บท
ตั้งค่า

บทที่ 5 เด็กหนุ่มผู้ออกจากหุบเขา

ดอกไม้บานสะพรั่งกำจายกลิ่นหอม ทว่ากลับแฝงไปด้วยความอันตราย คล้ายได้ดื่มโลหิตเป็นสิ่งหล่อเลี้ยง ท่ามกลางแสงแดดอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิ หนุ่มน้อยร่างสูงสมส่วน ใบหน้าคมสันดุดันราวราชสีห์ ริมฝีปากยิ้มแต่ไม่คล้ายยิ้ม ฝ่ามือจับกระบี่มั่นตวัดปลายแหลมคมรวบรัดฉับไว ต้นไผ่ที่สูงชะลูด พลางเอนไหวไปมาตามแรงลู่ลม ขาดสะบั้นออกเป็นท่อน ๆ ความครั้นคร้ามนี้ราวต้องการระเบิดอารมณ์ที่อัดอั้นภายในอก

"หลิวหยาง ผ่อนคลายลงเสียบ้าง เจ้าเอาแต่ฝึกเพลงกระบี่ทั้งวี่วัน ประเดี๋ยวร่างกายก็เสื่อมโทรมก่อนวัยเสียหรอก" เจ้าของร่างกำยำ ใบหน้ามีรอยบาก ทว่ายังดูภูมิฐานสง่างามสมชายชาตรี ท่อนขาสูงยาวเดินย่างกรายเข้าใกล้บริเวณลานกว้างซึ่งโอบล้อมด้วยต้นไผ่นับร้อย ใจกลางพื้นที่ยังมีหนุ่มน้อยใบหน้าคมคายกำลังฝึกปรือฝีมืออย่างจริงจัง

"ข้าอยู่บนหุบเขามาหลายปีช่างน่าเบื่อยิ่งนัก อีกนานหรือไม่ข้าจึงสามารถลงจากเขาเพื่อออกไปเที่ยวเล่นได้เช่นคนอื่น ๆ " หวังหลิวหยางกล่าวด้วยท่าทีน้อยเนื้อต่ำใจ ตลอดสิบแปดปีที่ผ่านมาเขาไม่เคยย่างกรายออกจากหุบเขาแม้เพียงครึ่งก้าว

ตั้งแต่หวังหลิวหยางจำความได้ตนก็ถูกเลี้ยงดูท่ามกลางป่าลึกลับแห่งนี้ แม้ทัศนียภาพล้วนงดงามราวภาพวาดลายวิจิตร แต่เขากลับรู้สึกคล้ายดั่งขาดบางสิ่งในชีวิตไปคิดเพียงไรก็คิดไม่ตก แม้หวังหลิวหยางเติบโตเพียงลำพังทว่าเรื่องการศึกษาเขาหาได้น้อยหน้าผู้ใด ทั้งตำราพิชัยสงครามที่ผู้เป็นน้าเฝ้าพร่ำสอนเคี้ยวกรำตนตั้งแต่วัยเยาว์ หวังหลิวหยางล้วนท่องจำได้ขึ้นใจทุกตัวอักษร อีกทั้งเพลงกระบี่นับร้อยกระบวนท่าเขาก็เรียนรู้ได้แล้วทั้งหมด หากจะกล่าวว่าเขาเติบโตมาอย่างโดดเดี่ยวแต่ทว่าผู้ใดจะรู้ ผู้เป็นน้าล้วนเลี้ยงดูปูเสื่อตนมาอย่างดี เรือนไม้ไผ่ที่ดูราวกับซอมซ่อแทบผุพัง ใต้ดินล้วนกลบฝังไปด้วยบรรดาเพชรนิลจินดา ของเหล่านี้จะถูกนำออกมาใช้เมื่อยามจำเป็นเท่านั้น

พวกเขาทำตัวราวกับมังกรซุ่มอยู่ในเหว ซึ่งหวังหลิวหยางก็ไม่รู้เช่นเดียวกัน ในเมื่อเงินทองล้วนมีมากราวมหาสมุทร แต่เหตุใดจึงต้องอาศัยอยู่แบบหลบซ่อนราวกับว่าไร้ซึ่งตัวตน

"วันนี้เจ้าอยากไปเดินตลาดซีหงฮวาหรือไม่"

"อยากสิขอรับ" ใบหน้าหล่อเหลาเผยรอยยิ้มดีอกดีใจ

"แต่หากเจ้าไปแล้วก็อย่าได้ทำตัวโดดเด่นเล่า"

