บทที่ 2 ความเคลือบแคลง
แม่ทัพกู้หลิงเฟิงบีบแขนข้าแน่นขึ้น
กายเขาผอมบางลงจากรอยรบสามปี ดวงตาแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งความอำมหิต
เขาก้มลงมองซวงเสวี่ยไป๋อีกครั้ง แล้วเงยหน้ามองข้าด้วยแววตาสับสน
“ข้ามาเพราะเป็นห่วง...ม้าตัวนี้เคยดุร้ายไม่น้อย ไฉนวันนี้กลับเชื่องนัก?”
เสียงนั้นแผ่วเบาราวพึมพำกับตนเอง
“แต่ก่อน…ก็มีเพียงข้ากับไท่เหอเท่านั้น ที่ทำให้มันเชื่องได้…”
หงอวิ๋นเดินเข้ามา ไม่เห็นความแปลกประหลาดใด
นางยิ้มเยาะอย่างดูแคลน
“แดนเปลวทรายเช่นนี้ นางทาสรู้วิธีฝึกม้าก็หาใช่เรื่องแปลก”
“ท่านไม่ใช่เกลียดนางนักหรือ? ไยเอ่ยชื่อนางขึ้นมาให้ข้ารำคาญหู?”
แววตาของกู้หลิงเฟิงพลันหม่นลง
ราวกับผิดหวัง…
หรือบางที อาจเป็นเพียงการถอนหายใจแห่งความโล่งอก
เขาคลายมือจากแขนข้า
สายตาจับจ้องที่ใบหน้าข้าอย่างพินิจพิจารณา
“เจ้ามีเค้าโครงแบบหญิงชาวฮั่นอยู่บ้าง…”
เขาหยุดนิดหนึ่ง แล้วไต่ถามต่อ
“เคยพบเห็นองค์หญิงไท่เหอหรือไม่?
ได้ยินมาว่านางแต่งให้พ่อค้าใหญ่ที่ชายแดนจริงหรือ?”
เอ่ยจบ เขก็ก้มหน้าลง พูดเบา ๆ
“องค์หญิงสูงศักดิ์ทอดทิ้งสามีหนีตามชายอื่น หากข้าพบนางเมื่อไร จักต้องลงโทษตามราชบัญญัติ!”
ดวงตาข้างเดียวของข้าเต็มไปด้วยน้ำตา
ครั้งนั้น ข้ากลัวว่าเขาจะด่วนทำร้ายตัวเองหากรู้ความจริง
จึงร่วมมือกับพี่ชายฮ่องเต้ หลอกลวงว่า ข้าหนีตามพ่อค้าไปชายแดน
ต่อมา ฮ่องเต้มีพระบัญชา
“ผู้ใดกล่าวถึงองค์หญิงไท่เหอผู้แต่งงานเพื่อสันติ จงประหาร!”
เขาจึงไม่เคยรู้ความจริงเลย…
หงอวิ๋นไม่เคยชอบชนเผ่าทางเหนืออยู่แล้ว
เห็นข้าเอาแต่น้ำตานองหน้าก็ยิ่งหงุดหงิด
จึงยกแส้ม้าเฆี่ยนข้าด้วยความแรง
เสียงหนังฉีกกระจายทั่วร่าง
แผลเก่าแตก แผลใหม่เปิด
“ถามไม่ได้ยินรึ? หรือว่าหูหนวกไปแล้ว?”
ข้าทรุดลงกับพื้น
ความเจ็บร้าวแล่นผ่านสรรพางค์
ดวงตาข้างเดียวพร่ามัว น้ำตาไหลเปรอะผ้าหยาบกร้าน
ข้าอยากตะโกนบอกเขา…
ข้าคือไท่เหอ!
ข้าคือผู้ที่ท่านอุตส่าห์ฝ่าหิมะเหนือลมหนาวสามพันลี้เพื่อตามหา!
ข้าไม่ได้ทอดทิ้งท่าน แต่เพราะข้ารักท่านมากต่างหาก…จึงต้องจากมา!
