6.ความดุเดือดของสนามยิงธนู
ณ สนามยิงธนูหลวง
เบื้องหน้าประทับของฮ่องเต้ เหล่าพระสนม และบรรดาองค์ชายในวัง ต่างกำลังนั่งลุ้นระทึกกับการแข่งขันยิงธนูรอบตัดสิน ซึ่งผู้ลงสนามประกอบไปด้วย อวี้หลงจิ่ง, อวี้หลงเจา, หลี่ชิวอิ้ง (องค์ชายห้า), หลี่จวิ้นหวัง (องค์ชายเจ็ด) และหลี่นิ่งเฉวียน (องค์ชายแปด)
หลี่ชิวอิ้งแย้มรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงดัง "เพื่อให้การแข่งขันในวันนี้มีรสชาติและสนุกเร้าใจยิ่งขึ้น... กติกาคือทุกคนจะต้องขี่ม้าแข่งกันในระยะสิบลี้เพื่อไปยิงลูกหนังทั้งสามลูกที่วางอยู่บนยอดเสาสูง หากใครสามารถยิงตกลงมาได้ จะถือว่าเป็นผู้ชนะ ซึ่งระหว่างทางสามารถใช้วรยุทธได้โดยไม่ให้ถึงแก่ชีวิต... ใต้เท้าอวี้ว่าอย่างไร?" เขาสบตากับอวี้หลงจิ่งด้วยแววตามาดมั่นราวกับผู้กุมชัยชนะอยู่ในมือ
อวี้หลงจิ่งเพียงปรายตามอง นิ่งสงบก่อนจะเอ่ยสั้นๆ "ก็น่าสนุกดี..."
เมื่อสิ้นเสียงประกาศเริ่มการแข่งขัน ผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดก็กระโจนขึ้นหลังม้า ในมือถือคันธนูเตรียมพร้อม เมื่อเสียงกลองรัวสัญญาณดังขึ้น ทุกคนก็ควบม้าตะบึงตรงไปยังเป้าหมายทันที
อวี้หลงจิ่งควบม้าพุ่งทะยานนำหน้าขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งอย่างรวดเร็ว เขาเงื้อคันธนูขึ้นเล็งไปยังลูกหนังที่เห็นอยู่ไกลๆ ทว่าในจังหวะนั้นเอง... หลี่ชิวอิ้งกลับซัดลูกบอลเหล็กถ่วงโซ่รวบเข้าที่ขาม้าของอวี้หลงจิ่งจนเสียหลักล้มคว่ำคะมำหงาย ร่างของอวี้หลงจิ่งกระเด็นตกจากหลังม้ากลิ้งคลุกฝุ่นไปกับพื้นสนาม
อวี้หลงเจาตะโกนลั่น "พี่ใหญ่!"
หลี่ชิวอิ้งควบม้าผ่านร่างเขาไปพร้อมกับแสยะยิ้มเยาะ
ทว่าอวี้หลงจิ่งหาได้ยอมแพ้ไม่... เขาดีดตัวลุกขึ้นยืนด้วยความเร็วสูง อาศัยฝีเท้าอันรวดเร็วดุจพญาเหยี่ยววิ่งไล่ตามหลังกลุ่มองค์ชายไปติดๆ ก่อนจะกระโดดลอยตัวกลางอากาศ ถีบเข้าที่กลางหลังของหลี่นิ่งเฉวียนที่ควบม้าอยู่รั้งท้ายจนร่างลอยกระเด็นตกจากหลังม้าร่วงลงไปนอนจุกอยู่บนพื้น
อวี้หลงจิ่งไม่รอช้า คว้าบังเหียนม้าตัวที่ไร้คนควบคุมนั้นแล้วควบทะยานไล่กวดหลี่ชิวอิ้งที่นำอยู่หน้าสุด
หลี่ชิวอิ้งเห็นว่าตนนำอยู่และต้องเป็นผู้ชนะแน่นอนจึงรีบง้างธนูยิงออกไปทันที ทว่าลูกธนูของเขากลับถูกลูกธนูของอวี้หลงเจายิงสกัดจนเปลี่ยนทิศทางกลางอากาศ หลี่ชิวอิ้งหันขวับไปมองด้วยความโมโห แต่ยังไม่ทันตั้งตัว อวี้หลงเจาที่ยืนทรงตัวอยู่บนหลังม้าของตนก็พุ่งมาถีบเข้าที่อกเขาเต็มแรงจนร่วงตกลงจากหลังม้ากลิ้งฝุ่นตลบไม่เป็นท่า อวี้หลงเจาควบม้าของหลี่ชิวอิ้งไปต่อ หลี่จวิ้นหวังยิงลูกธนูใส่ขาม้าตัวที่อวี้หลงเจาขี่อยู่ ทำให้ม้าเสียหลักล้ม อวี้หลงเจากระเด็นกลิ้งไปลงข้างทาง ในวินาทีนั้น บนสนามแข่งจึงเหลือเพียงหลี่จวิ้นหวังและอวี้หลงจิ่งที่ควบม้าคู่คี่กันมาอย่างดุเดือด เมื่ออวี้หลงจิ่งเร่งความเร็วควบม้าแซงขึ้นนำ หลี่จวิ้นหวังผู้เจ้าเล่ห์ก็เงื้อธนูหมายจะยิงสกัด ทว่าอวี้หลงจิ่งไวกว่า เขากระชากบังเหียนหยุดม้าอย่างกะทันหัน พร้อมกับทำให้ม้าดีดขาหลังเตะสวนกลับไปเต็มแรง โครม! หลี่จวิ้นหวังโดนกีบม้าฟาดเข้าเต็มอกจนกระเด็นตกจากหลังม้ากลิ้งไปหลายตลบบนสนาม... เสียนเฟยซึ่งเป็นมารดาขององค์ชายเจ็ดถึงกับหน้าถอดสี นั่งไม่ติดเก้าอี้ด้วยความตกใจ ทว่าฮ่องเต้กลับแย้มรอยยิ้มกว้างออกมาด้วยความพึงพอใจ
อวี้หลงจิ่งหวดบังเหียนควบม้าพุ่งทะยานตรงไปยังเป้าหมายด้วยความเร็วสูง ทันใดนั้นร่างสูงโปร่งพลันทะยานตัวขึ้นจากหลังม้า หมุนตัวกลางอากาศอย่างพริ้วไหวพร้อมกับง้างคันธนูขึ้น!
ฟึ่บ!
ศรเหล็กสามดอกถูกยิงออกไปพร้อมกันในพริบตา! พุ่งแหวกสายลมปักเข้ากลางลูกหนังทั้งสามลูกอย่างแม่นยำ ก่อนที่ลูกหนังเหล่านั้นจะร่วงลงสู่พื้นดินพร้อมกัน ท่ามกลางความตกตะลึงงันของเหล่าผู้คนรอบลานกว้างที่เงียบกริบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจ... บรรดาขุนนางในราชสำนักต่างพากันลุกขึ้นยืนปรบมือส่งเสียงชื่นชมดังลั่นสนาม โดยเฉพาะฮ่องเต้ที่ทรงชอบพระทัยยิ่งนัก ส่วนเหล่าองค์ชายที่พ่ายแพ้ต่างพากันลุกขึ้นมาปัดฝุ่นด้วยสีหน้าเขียวปั๊ด ทั้งขายหน้าทั้งเจ็บใจ!
เสียนเฟยเอ่ยอย่างหงุดหงิด "เหตุใดฝ่าบาทถึงได้โปรดปราณสองพี่น้องนั่นนักนะ เป็นแค่หลานแต่รักยิ่งกว่าลูกในไส้ของตน! "
แม่นมรีบเอ่ยห้าม "พระสนมอย่าได้กล่าวคำนี้ให้ฝ่าบาททรงได้ยินเชียวนะเพคะ"
สนมเสียนเฟยแค่นเสียงเย้ยหยัน "ยามที่เหล่าองค์ชายมีเรื่องบาดหมางกับเขา ฝ่าบาทกลับเลือกที่จะลงโทษองค์ชาย แม้กระทั่งเมื่อวันก่อนที่เขามีเรื่องกับเสนาบดี ฝ่าบาทก็ยังไม่กล้าเอ่ยปากตำหนิ บุรุษผู้นี้ไม่เคยเกรงกลัวผู้ใด แม้แต่ฝ่าบาทเองก็ยังต้องไว้หน้า... จนทุกวันนี้ อำนาจของเขาแทบจะเทียบเท่าและขึ้นไปนั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรแทนฝ่าบาทได้อยู่แล้ว!"
แม่นมรีบโน้มตัวกระซิบเตือน "ก็มารดาของเขาคือองค์หญิงผู้เป็นพระน้องนางแท้ๆ ของฝ่าบาทนี่เพคะ อีกทั้งสิ้นพระชนม์ไปนานแล้ว... ที่ฝ่าบาททรงตามใจและยอมให้เขาถึงเพียงนี้ ก็คงเพราะทรงอาลัยอาวรณ์และเห็นแก่พระน้องนางที่ล่วงลับไปแล้วนั่นแหละเพคะ"
เสียนเฟยชักสีหน้าด้วยความขัดเคืองใจ ดวงตาเต็มไปด้วยความริษยา "คนก็ตายไปตั้งนานแล้ว ไยฝ่าบาทต้องทรงอาลัยอาวรณ์นางนักหนา!" นางบ่นพึมพำออกมาอย่างเจ็บใจ
