ตอนที่ 5 เงินก้อนใหญ่
หานจื่อเยว่ปิดประตูห้องโถงลงอย่างแน่นหนา หลังจากมั่นใจว่าไม่มีสายตาของผู้ใดสอดแนมอยู่ด้านนอก นางจึงหันกลับมาหาบิดามารดาและน้องชายทั้งสามที่กำลังยืนมองนางด้วยความสงสัย หลินซือหลิงเห็นท่าทางระแวดระวังของบุตรสาวก็อดขมวดคิ้วไม่ได้
“เยว่เอ๋อร์ มีเรื่องอันใดต้องปิดประตูหน้าต่างมิดชิดถึงเพียงนี้”
หานจื่อเยว่ไม่ตอบคำถามในทันที นางเดินไปหยิบตะกร้าไม้ไผ่ที่วางอยู่มุมห้องมาวางลงบนโต๊ะกลางห้องโถง ก่อนจะหยิบเอาเหอโส่วอูหัวใหญ่ออกมาวางเรียงกันให้ทุกคนได้เห็น
หานเยี่ยนโจวเป็นซิ่วไฉ แม้จะเป็นเพียงบัณฑิตชาวนา แต่เขาย่อมมีความรู้กว้างขวาง เมื่อเห็นสมุนไพรบนโต๊ะ เขาก็เบิกตากว้างทันที
“นี่มัน เหอโส่วอูอายุห้าสิบปี เจ้าไปขุดมาจากที่ใดกัน หัวใหญ่และสมบูรณ์ถึงเพียงนี้ ของสิ่งนี้มีค่ามากนัก สามารถนำไปขายที่ร้านขายยาได้ราคาสูงทีเดียว”
“เหอโส่วอูเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเจ้าค่ะท่านพ่อ ท่านดูสิ่งนี้ก่อน”
หานจื่อเยว่ยิ้มบาง ๆ นางล้วงมือเข้าไปในตะกร้า หยิบห่อผ้าแพรที่นางเตรียมไว้เป็นพิเศษออกมาอย่างระมัดระวัง เมื่อค่อยๆ เปิดห่อผ้าออก เผยให้เห็นรากไม้ที่มีรูปร่างคล้ายคน สมบูรณ์แบบไร้รอยขีดข่วน มีรากฝอยแตกแขนงชัดเจน จำนวนถึงห้าต้น
“สะ.. โสมคน” หานเยี่ยนโจวผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความตกตะลึง มือของเขาสั่นเทาขณะยื่นออกไปสัมผัสรากโสมอย่างแผ่วเบา
“ลักษณะเช่นนี้.. รากและลำต้นอวบอิ่ม รอยเส้นรอบวงชัดเจน นี่คือโสมคนป่าที่มีอายุไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยปี ซ้ำยังมีถึงห้าต้น สวรรค์ เยว่เอ๋อร์ เจ้าไปได้ของล้ำค่าเช่นนี้มาได้อย่างไร”
หลินซือหลิงเอามือทาบอก นางแทบจะหยุดหายใจ โสมคนอายุร้อยปีเพียงหนึ่งต้นก็มีค่าควรเมืองแล้ว แต่นี่บุตรสาวของนางกลับขุดมาได้ถึงห้าต้น
“พี่หญิงใหญ่ สิ่งนี้ขายได้เงินมากมายเลยใช่หรือไม่ขอรับ”
หานจื่อเซวียนถามด้วยดวงตาเป็นประกาย แม้เขาจะไม่รู้มูลค่าที่แท้จริง แต่เมื่อเห็นท่าทางของบิดาก็รู้ได้ทันทีว่าของสิ่งนี้ไม่ธรรมดา
“แน่นอน ของสิ่งนี้จะทำให้ครอบครัวเรามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ท่านพ่อ ท่านแม่ พรุ่งนี้เช้าข้าจะเดินทางไปเมืองชิงสุ่ยเพื่อนำโสมคนและเหอโส่วอูเหล่านี้ไปขาย เมืองชิงสุ่ยเป็นเมืองใหญ่ ร้านย่อมมีกำลังทรัพย์มากพอที่จะรับซื้อโสมร้อยปี หากข้าขายในอำเภอหลิงซี ข้าเกรงว่าจะเป็นจุดสนใจมากเกินไปและอาจถูกกดราคาได้เจ้าค่ะ”