แต่สิ่งที่เปล่งออกมา
กลับมีเพียงเสียงหายใจแผ่วเบาอย่างสัตว์ป่าบาดเจ็บ
แผลที่ลิ้นข้าเคยถูกถอน…
บัดนี้แม้ไม่เจ็บอีก แต่ก็ไร้เสียงตลอดกาล
เมื่อขบวนแต่งงานเดินทางมาถึงแคว้นนี้
ข้าปฏิเสธอย่างหนักแน่นที่จะรับใช้คะฮานผู้เฒ่ากับโอรส
พวกมันจึงวางยาข้า
บั่นเสียงข้าให้กลายเป็นใบ้
ควักดวงตาข้างหนึ่งของข้าออกมา
…
เคราะห์กรรมที่ข้าแบกรับ
แลกมาด้วยชีวิตของเขา
กลับกลายเป็นเรื่อง หนีตามพ่อค้า ในปากคนที่ข้ารัก…
“ไหน ๆ ไม่อยากเป็นองค์หญิง
ก็จงเป็นเพียงข้าทาสที่แค่หายใจก็พอแล้ว”
ข้ากัดฟันอยู่รอดมาได้
ก็เพียงเพราะหวังจะได้พบหน้าแม่ทัพน้อยของข้าอีกสักครั้งก่อนตาย
แต่เมื่อวันนั้นมาถึง
ข้ากลับต้องเบิ่งตา มองเขาสาบานชีวิตให้หญิงอื่น
ได้ยินกับหูว่าเขา...เกลียดข้าจนฝังใจ
หนึ่งพันแปดร้อยยี่สิบสี่วัน
คล้ายดั่งเม็ดทรายต้องลม พริ้วปลิวหายไป
แต่กลับหนักแน่นพอจะกดข้าให้ก้มหน้าจนหลังงอ
นกฟีนิกซ์น้อยที่เคยเลื่องลือทั่วหล้า
บัดนี้กลับกลายเป็นแม่ไก่ไร้ขน น่าเวทนาและอัปลักษณ์
กู้หลิงเฟิงส่ายศีรษะ ดึงหงอวิ๋นเข้าไปในกระโจม
“มากินน้ำดับโทสะเถิด จะไปโกรธกับทาสหญิงทำไมเล่า”
หัวใจที่เจ็บปวดอยู่แล้ว ถูกกระชากแทงซ้ำอีกครา
แท้จริงแล้ว เพียงสามปี…ก็พอจะทำให้คนหนึ่งลืมคนหนึ่งจนหมดหัวใจ แล้วเปิดใจไปรักคนใหม่
ข้าพิงเสาเต็นท์ ทรุดตัวลงช้า ๆ
ขาที่ยังเหลือไม่เต็มท่อนปวดร้าวจนข่มน้ำตาไว้ไม่อยู่
ซวงเสวี่ยไป๋มาชิดใกล้ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด
มันใช้หัวถูแผ่นหลังข้าเบา ๆ
มัน…ยังจดจำข้าได้
แต่เจ้าของของมัน กลับไม่อาจจำข้าได้เลย
ภายในกระโจม
เสียงของกู้หลิงเฟิงดังลอดออกมา
ทุ้มต่ำกว่าคราวก่อน เสมือนครุ่นคิดอยู่ลึก ๆ
“หงอวิ๋น…เจ้าว่า ในปีนั้นไท่เหอ…นางอาจจะมีเหตุผลบางอย่างหรือไม่?”
หงอวิ๋นส่งเสียงเยาะ หัวเราะในลำคออย่างเหยียดหยัน
“จะมีเหตุผลใดกัน? ทิ้งเกียรติองค์หญิงหนีไปกับพวกป่าเถื่อน หากมิใช่หญิงแพศยา แล้วจะเป็นอะไรได้?”
“เหล่าทหารในค่ายก็รู้กันทั้งนั้นว่าท่านเกลียดนางเพียงใด
ต่างพูดกันว่า หากจับนางได้ ต่อให้ฮ่องเต้ลงทัณฑ์ ก็จะต้องซัดนางให้หายแค้น!”
กู้หลิงเฟิงนิ่งไปนาน
คล้ายมิอาจเห็นด้วยกับถ้อยคำเหล่านั้น
แต่ก็ไม่รู้จะโต้กลับเช่นไร
ไม่นาน
ม่านกระโจมถูกเปิดออก
เขาก้าวออกมา
เห็นข้าทรุดตัวอยู่เบื้องล่าง ก็ชะงักเล็กน้อย
ก่อนจะขมวดคิ้วแน่น
“ใครอนุญาตให้เจ้ามาแอบฟัง?”
ข้ารีบลุกขึ้นอย่างตื่นตระหนก
แต่เพราะแผลแส้และอาการหน้ามืด ขากลับอ่อนทรุดแทบล้มลง
เขายื่นมือมาเหมือนจะช่วยพยุง
แต่กลับชักกลับทันทีราวถูกของร้อนลวก
“ถอยไปให้พ้นหน้า!”
เขาถ่มคำสามคำทิ้งไว้อย่างรังเกียจ
แล้วหมุนกายเดินจากไป
ข้ามองแผ่นหลังนั้น
น้ำตาก็ไหลพรากราวน้ำป่าบ่าทะลัก
นี่หรือ…คือการกลับมาพบกันหลังฝ่าความทุกข์สามปี
แม้แต่จะให้เขามองข้าอีกเพียงแวบเดียว…ก็ยังกลายเป็นความฝันเกินเอื้อม
…
เมื่อข้ากลับถึงคอกวัวที่เป็นที่พัก
เพิ่งรู้สึกถึงความเปียกชื้นที่แผ่ขยายใต้ร่าง
สายเลือด…ไหลซึมออกไม่หยุด
อุ่นร้อนแต่อบอวลด้วยกลิ่นความตาย
