเสียสติเป็นธรรมดา คงอยากจะอวดอ้างให้พวกเราอิจฉา แต่หารู้ไม่ว่าการกระทำเช่นนั้นช่างโง่เขลานัก หลิวหรูเยี่ยนลูกสะใภ้ของข้าที่เป็นบุตรสาวรองเจ้ากรม ยังไม่เคยใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายปานนั้นเลย สกุลหานก็แค่พวกแสร้งทำเป็นมีเงินเพื่อรักษาหน้าเท่านั้นแหละ”
ชาวบ้านหลายคนที่ได้ยินต่างก็พยักหน้าคล้อยตาม คำพูดของสองแม่ลูกสกุลเหอฟังดูมีเหตุผล พวกเขาต่างเชื่อว่าครอบครัวชาวนายากจนอย่างสกุลหานไม่มีทางหาเงินมาซื้อเกวียนลาและข้าวของมากมายได้ในชั่วข้ามคืน หากไม่ใช่เพราะนำเงินเก็บทั้งชีวิตมาผลาญทิ้งเพื่อกลบเกลื่อนความอัปยศ
คำนินทาว่าร้ายและข้อสันนิษฐานอันโง่เขลาของสองแม่ลูกแพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้าน พวกนางคิดเข้าข้างตัวเองด้วยความริษยาและดูแคลน โดยไม่รู้เลยว่าหายนะและความตกต่ำกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ครอบครัวสกุลเหอ ในขณะที่สกุลหานกำลังก้าวขึ้นสู่ความมั่งคั่งอย่างแท้จริงเกินกว่าที่พวกนางจะจินตนาการได้ถึง