“เมืองชิงสุ่ยอยู่ไกลนัก การเดินทางต้องผ่านตำบลเริ่นอันและอำเภอหลิงซี เจ้าไปคนเดียวพ่อไม่วางใจเลย” หานเยี่ยนโจวเอ่ยด้วยความเป็นห่วง
“ท่านพ่อไม่ต้องกังวล ข้าดูแลตัวเองได้เจ้าค่ะ ข้าจะพกมีดสั้นและธนูไปด้วย ยามนี้ร่างกายข้าแข็งแรงขึ้นมาก หากมีผู้ใดกล้าคิดร้าย ข้าจะจัดการไม่ให้เหลือรอดกลับไปแน่นอน”
หานจื่อเยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด แววตาของนางแฝงไปด้วยความอำมหิตเล็กน้อยจนหานเยี่ยนโจวสัมผัสได้ เขาถอนหายใจและพยักหน้าตกลง
“เช่นนั้นก็ระวังตัวให้มาก โสมเหล่านี้มีค่ามาก ระหว่างทางอย่าได้แพร่งพรายให้ผู้ใดรู้เป็นอันขาด”
“ข้าเข้าใจเจ้าค่ะท่านพ่อ”
เช้าวันต่อมา ท้องฟ้าเพิ่งจะทอแสงสีทอง หานจื่อเยว่แต่งกายด้วยชุดผ้าฝ้ายสีเข้มรัดกุม สะพายตะกร้าไม้ไผ่ที่บรรจุสมุนไพรล้ำค่าเอาไว้ด้านหลัง นางบอกลาครอบครัวและเดินมุ่งหน้าไปยังจุดจอดเกวียนลาของหมู่บ้านชิงซาน
นางจ่ายเงินสองอีแปะเพื่อนั่งเกวียนลาจากหมู่บ้านไปจนถึงตำบลเริ่นอัน การนั่งเกวียนลานั้นค่อนข้างสั่นคลอนและเชื่องช้า ใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วยามจึงมาถึงตำบลเริ่นอัน เมื่อถึงตัวตำบล หานจื่อเยว่ไม่รอช้า นางเดินตรงไปยังจุดรับจ้างรถม้า ยอมจ่ายเงินถึงหนึ่งร้อยอีแปะเพื่อเช่ารถม้าสภาพดีให้เดินทางผ่านอำเภอหลิงซีและมุ่งหน้าตรงสู่เมืองชิงสุ่ยโดยไม่ต้องแวะพัก
การเดินทางด้วยรถม้าใช้เวลาเกือบสองชั่วยาม ในที่สุดกำแพงเมืองชิงสุ่ยที่สูงตระหง่านก็ปรากฏแก่สายตา เมืองชิงสุ่ยเป็นเมืองศูนย์กลางการค้าทางตะวันออกของแคว้นต้าฉี บรรยากาศภายในเมืองคึกคักไปด้วยผู้คน พ่อค้าวาณิชจากต่างถิ่นเดินขวักไขว่ ร้านรวงสองข้างทางใหญ่โตหรูหรากว่าในอำเภอหลิงซีหลายเท่านัก
หานจื่อเยว่ลงจากรถม้า นางเดินสำรวจไปตามถนนสายหลักเพื่อมองหาร้านขายยาที่ใหญ่และดูน่าเชื่อถือที่สุด จนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าร้านที่ป้ายไม้แกะสลักอักษรสีทองคำว่า 'หอโอสถเป่าจือถัง' ร้านแห่งนี้มีขนาดใหญ่โตสามคูหา กลิ่นสมุนไพรหอมกรุ่นโชยออกมาถึงด้านนอก ลูกค้าเดินเข้าออกไม่ขาดสาย บ่งบอกถึงกิจการที่รุ่งเรือง
นางก้าวเท้าเข้าไปด้านใน เด็กรับใช้ในร้านเห็นนางแต่งกายด้วยชุดผ้าฝ้ายธรรมดา แม้จะไม่หรูหราแต่ท่าทางของนางกลับดูสง่าผ่าเผยและไม่เกรงกลัวผู้ใด จึงรีบเดินเข้ามาต้อนรับ
