บทที่ 1 องค์หญิงหกอย่างข้าร้ายได้มากกว่าที่ท่านคิด
บทที่ 1 องค์หญิงหกอย่างข้าร้ายได้มากกว่าที่ท่านคิด
ตำหนักเหยียนชิวในวังหลวง มีชื่อเสียงในเรื่องความเงียบและสงบยิ่งกว่าตำหนักใด ๆ แม้ว่าสนมเหม่ยเหรินและสนมระดับล่างมักชอบที่จะอยู่รวมกัน ทว่าตำหนักแห่งนี้กลับไม่มีผู้ใดอยากย่างกรายเข้ามาอยู่ด้วย
เนื่องจากว่าสถานที่แห่งนี้ มีพระสนมเหม่ยเหรินนามว่าจวงหลีอาศัยอยู่ นางคือพระมารดาขององค์หญิงหกจางฟ่านปิง พระสนมจวงหลีอาศัยอยู่กับบุตรสาว และมีนางกำนัลเพียงไม่กี่คน ที่มาคอยรับใช้อยู่ในตำหนักแห่งนี้
พระสนมอาศัยอยู่ที่นี่อย่างยาวนาน ด้วยอายุที่มากขึ้นทำให้นางมีอาการป่วยกระเสาะกระแสะมาตลอดปี ภาพของสตรีอ่อนแอที่ต้องพึ่งพายาต้ม คือภาพที่ทุกคนจดจำจนติดตา นี่คือสาเหตุที่ไม่มีใครสนใจตำหนักนี้เท่าที่ควร
แต่จะมีผู้ใดรู้กันเล่าว่า ท้ายตำหนักนี้กลับมีห้องลับซุกซ่อนอยู่ และนั่นคือห้องทำงานของผู้นำเครือข่ายที่ทรงอำนาจที่สุดในใต้หล้า เครือข่ายที่แม้แต่ราชสำนักยังหวั่นเกรง
จางฟ่านปิงในวัยใกล้จะปักปิ่นกำลังนั่งคุกเข่าอยู่หน้าโต๊ะที่เต็มไปด้วยเอกสารลับ ป้ายหยกดำสลักลายดอกเหมยถูกวางอยู่ตรงหน้า หญิงสาวอยู่ในชุดเรียบง่าย ที่ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนคนที่มีฐานะองค์หญิงหก ไม่เหมือนธิดาของฮ่องเต้เลยแม้แต่น้อย
แต่ทว่าในยามนี้แววตาของนางนั้นกลับเฉียบคม ไร้ซึ่งความอ่อนแอใด ๆ เหมือนที่นางมักแสดงให้คนภายนอกเห็น
“เจ้าทำดีมาก ปิงเอ๋อร์” พระสนมจวงหลีเอ่ยชมเสียงแผ่วเบา แต่ทว่าแววตาของนางกลับเปี่ยมไปด้วยอำนาจ “ข้าไม่นึกเลยว่าเจ้าจะตรวจพบรายงานการค้านี้ได้”
“เป็นเพราะท่านแม่สั่งสอนลูกมาอย่างดีเพคะ เส้นทางการค้าทางใต้นี้ถูกบิดเบือนเล็กน้อย แต่ความเสียหายไม่น้อยเลย ทว่าท่านแม่ไม่ต้องกังวลไป ข้าส่งชิงเยว่ไปแก้ไขแล้วเพคะ” จางฟ่านปิงตอบกลับพระมารดาอย่างหนักแน่น นางไม่คิดเอาความชอบไว้เพียงผู้เดียว ถึงอย่างไรความรู้ที่นางมี ล้วนมาจากเสด็จแม่ของนางที่สั่งสอน
พระสนมจวงหลีพยักหน้าช้า ๆ ก่อนจะมองไปที่นางกำนัล ทำให้ชิงชิงรีบประคองเจ้านายพลางส่งยาต้มให้ เนื่องจากว่าชิงเยว่ยังไม่กลับมา
“อาการของท่านแม่...” จางฟ่านปิงเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง แววตาไม่อาจสงบนิ่งได้อีก
“อาการป่วยของข้าน่ะหรือ” พระสนมจวงหลีรับยาไว้แต่ไม่ได้ดื่ม นางเหลือบมองบุตรสาวแล้วเอ่ยขึ้นมา “อาการป่วยของข้านั้น ข้ารู้ดีที่สุด และเจ้าจงจำไว้เพียงว่าพิษลวงเงาที่เจ้ากำลังเรียนรู้ มันไม่ใช่แค่การจำลองโรค แต่มันคือการควบคุมคน”
