บทที่ 3 องค์หญิงหกอย่างข้าร้ายได้มากกว่าที่ท่านคิด
บทที่ 3 องค์หญิงหกอย่างข้าร้ายได้มากกว่าที่ท่านคิด
หลังจากหลิวกงกงกลับไปแล้ว คนสนิททั้งสองของจางฟ่านปิงก็รีบเข้ามาประคองเจ้านายให้ลุกขึ้น
“นายท่าน สายข่าวรายงานมาว่า ดูเหมือนแม่ทัพหลี่หาใช่คนธรรมดาไม่ แต่เขาคือเครือญาติของเชื้อพระวงศ์”
ชิงเยว่เอ่ยอย่างไม่สบายใจ นางกลัวว่าการเดินทางไปแต่งงานในครั้งนี้ขององค์หญิงหก จะกลายเป็นการเดินเข้าสู่เส้นทางที่มีแต่หนามแหลมคม
“ช่างเถิด ข้าไม่ยุ่งกับเขา เขาไม่ยุ่งกับข้าก็เพียงพอแล้ว เรื่องย้ายสาขาใหญ่ไปถึงไหนแล้ว” นางเอ่ยอย่างไม่สนใจว่าเส้นทางข้างหน้าจะเป็นเยี่ยงไร ขอแค่เรื่องไม่วิ่งเข้ามาหานางก็พอ แต่ที่นางสนใจกลับเป็นเรื่องของหอกุ้ยเหมย
“ทุกอย่างเตรียมเรียบร้อยแล้วเจ้าคะนายท่าน คนของเราเริ่มขนย้ายสิ่งต่าง ๆ ไปแล้ว ต่อจากนี้ที่แคว้นจื่อหลิงโจวแห่งนี้จะมีเพียงสาขาของหอกุ้ยเหมยเท่านั้น เงินการค้าต่าง ๆ คงหมุนเวียนน้อยลง”
ชิงเยว่รายงานไปตามปกติ นางไม่สนใจว่าต่อจากนี้แคว้นจื่อหลิงโจวแห่งนี้จะเกิดอันใด ในเมื่อเลือกละทิ้งนายท่านของเครือข่ายหอกุ้ยเหมย เช่นนั้นก็ต้องยอมรับชะตาต่อจากนี้
จางฟ่านปิงยิ้มเย็น ก่อนจะเงยหน้ามองท้องฟ้าอย่างพึงพอใจ กับอิสรภาพของนางจากวังหลวงแห่งนี้
ข่าวการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ขององค์หญิงหกจางฟ่านปิง สร้างความตกตะลึงให้กับทุกคนในราชสำนักและเหล่าบรรดาชนชั้นสูง เนื่องจากการส่งองค์หญิงที่ถูกทอดทิ้งและดูอ่อนแอขี้โรคผู้นี้ ไปให้แต่งกับแม่ทัพอันดับหนึ่งของแคว้นอื่น มันคือการดูหมิ่นอีกฝ่ายอย่างชัดเจน นี่จึงทำให้ขุนนางต่างมั่นใจว่า ฮ่องเต้ไม่เห็นค่าของแคว้นจงอี้เลย
“พวกเจ้าคิดว่าเราต้องการสร้างศัตรูอย่างนั้นหรือ”
ฮ่องเต้จางเจี่ยหยางตรัสอย่างไม่พอพระทัย พระองค์หาได้สนใจแคว้นจงอี้เลยแม้แต่น้อย เนื่องจากแคว้นจงอี้นั้นหากจะตีแคว้นจื่อหลิงโจว ย่อมต้องผ่านแคว้นอื่นก่อนจะมาถึงแคว้นนี้
ขุนนางทุกคนเงียบจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจ เพราะในเมื่อฮ่องเต้ตัดสินใจแล้ว จะมีผู้ใดกล้าทัดทานกันเล่า อีกทั้งราชโองการก็ออกไปแล้วด้วย
การว่าราชกิจในวันนี้ จึงเต็มไปด้วยความอึดอัดของขุนนาง