“แม่นาง ท่านมาจับยาหรือต้องการให้ท่านหมอตรวจอาการขอรับ”
“ข้ามีสมุนไพรค่ามาขาย รบกวนเจ้าไปเชิญเถ้าแก่ร้านมาพบข้าที บอกเขาว่าข้ามีโสมคนร้อยปีมาขาย” หานจื่อเยว่เอ่ยเสียงเรียบ
เด็กรับใช้เมื่อได้ยินคำว่าโสมร้อยปี เขารีบก้มศีรษะและวิ่งเข้าไปด้านในร้านอย่างรวดเร็ว ไม่นานนัก ชายชราท่าทางภูมิฐาน ไว้หนวดเครายาวสีขาว ก็เดินออกมาพร้อมกับเด็กรับใช้ ชายชราผู้นี้คือหลงจู๊ผู้ดูแลหอโอสถเป่าจือถัง
“แม่นางน้อย เจ้าบอกว่ามีโสมร้อยปีมาขายเช่นนั้นหรือ เชิญด้านในห้องรับรองก่อนเถิด” หลงจู๊ผายมือเชิญด้วยความสุภาพ
เมื่อเข้ามาในห้องรับรองที่มิดชิด หานจื่อเยว่ปลดตะกร้าลง นางหยิบเหอโส่วอูอายุห้าสิบปีออกมาวางบนโต๊ะก่อน
“นี่คือเหอโส่วอูอายุห้าสิบปีจำนวนหนึ่ง ท่านลองประเมินราคาดูเถิด”
หลงจู๊หยิบเหอโส่วอูขึ้นมาพิจารณาแล้วพยักหน้าพูดว่า “คุณภาพดีเยี่ยม ขุดได้สมบูรณ์มาก เหอโส่วอูเหล่านี้ข้าให้ชั่งละสิบตำลึงเงิน”
หานจื่อเยว่พยักหน้าพอใจ จากนั้นนางจึงหยิบห่อผ้าแพรออกมา ค่อยๆ เปิดออกให้เห็นโสมคนทั้งห้าต้นที่นอนนิ่งอยู่ด้านใน ทันทีที่หลงจู๊เห็นโสมคน เขาก็ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ อ้าปากกว้างแต่ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากปากอยู่นานสองนาน
“สวรรค์ โสมคนอายุเกินร้อยปี ซ้ำยังมีถึงห้าต้น ลำต้นอวบอิ่ม รากฝอยอยู่ครบถ้วนสมบูรณ์ราวกับภาพวาด แม่นาง เจ้าไปขุดสมบัติล้ำค่าเช่นนี้มาจากที่ใดกัน” หลงจู๊มือสั่นขณะหยิบแว่นขยายมาส่องดูรายละเอียดของโสมทีละต้น
“เรื่องที่มาข้าคงบอกท่านไม่ได้ ท่านเพียงบอกราคามาก็พอ หากราคายุติธรรม ข้าก็ยินดีขายให้หอโอสถเป่าจือถังทั้งหมด” หานจื่อเยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ
หลงจู๊สูดหายใจลึก พยายามระงับความตื่นเต้น “โสมคนอายุเกินหนึ่งร้อยปีนั้นหายากยิ่งนัก ในเมืองหลวงบรรดาขุนนางชั้นผู้ใหญ่ต่างก็ต้องการเพื่อนำไปถวายฮ่องเต้หรือใช้ต่อชีวิต ข้าจะไม่เอาเปรียบเจ้า โสมห้าต้นนี้ ข้าให้ต้นละสองพันตำลึงเงิน รวมเป็นหนึ่งหมื่นตำลึงเงิน ส่วนเหอโส่วอูสิบชั่ง ข้าให้หนึ่งร้อยตำลึงเงิน ทั้งหมดรวมเป็นหนึ่งหมื่นหนึ่งร้อยตำลึงเงิน แม่นางพอใจหรือไม่”
หนึ่งหมื่นหนึ่งร้อยตำลึงเงิน จำนวนเงินนี้สามารถซื้อที่ดินได้หลายร้อยหมู่ สร้างคฤหาสน์หลังใหญ่ และใช้ชีวิตสุขสบายไปได้ชั่วลูกชั่วหลาน หานจื่อเยว่พยักหน้าตอบรับทันที