พิษลวงเงาคือพิษที่จางฟ่านปิงกำลังฝึกฝน มันทำให้พระสนมจวงหลีแสดงอาการของโรคที่รักษาไม่หาย ได้อย่างสมบูรณ์แบบ จนหมอหลวงหลายคนต้องส่ายหน้า ทำให้ไม่มีใครทำร้ายนางอีก เพราะล้วนคิดว่าพระสนมเหม่ยเหรินคนนี้ ไร้ประโยชน์ และใกล้ตาย ไม่สามารถมาแย่งชิงความโปรดปรานกับสนมคนไหนได้อีก
“แต่เวลานี้ พิษลวงเงาไม่อาจยับยั้งอายุขัยของข้าได้แล้ว” พระสนมกล่าวและวางถ้วยชาลงอย่างช้า ๆ นางยิ้มให้บุตรสาวอย่างอ่อนโยน แต่สายตากลับเด็ดเดี่ยว
“หอกุ้ยเหมยเป็นของเจ้าแล้วปิงเอ๋อร์ จำไว้ว่าเจ้าจงอย่าเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของเจ้าเด็ดขาด จนกว่าเจ้าจะหาที่ปลอดภัยได้อย่างแท้จริง”
คำเตือนนั้นแม้จะแผ่วเบาแต่มีความหนักแน่นอย่างมาก
“ท่านแม่ ท่านอย่ากล่าวเช่นนี้เลย ท่านจะต้องอยู่กับข้าไปอีกแสนนาน ข้าจะหาทางรักษาท่านให้ได้” จางฟ่านปิงน้ำตาคลอในยามที่เอ่ยออกมา นางพยายามเข้มแข็งอย่างที่ท่านแม่ของนางสอนมาเสมอ แต่คราวนี้มันเกินกว่าที่นางจะทนไหว
“เจ้าอย่าเสียน้ำตาเลยนะ ข้าเคยสอนเจ้าว่าอย่างไรจำได้หรือไม่ ความตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ส่วนข้าเองก็เหนื่อยกับชีวิตนี้แล้ว เจ้าจงอย่าเสียใจกับการจากไปของข้า แต่จงจำไว้ว่าแม้เจ้ามีสถานะเป็นถึงองค์หญิงหกของแคว้น แต่ก็ไม่มีผู้ใดอยู่เหนือไปกว่าเจ้าได้ การที่เจ้าเป็นนายท่านหอกุ้ยเหมย นั่นนับว่าเจ้าอยู่เหนือผู้คนทั้งแผ่นดิน บุตรีของข้าหาใช่คนอ่อนแออย่างที่ทุกคนเห็น”
พระสนมจวงหลีกล่าวอย่างอ่อนโยน นางรู้ตัวดีว่าอยู่ได้อีกไม่นาน นางเรียนรู้เรื่องพิษมาตั้งแต่วัยเยาว์ นางรู้ว่าแม้จะไม่มีพิษใดมาทำลายนางได้ แต่เมื่ออายุขัยมีเพียงเท่านี้ นางไม่อาจฝืนชะตาที่สวรรค์กำหนดให้มาได้อีก
“ส่วนเจ้า ชิงชิง เจ้าจงอยู่เคียงข้างปิงเอ๋อร์ของข้าเหมือนอยู่กับข้า เข้าใจหรือไม่” นางหันมากล่าวกับคนใกล้ชิดที่นางเลี้ยงดูมาพร้อมกับบุตรสาว
“เจ้าค่ะนายท่าน บ่าวยินดีติดตามรับใช้คุณหนูจนกว่าชีวิตจะหาไม่ นายท่านไม่ต้องกังวลเจ้าค่ะ” ชิงชิงตอบกลับอย่างเด็ดเดี่ยว แต่แม้ว่าน้ำเสียงจะเด็ดเดี่ยว ทว่ากลับเต็มไปด้วยความเศร้า เมื่อรู้ว่าพระสนมใกล้จะถึงเวลาไปจากโลกนี้แล้ว
“พวกเจ้าจะทำหน้าเศร้าไปทำไม ข้ายังไม่ตายวันนี้สักหน่อย ข้ายังพอมีเวลาอีกนานพอสมควร เช่นนั้นพวกเราวางภาระที่หนักอึ้งไว้ก่อน แล้วมาใช้ชีวิตในแต่ละวันให้มีความสุขเถิด ข้าอยากมีชีวิตที่เหลือกับปิงเอ๋อร์ ในฐานะแม่ลูกเหมือนชาวบ้านทั่วไป”