ขบวนขันหมากขององค์หญิงหกนั้นเรียบง่ายจนน่าตกใจ เมื่อเทียบกับพี่สาวทั้งห้าที่แต่งออกไป ข้าวของเครื่องใช้ก็มีเพียงไม่กี่เกวียนเท่านั้น อีกทั้งยังไม่มีขุนนางและชนชั้นสูงติดตามไปด้วย มีเพียงองครักษ์รักษาการที่ได้รับคำสั่งให้มาส่งเท่านั้น และมีนางกำนัลคนสนิทติดตามมาเพียงสองคน นั่นคือชิงเยว่และชิงชิง
ในเกี้ยวแต่งงานที่แสนจะธรรมดา จางฟ่านปิงหาได้สนใจกับสิ่งที่แคว้นจื่อหลิงโจวเตรียมให้ ถึงอย่างไรของพวกนี้ก็เป็นแค่การบังหน้าเท่านั้น แต่นางกำลังสนใจประเมินข้อมูล ที่ได้รับมาเกี่ยวกับแคว้นจงอี้มากกว่า
“แคว้นจงอี้มีอำนาจทหารเข้มแข็งจริง ๆ นายท่าน” ชิงเยว่กระซิบเสียงเบา ๆ ขณะรินชาถ้วยใหม่ให้เจ้านาย
“แต่ดูเหมือนว่าภายในจะแบ่งอำนาจเป็นสองขั้ว นั่นคืออำนาจฝ่ายของแม่ทัพหลี่ และฝ่ายขององค์ชายสาม ซึ่งองค์ชายสามนั้นมีอำนาจในการควบคุมเส้นทางการค้าทางใต้” คราวนี้เป็นชิงชิงที่รายงานออกมา
“ดี” จางฟ่านปิงตอบกลับและยิ้มอย่างพึงพอใจ ก่อนจะเอ่ยออกมา“ความขัดแย้งภายในเช่นนี้ ย่อมมีช่องโหว่ให้แทรกซึมได้ง่ายขึ้น”
จางฟ่านปิงก็ให้บอกชิงชิงเปิดม่านขึ้น จากนั้นนางก็ยกแขนเสื้อขึ้นคล้ายบังแสงแดด เผยให้เห็นลายไหมสีเข้มเล็ก ๆ ที่ข้อมือ ซึ่งมันคือรหัสลับแห่งบุปผา ที่บ่งบอกถึงจุดนัดพบแรกของเครือข่ายหอกุ้ยเหมยในแคว้นจงอี้ และนางมักจะทำเช่นนี้เสมอ เพื่อส่งสารให้กับหัวหน้าสาขาต่าง ๆ ของนาง
ก่อนจะเข้าเมืองหลวง จางฟ่านปิงเปลี่ยนมาอยู่ในชุดเจ้าสาว และเมื่อขบวนขององค์หญิงหกมาถึง เสียงซุบซิบก็เริ่มดังขึ้น
“องค์หญิงจากแคว้นจื่อหลิงโจวมาถึงแล้ว ได้ข่าวว่านางไม่เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้และยังอ่อนแอขี้โรคอีก แบบนี้ไม่เท่ากับนางถูกทิ้งหรอกหรือ”
“นั่นสิ พวกเจ้าดูเอาเถิด ขบวนเจ้าสาวนี่ใช่ขององค์หญิงหกจากแคว้นจื่อหลิงโจวจริงหรือ เหตุใดจึงดูเหมือนขบวนของชาวบ้านธรรมดานักเล่า นี่ไม่เท่ากับแคว้นจื่อหลิงโจวกำลังดูหมิ่นท่านแม่ทัพหลี่หรอกหรือ อย่าลืมนะว่าท่านแม่ทัพก็คือเครือญาติของเชื้อพระวงศ์เช่นกัน”
“นั่นสิ สภาพเช่นนี้ไม่เท่ากับดูหมิ่นแม่ทัพอันดับหนึ่งของแคว้นพวกเราหรือ”
เสียงชาวบ้านต่างซุบซิบไม่หยุด ทุกคนต่างไม่เข้าใจว่า เหตุใดขบวนเจ้าสาวขององค์หญิงจากต่างแคว้น จึงดูน่าอนาถเช่นนี้