“ข้าตกลง รบกวนหลงจู๊แลกเป็นตั๋วเงินใบละหนึ่งพันตำลึงสิบใบ ที่เหลือขอเป็นก้อนเงินตำลึงเพื่อความสะดวกในการใช้จ่ายเจ้าค่ะ”
“ได้เลย ข้าจะรีบจัดการให้เดี๋ยวนี้” หลงจู๊รีบสั่งให้เด็กรับใช้ไปเบิกเงินจากคลัง ไม่นานนัก ตั๋วเงินของร้านแลกเงินไท่ผิงและก้อนเงินตำลึงก็ถูกวางลงบนโต๊ะ หานจื่อเยว่เก็บตั๋วเงินใส่ในอกเสื้ออย่างมิดชิด ส่วนเงินก้อนนางนำใส่ในถุงผ้าเล็กๆ
เมื่อเดินออกจากหอโอสถเป่าจือถัง หานจื่อเยว่รู้สึกราวกับได้ยกภูเขาออกจากอก ยามนี้นางมีเงินทุนก้อนใหญ่แล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือการซื้อข้าวของเครื่องใข้ให้ครอบครัว นางเดินตรงไปยังตลาดค้าสัตว์ทางทิศใต้ของเมือง
นางเลือกซื้อลากำยำหนึ่งตัวพร้อมกับเกวียนไม้เนื้อแข็งสภาพดีในราคาสามสิบตำลึงเงิน การมีเกวียนลาเป็นของตัวเองจะช่วยให้การเดินทางในอนาคตสะดวกสบายยิ่งขึ้น ไม่ต้องคอยเช่ารถม้าให้สิ้นเปลือง
เมื่อได้เกวียนลาแล้ว นางก็บังคับเกวียนไปที่ร้านขายธัญพืช นางสั่งข้าวสารขาวคุณภาพดีที่สุดสองกระสอบ แป้งสาลีขาวละเอียดอีกสองกระสอบ จากนั้นไปที่ร้านขายเครื่องปรุง ซื้อเกลือ น้ำตาล ซีอิ๊ว น้ำส้มสายชู รวมไปถึงเครื่องเทศต่างๆ อย่างฮวาเจียว อบเชย โป๊ยกั๊ก และพริกแห้งจำนวนมาก เพราะการทำอาหารให้อร่อยจำเป็นต้องใช้เครื่องปรุงเหล่านี้
ถัดมา นางบังคับเกวียนไปจอดหน้าร้านขายผ้า หานจื่อเยว่เลือกซื้อผ้าฝ้ายเนื้อนุ่มสีสดใสสำหรับมารดาและน้องชาย ผ้าสีเข้มเนื้อหนาสำหรับบิดา และยังซื้อผ้าแพรไหมเนื้อดีอีกหลายพับเพื่อนำไปตัดชุดใหม่ต้อนรับฤดูหนาวที่กำลังจะมาเยือน ซื้อฝ้ายสำหรับยัดไส้ผ้าห่มอีกหลายสิบชั่ง จนด้านหลังเกวียนลาเต็มไปด้วยข้าวของมากมาย
เมื่อจัดการซื้อของทุกอย่างเสร็จสิ้น ท้องฟ้าก็เริ่มมืดลงแล้ว หานจื่อเยว่รู้ดีว่าการเดินทางจากเมืองชิงสุ่ยกลับไปยังหมู่บ้านชิงซานในยามวิกาลนั้นอันตรายเกินไป นางจึงตัดสินใจเช่าห้องพักในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งในเมืองชิงสุ่ยเพื่อนอนพักค้างคืน
นางสั่งน้ำอุ่นมาอาบชำระร่างกาย และสั่งอาหารรสเลิศของโรงเตี๊ยมมากินอย่างเต็มอิ่ม คืนนี้นางนอนหลับอย่างสบายใจเป็นครั้งแรกตั้งแต่ข้ามภพมา เพราะตอนนี้ปัญหาเรื่องปากท้องและความยากจนได้ถูกแก้ไขไปเปลาะหนึ่งแล้ว
เช้าวันต่อมา หานจื่อเยว่ตื่นแต่เช้าตรู่ นางกินอาหารเช้าเสร็จก็จ่ายค่าที่พัก แล้วบังคับเกวียนลาออกจากเมืองชิงสุ่ย มุ่งหน้ากลับบ้านเกิด
