บทที่ 1.1
เมืองอันหยาง ราชวงศ์ซาง รัชสมัยฮ่องเต้อี้หลง
ทุกหัวมุมในเมืองอันหยางยามนี้ เรื่องที่ชาวบ้านต่างก็กำลังให้ความสนใจ ล้วนหนีไม่พ้นใต้เท้าหานลู่ ท่านเจ้าเมืองคนใหม่ที่เพิ่งจะย้ายมาประจำการ
ข่าวลือบอกต่อกันมาว่าใต้เท้าหานผู้นี้เป็นคนที่ท่านเสนาบดีเสิ่นชื่นชมเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นคนซื่อสัตย์เถรตรง ทั้งยังเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม ชาวบ้านเมืองอันหยางต่างก็พากันตื่นเต้นยิ่งนัก
เมืองอันหยางห่างไกลจากเมืองยินที่เป็นเมืองหลวง ใต้เท้าเจ้าเมืองคนเดิมเป็นขุนนางกังฉิน ชาวบ้านต่างก็เดือดร้อนจนกระทั่งทนไม่ไหวจนร้องเรียนไปยังเมืองหลวง กระทั่งมีการส่งผู้ตรวจการมาอย่างลับๆ จึงสามารถหาหลักฐานเอาผิดเจ้าเมืองผู้นั้นได้
หลังจากเล็งเห็นแล้วว่าจวนสำหรับเจ้าเมือง อยู่ภายในที่ว่าการเมืองอันหยาง หานลู่ก็ตัดสินใจซื้อคฤหาสน์หลังหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลกันนัก เพราะเขาไม่ต้องการให้ฮูหยินและบุตรสาวทั้งสองต้องเข้าไปอยู่ในเรือนรับรองของเจ้าเมือง
เขาตั้งใจแล้วว่าจะลงหลักปักฐานที่เมืองอันหยางแห่งนี้ หลังจากที่เขาเกษียณจากการเป็นขุนนาง เนื่องจากตอนนี้น้องชายของเขาแต่งฮูหยิน เขาจึงหมดห่วงเรื่องคนดูแลบิดาและมารดา
ความจริงเขาอยากได้คฤหาสน์หลังที่อยู่ติดกัน แต่เพราะขนาดที่ใหญ่กว่าราคาจึงสูงเกินที่เขาจะสามารถจ่ายได้ ดังนั้นจึงได้แต่ลดทอนส่วนที่ไม่จำเป็นลง
จวนว่าการเมืองอันหยางครั้งนี้ เรียกได้ว่าเป็นการกวาดล้างก็คงไม่ผิดนัก เนื่องจากนอกจากท่านเจ้าเมืองแล้ว ท่านเสนาบดียังส่งมือปราบจากเมืองยินถึงสี่คน ทั้งนี้ก็เพื่อให้มาช่วยงานหานลู่โดยเฉพาะ
แต่เพราะเรื่องนี้เพิ่งมีการตัดสินใจ หานลู่จึงมาถึงก่อนมือปราบทั้งสี่คน
“เช่นนั้นเรือนรับรองก็ยกให้มือปราบทั้งสี่ที่จะย้ายมาก็แล้วกัน”
หานลู่ตัดสินใจหลังจากได้รับคำสั่งจากเมืองหลวง เขาให้เจ้าหน้าที่ในจวนว่าการเก็บกวาดและเตรียมการ ในขณะที่ตัวเขาและกุนซือที่ติดตามมากลับเข้าไปจัดการงานที่คั่งค้างอยู่ เนื่องจากเจ้าเมืองคนที่แล้วแทบจะไม่ได้หยิบจับอะไรเลย
“ใต้เท้า” ถงหลี่ผู้ซึ่งเป็นกุนซือขมวดคิ้ว เมื่อกวาดสายตาไปยังรายชื่อของมือปราบทั้งสี่คน ซึ่งท่านเสนาบดีเป็นคนคัดเลือกด้วยตัวเอง
“ท่านเห็นรายชื่อแล้วหรือขอรับ”
“เห็นแล้ว” หานลู่ถอนหายใจ
“หยางอวี่ผู้นี้มิใช่...” ถงหลี่พูดยังไม่จบหานลู่ก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา
“เขาเป็นคนดีมีฝีมือผู้หนึ่ง”
“แต่เหตุใดท่านเสนาบดีจึงเลือกที่จะส่งมาให้ท่าน คนผู้นี้คือเผือกร้อนหัวหนึ่ง หาได้มีใครอยากจะได้มาไว้ในมือ”
