บทที่ 2 องค์หญิงหกอย่างข้าร้ายได้มากกว่าที่ท่านคิด
บทที่ 2 องค์หญิงหกอย่างข้าร้ายได้มากกว่าที่ท่านคิด
เมื่อเห็นสีหน้าของบุตรสาวและคนใกล้ชิดเศร้าสร้อย พระสนมจึงกล่าวออกมาอย่างอ่อนโยน และถึงแม้ว่านี่จะเป็นวังหลวงก็ตาม แต่ประโยคสุดท้ายนางแทบจะกลืนเข้าไปในลำคอ เพราะไม่ต้องการให้ลูกนั้นกังวลเรื่องอื่น จนกว่านางจะหมดอายุขัย
จางฟ่านปิงพยายามเข้มแข็ง นางมองมารดาด้วยใบหน้าที่มีน้ำตาคลอ ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ และกล่าวออกมา “ท่านแม่ เรามาวางภาระที่หนักอึ้ง แล้วมาใช้ชีวิตธรรมดาเถิดนะเจ้าคะ ข้าจะทำให้ท่านแม่มีความสุขที่สุดเอง” นางปาดน้ำตาออกและยิ้มให้มารดา
และเมื่อชิงเยว่กลับมา ทั้งสี่คนจึงปล่อยเรื่องหอกุ้ยเหมยไปพักหนึ่ง โดยให้หัวหน้าสาขาต่าง ๆ ดูแลกันไปก่อน แต่หากมีเรื่องสำคัญก็ให้แจ้งมาได้ จางฟ่านปิงจะส่งชิงชิง หรือชิงเยว่ไปจัดการ โดยให้ทั้งสองสลับกันไป
สองเดือนต่อมา...
พระสนมจวงหลีจากไปอย่างสงบตามที่คาดการณ์ไว้ จางฟ่านปิงเสียใจอย่างที่สุด แต่นางก็ดีใจที่ทำตามความปรารถนาสุดท้ายของมารดาได้
ฮ่องเต้จางเจี่ยหยางทำเพียงออกราชโองการจัดพิธีพระศพอย่างเรียบง่าย ท่ามกลางเสียงซุบซิบของเหล่าขุนนาง ที่มองว่าพระสนมนั้นไร้ค่าเสียเหลือเกิน
จางฟ่านปิงยังคงแสดงความโศกเศร้าอย่างเหมาะสมออกมา แต่ลับหลังนางกลับจัดการเรื่องของหอกุ้ยเหมยอย่างเด็ดเดี่ยวและไม่บกพร่อง
“นายท่าน ดูเหมือนว่าฮ่องเต้จะส่งนายท่านไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ เหมือนองค์หญิงทั้งห้านะเจ้าคะ”
ชิงเยว่กล่าวรายงานอย่างเป็นกังวล หลังจากที่จางฟ่านปิงรับตำแหน่งนายท่านแห่งหอกุ้ยเหมยและเครือข่ายทั้งหมดที่มี การเรียกขานจึงเปลี่ยนไปตามสถานะ และนางไม่ต้องให้มีการใช้ราชาศัพท์กับนาง
“อย่างนั้นหรือ เช่นนั้นก็รอช้าไม่ได้แล้วสินะ แล้วรู้หรือไม่ว่าข้าจะถูกส่งไปแต่งงานกับผู้ใด ฝ่าบาทคงไม่ส่งข้าไปแต่งงานกับองค์ชายที่แคว้นไหนหรอก ใช่หรือไม่” นางเอ่ยถามคล้ายกับเป็นเรื่องปกติของชีวิตในแต่ละวัน โดยไม่มีความสะทกสะท้านในน้ำเสียงเลยแม้แต่น้อย
นั่นเพราะรู้ดีว่าองค์หญิงนอกสายตาอย่างนาง คงไม่ถูกส่งไปแต่งกับบุรุษที่ดีหรือมีอำนาจสักเท่าไรหรอกกระมัง ขนาดองค์หญิงทั้งห้าที่ฮ่องเต้ทรงโปรดปรานอยู่บ้าง ยังถูกส่งไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ไม่ต่างกัน
“สายข่าวของเรารายงานมาว่า นายท่านจะถูกส่งไปแต่งงานกับแม่ทัพหลี่ ของแคว้นจงอี้เจ้าค่ะ” ชิงเยว่รายงานตามที่นางได้รับข่าวมา
“แม่ทัพหลี่ของแคว้นจงอี้เช่นนั้นหรือ” นางเอ่ยทบทวนชื่อของว่าที่สามี พร้อมกับนิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะไปตามจังหวะอย่างคนที่กำลังใช้ความคิด
“เจ้าค่ะ ไม่ทราบว่านายท่านคิดเห็นอย่างไร” ชิงเยว่ตอบกลับและมองเจ้านายด้วยสายตาเรียบนิ่ง นางกำลังรอคำสั่งว่าจางฟ่านปิงจะเอาอย่างไรกับเรื่องนี้ นางคิดว่าหากจะปลงชีวิตฮ่องเต้เพื่อที่ไม่ต้องรับราชโองการแต่งงานครั้งนี้นั้น ง่ายดายยิ่งนัก
“อืม ข้าจะแต่งงานตามราชโองการ เจ้าจงไปเตรียมตัวเรื่องนี้ให้ดี อีกไม่นานหลิวกงกงก็คงมาที่นี่ เห็นทีสำนักงานใหญ่ของหอกุ้ยเหมยคงต้องย้ายสถานที่เสียแล้ว” นางกล่าวออกมาพร้อมยิ้มเย็นจนน่าขนลุก
‘แต่งงานเชื่อมสัมพันธ์เช่นนั้นหรือ นั่นคงจะดีกว่าที่ข้าอยู่ในวังแห่งนี้’ นี่คือความคิดของจางฟ่านปิงในยามที่กล่าวกับคนใกล้ชิด
แม้จะไม่เข้าใจความคิดของเจ้านาย ทว่าชิงเยว่และชิงชิงก็ที่เลือกทำตามคำสั่งของเจ้านายอย่างไม่มีเงื่อนไข ทั้งสองตอบรับพร้อมกัน ก่อนจะแยกย้ายกันไปจัดการงานตามที่ได้รับคำสั่งมา
เวลาผ่านไปไม่นาน หลิวกงกงก็มาถึงตำหนักเหยียนชิว พร้อมกับนำราชโองการมาประกาศด้วยตัวเอง
“องค์หญิงหก จางฟ่านปิง รับราชโองการ”
หลิวกงกงประกาศเสียงดัง และเมื่อจางฟ่านปิงและคนในตำหนักคุกเข่าเรียบร้อยแล้ว เขาจึงอ่านราชโองการ
“ด้วยองค์หญิงจางฟ่านปิงถึงวัยปักปิ่นแล้ว จึงเห็นควรให้แต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับแม่ทัพหลี่จงเหอ แห่งแคว้นจงอี้...”
“จางฟ่านปิงน้อมรับราชโองการ ขอฝ่าบาททรงอายุยืนหมื่นปี หมื่น ๆ ปี”
เมื่อหลิงกงกงอ่านราชโองการจบ จางฟ่านปิงก็ยกมือออกไปรับราชโองการด้วยใบหน้าสงบ ริมฝีปากเอ่ยถวายพระพร แต่ในใจกลับซ่อนรอยยิ้มเยาะไว้
‘จงดูหมิ่นข้าให้เต็มที่เถิด ก่อนจะไม่มีโอกาสได้ทำเช่นนี้อีก’
จางฟ่านปิงมองว่านี่ไม่ใช่การทอดทิ้งหรือผลักไส แต่สำหรับนาง นี่คืออิสรภาพที่มาพร้อมกับการแต่งงานต่างหากล่ะ นั่นเพราะนางจะได้หลุดพ้นจากวังหลวงแห่งนี้ และได้ไปเริ่มต้นขยายอาณาจักรของหอกุ้ยเหมยในแคว้นใหม่ ได้อย่างเต็มกำลังเสียที