การบังคับเกวียนลาด้วยตัวเองนั้นต้องใช้ความระมัดระวัง แม้เกวียนจะวิ่งได้ช้ากว่ารถม้า แต่ด้วยข้าวของที่บรรทุกมาเต็มคันรถ นางจึงไม่รีบร้อน นางเดินทางผ่านอำเภอหลิงซี ผ่านตำบลเริ่นอัน จนกระทั่งดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงใกล้จะลับขอบฟ้า ในที่สุดนางก็มองเห็นป้ายทางเข้าหมู่บ้านชิงซาน
เมื่อเกวียนลาวิ่งเข้ามาในหมู่บ้าน ชาวบ้านหลายคนที่กำลังเดินกลับจากไร่นาต่างหันมามองด้วยความสนใจ เกวียนลาคันใหม่เอี่ยม บรรทุกกระสอบข้าวและพับผ้ามากมาย
ผู้ที่บังคับเกวียนคือบุตรสาวคนโตของบ้านหานซิ่วไฉที่เพิ่งถูกถอนหมั้นไปหมาดๆ หานจื่อเยว่ไม่ได้สนใจสายตาของชาวบ้าน นางบังคับเกวียนตรงไปจนถึงหน้าบ้านสกุลหาน
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้ากลับมาแล้วเจ้าค่ะ” หานจื่อเยว่ร้องตะโกนเรียก
ประตูบ้านถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว หานจื่อเซวียน หานเหวินเทียน และหานอี้เฉินวิ่งนำหน้าออกมาก่อน ตามด้วยหานเยี่ยนโจวและหลินซือหลิงที่มีสีหน้าโล่งอกและดีใจ
“พี่หญิงใหญ่ ท่านกลับมาแล้ว” หานอี้เฉินวิ่งเข้ามากอดขาพี่สาว
“เยว่เอ๋อร์ เจ้ากลับมาอย่างปลอดภัยก็ดีแล้ว พ่อกับแม่เป็นห่วงเจ้าแทบแย่ เพราะเมื่อคืนเจ้าไม่กลับมา” หลินซือหลิงเอ่ยพลางน้ำตาซึม
“เมืองชิงสุ่ยอยู่ไกลเจ้าค่ะท่านแม่ เมื่อวานข้าจัดการธุระเสร็จก็มืดค่ำแล้ว จึงต้องค้างคืนที่โรงเตี๊ยม ข้าปลอดภัยดี ไม่มีผู้ใดรังแกข้าได้หรอกเจ้าค่ะ” หานจื่อเยว่ตอบด้วยรอยยิ้ม
หานเยี่ยนโจวมองไปที่เกวียนลาและข้าวของที่อยู่ด้านหลัง เขาสูดหายใจลึก “นี่เจ้า.. ซื้อของมามากมายถึงเพียงนี้เลยหรือ”
“แน่นอนเจ้าค่ะท่านพ่อ ข้าขายสมุนไพรได้ราคาดีมาก ข้าจึงซื้อเกวียนลาคันนี้มาใช้ในบ้าน และซื้อข้าวสาร แป้งขาว เครื่องปรุงมามากมาย ท่านแม่จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารการกินอีก ข้ายังซื้อผ้ามาให้ท่านแม่ตัดชุดใหม่ให้ทุกคนด้วยนะเจ้าคะ”
หานจื่อเซวียนและหานเหวินเทียนช่วยกันขนกระสอบข้าวและสิ่งของต่างๆ เข้าไปในบ้าน ทุกคนในครอบครัวต่างมีรอยยิ้มเบิกบาน หานเยี่ยนโจวมองแผ่นหลังของบุตรสาวที่กำลังสั่งการให้น้องชายช่วยกันจัดของอย่างทะมัดทะแมง
บิดาผู้นี้ยิ้มออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ การถูกถอนหมั้นจากศิษย์เนรคุณกลับกลายเป็นเรื่องดีที่สุดที่เกิดขึ้นกับครอบครัวหาน เพราะมันได้เปลี่ยนให้บุตรสาวของเขาแข็งแกร่งขึ้น