“ส่งเขามาที่นี่น่าจะเลวร้ายน้อยกว่าที่อื่น จะอย่างไรก็ดีกว่าให้เขาอยู่ที่เมืองหลวง ให้เขามาที่นี่นับว่ามีประโยชน์มาก ที่นี่ขาดคนดีมีฝีมือ เขาจะช่วยเราได้มากกว่ามือปราบคนอื่นๆ ที่ถูกส่งตัวมา”
ถงหลี่ถอนหายใจอีกครั้ง “ดูเหมือนท่านเสนาบดีจะเอาแต่ใจเกินไปแล้ว หากฮ่องเต้และองค์หญิงหมิงจูทรงทราบนี่มิเท่ากับหาเรื่องให้ท่านหรอกหรือขอรับ”
“เจ้าคิดว่าฮ่องเต้ไม่ทรงทราบหรือ แต่ไหนแต่ไรมีเรื่องใดรอดพ้นพระเนตรพระกรรณบ้าง ถึงนี่จะเป็นคำสั่งท่านเสนาบดี แต่การย้ายหยางอวี่มาเป็นมือปราบเล็กๆ ที่เมืองอันหยาง ไม่มีทางที่จะไม่ทรงทราบ”
จากองครักษ์ขั้นสี่กลับกลายมาเป็นมือปราบต่ำต้อย กระนั้นชายหนุ่มกลับยืดอกรับอย่างเต็มใจ แทนตำแหน่งราชบุตรเขยที่ฮ่องเต้ทรงเสนอให้
แน่นอนว่าเรื่องนี้ย่อมทำให้ฮ่องเต้ทรงกริ้ว แต่ถึงจะกริ้วอย่างไรก็เพียงมีราชโองการให้ส่งตัวไปขังคุกเท่านั้น การที่เสนาบดีส่งเขาออกมาจากเมืองหลวงเช่นนี้ ฮ่องเต้ไหนเลยจะไม่ทรงทราบ ดีไม่ดีเรื่องนี้อาจจะทรงเป็นราชโองการจากฮ่องเต้ก็เป็นได้
“ขณะที่เมืองหลวงกำลังเฉลิมฉลองพิธีเสกสมรสขององค์หญิงหมิงจู ท่านเสนาบดีกลับส่งตัวเขาออกมาจากเมืองหลวง นี่นับเป็นการแก้ปัญหาที่ชาญฉลาด เขาเป็นหัวหน้าราชองครักษ์ที่ฮ่องเต้ทรงโปรดปราน แต่ถึงอย่างนั้นใครจะคิดว่าเขาจะกล้าปฏิเสธ เฮ้อ!”
“แต่ข้าน้อยว่าเขาอาจคิดถูก เป็นขุนนางยังมีวันเกษียณออกมาจากราชสำนัก หากแต่การเป็นราชบุตรเขยนั้นต้องใช้ชีวิตภายใต้สถานการณ์ที่ไม่แน่นอน แต่ถึงอย่างนั้นใครจะคิดว่าเขาจะกล้าปฏิเสธฮ่องเต้ นั่นมิเท่ากับรนหาที่หรอกหรือ เอ...หรือเขาคิดว่าเป็นที่โปรดปรานแล้วฮ่องเต้คงไม่...”
หานลู่ส่ายหน้า “ข้าเคยพบเขาสองครั้ง มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคนหนักแน่นมั่นคง คิดว่าเขาคงยอมรับโดยดีหากฮ่องเต้ทรงพระราชทานโทษตายให้”
ถงหลี่ขมวดคิ้ว “ท่านคิดเช่นนั้นหรือขอรับ”
“เอาไว้เจ้าพบเขาเจ้าจะรู้”
มองดูใต้เท้าของตนมั่นอกมั่นใจปานนั้น ถงหลี่ไหนเลยจะกล้ากล่าวอะไรออกมาอีก เขาได้แต่หวังว่าเมืองอันหยางคงไม่วุ่นวายจนรับมือไม่ได้
เรื่องคดีความต่างๆ นั้นเขามั่นใจว่ารับมือได้ แต่องค์หญิงหมิงจูผู้นั้น เขาไม่มั่นใจว่าอีกฝ่ายจะตามหยางอวี่มาหรือไม่
ข่าวลือที่องค์หญิงหมิงจูชื่นชมในตัวหยางอวี่ แน่นอนมีขุนนางในราชสำนักคนใดบ้างไม่รู้ และก็เช่นกันเรื่องที่หยางอวี่ไม่เคยมีท่าทีใดๆ ก็เป็นที่ประจักษ์
จะว่าไปแล้วการที่เขาปฏิเสธก็ไม่ได้เหนือความคาดหมาย แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่หลายคนไม่คาดคิดอยู่ดี เพราะหากฮ่องเต้ทรงสั่งประหาร แน่นอนว่าศีรษะของหยางอวี่ก็คงหลุดจากบ่าไปแล้ว