"ข้าจะไปทำตัวโดดเด่นได้อย่างไรกันท่านน้า แต่ว่าข้าออกไปข้างนอกทั้งที ท่านจะให้ข้าแต่งกายซอมซ่อเยี่ยงนี้หรือ"

"หึ! เจ้าเด็กแสบ เช่นนั้นก็ไปอาบน้ำอาบท่าเสีย ข้าจะเตรียมอาภรณ์ไว้ให้เจ้า"

"ขอรับ" ริมฝีปากได้รูปคลี่ยิ้มด้วยความดีอกดีใจ

พลันกระโดดรวดเดียวจนแทบถึงด้านในที่พัก จะว่าไปอายุอานามของหวังหลิวหยางตอนนี้ก็เข้าปีที่สิบแปดแล้ว นับว่าเติบโตเป็นหนุ่มมากความสามารถ อีกทั้งยังมีรูปโฉมหล่อเหลาเป็นที่สะกดสายตาได้เลยทีเดียว ทว่าเขากลับยังไม่เคยออกไปพบโลกภายนอกเลยสักครา วันนี้ควรเป็นวันที่เขาได้ออกไปเปิดหูเปิดตาอย่างที่ใจเฝ้าพร่ำหาเสียที

กำแพงสูงสีขาวราวหิมะเรืองรองจับตาภายใต้แสงสีทองของดวงตะวัน เด็กหนุ่มใบหน้าคมคายแหงนมองความงดงามเบื้องหน้าด้วยอาการตื่นตาตื่นใจ นี่หรือที่เขาเรียกว่าเมืองหลวง มองดูแล้วช่างใหญ่โตโอ่อ่าจนน่าอัศจรรย์ ผู้คนล้วนสัญจรไปมาคลาคล้ำ บ้างอาศัยรถม้าในการเดินทางเพื่อเข้าตัวเมือง บ้างเดินเท้า บ้างขี่ม้า นัยน์ตาเฉียบคมกวาดมองไปโดยรอบ เขายังคงเข้าแถวอยู่บริเวณหน้าซุ้มประตูเมืองเพื่อรอผ่านทางเข้าไปด้านใน

เบื้องหน้ามีทหารเฝ้าตรวจตราคนเข้าเมืองอย่างเคร่งครัด และในที่สุดก็มาถึงลำดับพวกเขาเสียที ฝ่ามือหยาบระคายของต้าเหนิง ปลดหยกแขวนบริเวณข้างเอวของตน ยื่นให้นายทหารเฝ้าประตูได้ตรวจสอบ หลังจากนั้นทหารทั้งสองนายต่างมองหน้ากัน พลันพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต

"ท่านน้า นี่เรียกว่าอะไรหรือขอรับ" เด็กหนุ่มมองไหขนาดเล็กด้วยความสนใจใคร่รู้ เนื่องจากเขายังไม่เคยออกมาพบปะผู้คนมากนัก นั่นจึงทำให้ต่อมความใคร่รู้ของเขามันกระเพื่อมไว ๆ ภายในใจตื่นเต้นเต็มประดา ตลอดเส้นทางหวังหลิวหยางเอ่ยสอบถามนู่นนี่ไปเรื่อยเปื่อยไม่ขาดปาก

"ซานฮัวจิ่ว[1]เป็นสุรามีชื่อเสียงของแคว้นซีฮัน เจ้าก็เติบโตมาถึงเพียงนี้แล้ว มา!...วันนี้ข้าจะสอนเจ้าร่ำสุราเคล้านารีดีหรือไม่" ต้าเหนิงกล่าวพลางตบบ่าชายหนุ่มที่กายสูงเกือบเท่าตน

เชิงอรรถ

1. ^ ซานฮัวจิ่วจิ่ว (三花酒; pinyin: sānhuā jiǔ) หรือ เหล้าสามดอกไม้ เป็นไวน์ข้าว จาก กุ้ยหลิน มลฑล กวงสี ว่ากันว่า มีประวัติยาวนานกว่า 1,000 ปี ชื่อเสียงของ ซานฮัวจิ่ว มากจากกลิ่นหอมละมุน ของสมุนไพรที่เติมเข้าไป และ การใช้น้ำจากบ่อน้ำพุจากเขาเฉียงไบ่ ปริมาณแอลกอฮอลราวๆ 55-57%

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel