บท
ตั้งค่า

บทที่ 4 อุบัติเหตุ

บทที่ 4 อุบัติเหตุ

ถึงจะไม่อยากไปยังไง สุดท้ายร่างเล็กก็ต้องคว้าจักรยานคู่ใจออกมาจากบ้าน ล้อจักรยานบดกับหินกรวดไปตามทางดินสีแดง ลมที่พัดเอาไอร้อน ๆ ของแสงแดดเข้าหน้าเข้าตา เหงื่อซึมแผ่นหลังจนเสื้อบางแนบเนื้อ

หัวใจน่านฟ้าไม่เคยเต้นแรงเพราะแดด…แต่เพราะความจริงที่หนีไม่พ้น เขาต้องเอาขนมไปส่ง ที่นั่นบ้านไร่ส้มที่เขาเคยแอบปีนรั้วไปลักกินจนเป็นเรื่อง บ้านที่มี อาทิตย์เป็นคนเฝ้าไร่ผู้ชายตัวโต หน้านิ่ง ดุจนกเหล็ก แต่ชอบกวนประสาทจนเลือดขึ้นหน้าแทบทุกครั้งที่เจอ

เสียงล้อจักรยานชะลอลงเมื่อมาถึงหน้าบ้านไม้กว้างกลางไร่ส้ม แสงแดดลอดกิ่งไม้ส้มลงมาสะท้อนบนผิวตะกร้าไม้สานที่วางอยู่ในตะแกรงหน้ารถ ร่างเล็กหยุดยืนหอบนิด ๆ ก่อนจะสูดลมหายใจแรง ราวกับต้องรวบรวมความกล้าครั้งใหญ่สุดในชีวิต

แล้วใช่อย่างที่คิด อาทิตย์ยืนรออยู่แล้ว

เขาพิงเสาไม้หน้าบ้าน ร่างสูงใหญ่ในเสื้อยืด

สีหม่นกับกางเกงยีนส์ซีด ดูง่าย ๆ แต่แค่ยืน

เฉย ๆ ก็เหมือนมีอำนาจบังคับให้คนอื่นต้องเหลียวมอง

“เหนื่อยหรอ…ซาลาเปา”

เสียงทุ้มกวน ๆ ดังขึ้นทันทีที่น่านฟ้าลากเท้าลงจากจักรยานเหมือนระเบิดเวลาในอกถูกกดปุ่ม น่านฟ้ากำมือแน่น

“กูบอกว่ากูชื่อน่านฟ้า!!”

“หูมึงคงมีปัญหา”

อาทิตย์ยักคิ้ว มุมปากกระตุกยิ้มกวนประสาท เสียงหัวเราะในลำคอหึ ๆ ดังเหมือนตั้งใจจะยั่ว

“ไหนล่ะ ขนม ที่ป้านภาให้เอามา”

น่านฟ้ากอดตะกร้าแน่นเหมือนเป็นเกราะ

“ไม่ได้เอามาให้มึง”

“เอ้าแม่พี่บอกว่าป้านภาจะเอาขนมส่งมาให้บ้านพี่นะ”

“ก็เอามาให้จริง แต่กูไม่ได้เอามาให้ มึง …กูเอามาให้แม่เลี้ยงอาทิตยา!”

เสียงประชดประชันทำให้อาทิตย์หัวเราะออกมาเต็มปาก สายตาที่มองเด็กตรงหน้ามีประกายขำขันปนเอ็นดู

“แม่เลี้ยงอาทิตยาก็แม่พี่ไง พี่รับแทนได้ ไม่มีปัญหา”

“เอ้า เอาไป!”

น่านฟ้ากระแทกตะกร้าใส่มือเขาเต็มแรงจนเสียงไม้เสียดสีกันดัง กร๊อบ ก่อนจะสะบัดหน้าเหมือนหงุดหงิดสุด ๆ

“วุ่นวาย!”

อาทิตย์ยิ้มบาง ๆ แต่สายตาที่ทอดมองกลับนุ่มนวลขึ้นแบบที่น่านฟ้าไม่เคยเห็นมาก่อน เหมือนเขาไม่ได้หงุดหงิดเลย กลับสนุกที่ได้เห็นท่าทีงอแงเหมือนเด็กของอีกฝ่าย

“กินเค้กส้มไหม แม่พี่เพิ่งทำไว้”

เสียงชวนฟังอ่อนลงผิดกับท่าทีปากเสียเมื่อกี้

“กูไม่กินขนมกับคนแปลกหน้าอย่างมึง”

“แปลกหน้ายังไง ชื่อก็รู้แล้ว หน้าก็เคยเจอกัน แถมยังแอบมาลักส้มที่ไร่พี่เกือบทุกวันอีก แบบนี้ยังจะเรียกแปลกหน้าอีกหรอ”

น่านฟ้าเหมือนถูกจับโป๊ะเข้าเต็ม ๆ หน้าแดงวาบทันที ทั้งโกรธทั้งอายจนไม่รู้จะแก้ตัวยังไง เลยยกนิ้วกลางใส่สวนทันที

“กวนตีน!”

เขาหันหลังทำท่าจะวิ่งหนี แต่ยังไม่ทันก้าวได้สองก้าว ข้อมือเล็กก็ถูกคว้าไว้ด้วยฝ่ามืออุ่นใหญ่ การกระชากแรงไปนิดทำให้ร่างเล็กเสียหลัก ล้มเซลงไปชนเข้ากับอกอุ่นของอาทิตย์

ตุบ!!

แรงกระแทกทำให้ริมฝีปากทั้งคู่ชนเข้าหากันโดยไม่ตั้งใจ ดวงตากลมโตของน่านฟ้าค้าง หัวใจเต้นโครมครามเหมือนจะหลุดออกจากอก ทุกอย่างเงียบลงในชั่ววินาที มีเพียงสัมผัสร้อนจัดตรงริมฝีปากที่ทำให้ลมหายใจสั่นพร่า

กลิ่นสบู่จาง ๆ จากตัวอาทิตย์ปะปนกับกลิ่นส้มหวานรอบไร่ ราวกับโลกทั้งใบถูกย้อมด้วยสีส้มอบอุ่น

“ปะ…ปล่อยกู ไอ้เหี้ย!”

เสียงน่านฟ้าสั่น เขาดิ้นพร่าน พยายามผลักตัวเองออกจากวงแขนแข็งแรง

แต่ยิ่งดิ้น อาทิตย์ก็ยิ่งรั้งแน่นกว่าเดิม กล้ามแขนตึงราวกับจะขังเด็กดื้อเอาไว้ตรงนั้น เสียงทุ้มเอ่ยช้า ๆ ข้างหู

“พูดเพราะ ๆ หน่อยสิ พี่บอกกี่ครั้งแล้ว”

“กูไม่พูดเพราะกับมึง! ปล่อยกู!”

“พูดดี ๆ ก่อนสิ”

“กูบอกให้ปล่อยเดี๋ยวนี้!”

เสียงแหลมตะโกนลั่น ดวงตากลมแดงก่ำทั้งเขินทั้งโมโห

ทั้งคู่ยื้อกันตรงลานบ้านเหมือนลูกแมวกัดกับหมา น่านฟ้าพยายามลุกขึ้น แต่จังหวะนั้นเอง อาทิตย์ก็แกล้งรั้งแรง ๆ อีกครั้ง ทำให้ร่างเล็กเสียหลักล้มลงมาแนบกับตัวเขาอีกคราว

ครั้งนี้ความใกล้ชิดทำให้ได้ยินเสียงหัวใจของกันและกันชัดเจน ร่างเล็กสั่นน้อย ๆ เหมือนทั้งกลัวทั้งไม่เข้าใจความรู้สึกใหม่ที่กำลังถาโถมเข้ามา

ทว่า

“พวกมึงทำอะไรกัน!”

เสียงเข้มดังก้องมาจากทางเข้าบ้าน หนักแน่นจนเหมือนสายฟ้าฟาดกลางบ่าย ทำเอาร่างเล็กที่ยังพะวักพะวงกับอ้อมกอด รีบผละออกจากกันทันทีเหมือนถูกไฟลวก

หัวใจน่านฟ้าหยุดเต้นไปชั่ววินาที ใบหน้าซีดเผือด มือเย็นเฉียบเพราะความกลัว

อาทิตย์เองแม้จะพยายามวางมาดนิ่ง แต่ก็เห็นชัดว่าไหล่กว้างกระตุกเกร็ง

ทั้งคู่หันไปพร้อมกัน และเจอเข้ากับเงาร่างสองสายที่ไม่ต่างจากภูเขาลูกใหญ่บดบังแสงอาทิตย์เอาไว้ทั้งหมด พ่อเลี้ยงอนันต์ ยืนกอดอก สีหน้าขึงขังดุดัน ดวงตาวาวโรจน์จนไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรงเคียงข้างคือ พ่อเลี้ยงสุริยา สีหน้าแข็งกร้าวไม่แพ้กัน รัศมีอำนาจของสองคนทำให้อากาศรอบ ๆ หนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก

เลือดในกายของทั้งน่านฟ้าและอาทิตย์เย็นเฉียบแทบกลายเป็นน้ำแข็ง ต่างรีบลุกพรวดขึ้นยืนเต็มความสูง คนหนึ่งยืนก้มหน้าไม่กล้าสบตา อีกคนยกมือขึ้นทำท่าจะอธิบาย

“พอดีน้องล้มครับ…ผมเลยรับไว้”

“กลับบ้านเดี๋ยวนี้น่านฟ้า!”

เสียงคำรามของพ่อเลี้ยงอนันต์ดังก้อง

อากาศรอบตัวเหมือนหนักขึ้นทันที ความตึงเครียดระหว่างสองครอบครัวประทุขึ้นอีกครั้ง พ่อเลี้ยงอนันต์ตวาดใส่พ่อเลี้ยงสุริยา

“มึงสั่งสอนลูกมึงบ้าง อย่ามายุ่งกับลูกกู!”

พ่อเลี้ยงสุริยาไม่ยอมเลยหันไปพูดว่า

“มึงก็เหมือนกันสั่งสอนลูกมึงด้วย อย่ามายุ่งวุ่นวายกับลูกกู แล้วมึงสองคนพ่อลูกมาทำอะไรที่ไร่กู”

“กูมารับลูกชายกู”

“มึงจำไว้เลยนะไอ้สุริยาว่าอย่ามาคิดจะมายุ่งกับลูกกับเมียกู”

“โถ่ ๆ….ไอ้ควายไอ้อนันต์เรื่องมันนานมาแล้วมึงยังไม่ลืมอีกหรอใครอยากจะไปยุ่งกับมึงปัญญาอ่อน”

“มึงนะสิปัญญาอ่อนไอ้สุริยา”

คำต่อคำยิ่งตอกย้ำความบาดหมางเก่าที่ไม่เคยจางหาย ทั้งสองขยับเข้าใกล้กันเหมือนจะวางมวย น่านฟ้าหน้าซีดจัด ส่วนอาทิตย์รีบพุ่งไปดึงแขนพ่อไว้

“พอแล้วครับพ่อ! แม่ก็ไม่อยู่ อย่าให้เรื่องบานปลายเลยครับ”

แต่เสียงตะโกนกลับไปกลับมาระหว่าง “สุริยา” และ “อนันต์” ยังคงดังสะท้อนก้องไปทั่วไร่ส้ม…

และในหัวใจของเด็กทั้งสอง ก็รู้ดีว่านี่ไม่ใช่แค่อุบัติเหตุเล็ก ๆ อีกต่อไปแล้ว

ก่อนหน้านั้น

พ่อเลี้ยงอนันต์ที่เพิ่งกลับมาจากคุยกับลูกค้า เหงื่อยังไม่ทันแห้งก็เห็นแม่เลี้ยงนภาเดินเข้าบ้านมาพอดี จึงเอ่ยถามทันทีด้วยน้ำเสียงห้วน ๆ

“คุณ ลูกชายเราไปไหน”

แม่เลี้ยงนภาหันกลับมาตอบเสียงเรียบ ๆ แต่แฝงด้วยความอ่อนโยน

“อ๋อ ฉันให้น่านเอาขนมไปส่งที่ไร่ส้มสุริยา”

ทันทีที่ได้ยินชื่อ ‘ไร่ส้มสุริยา’ ดวงตาคมของอนันต์ก็แข็งกร้าวขึ้น สีหน้าบึ้งตึงราวกับฟ้าผ่ากลางอก

“ทำไมทำแบบนั้น! ก็รู้อยู่ว่าพี่ไม่ชอบขี้หน้ามัน ทำไมต้องส่งลูกเราไป”

“ก็แค่นี้เองพี่ ฉันทำขนมใหม่ ๆ อยากให้แม่เลี้ยงอาทิตยาชิมหน่อย”

“จะส่งอะไรก็ส่งเองสิ! ทำไมต้องให้ลูกไป!”

เสียงคำรามดังก้อง หัวใจของคนเป็นแม่สั่นวาบ แต่ยังคงพยายามอธิบาย

“ฉันก็ไม่เห็นเป็นไรเลย…”

อนันต์ไม่ได้รอฟังจนจบ รีบหุนหันพลันแล่นออกจากบ้าน ทิ้งให้นภายืนงงกับความโกรธที่เกินเหตุ จนไม่เข้าใจว่าทำไมสามีถึงห่วงลูกเกินขอบเขตนัก และสิ่งที่ทำให้ไฟโกรธยิ่งทวีคูณ ก็คือภาพที่เขาเห็นเมื่อไปถึงไร่สุริยา

ลูกชายของเขา “น่านฟ้า” กำลังล้มกอดกับ “อาทิตย์” อยู่หน้าบ้าน!

แม้ทั้งคู่จะลุกพรวดขึ้นแล้วรีบอ้างว่าเป็นอุบัติเหตุ แต่สำหรับอนันต์ ภาพนั้นมันฝังลึกจนเลือดในกายเดือดพล่าน

เมื่อพาน่านฟ้ากลับถึงบ้าน อนันต์ก็แทบจะระเบิดออกทันที เขาก้าวตรงไปหาเมียรักด้วยใบหน้าเคร่งขรึม

“คุณรู้ไหม ลูกชายไอ้สุริยามานอนกอดลูกเราอยู่หน้าบ้าน!”

น่านฟ้าที่เดินตามมาติด ๆ รีบวิ่งไปกอดแม่แน่น น้ำตาเอ่อคลอ

“มันเป็นอุบัติเหตุครับแม่ หนูไม่ได้ตั้งใจ!”

อนันต์หันมาจ้องลูกชาย ดวงตาเต็มไปด้วยทั้งความโกรธและความหวง

“ต่อไปนี้ห้ามไปที่บ้านนั้นอีก! ไม่ว่าเรื่องอะไร ห้ามให้ลูกไปส่งขนม ให้คนอื่นไปแทน เข้าใจไหม!”

นภาหันขวับ ดวงตาวาวด้วยความไม่พอใจ

“พี่อนันต์! พี่จะใช้อำนาจเกินไปแล้วนะ เรื่องแค่นี้ทำไมต้องทำเป็นเรื่องใหญ่โต ลูกก็บอกแล้วว่าเป็นอุบัติเหตุ!”

“อุบัติเหตุบ้าอะไร! มันนอนจูบกันอยู่ต่อหน้าต่อตา!”

คำพูดนั้นเหมือนคมมีดกรีดหัวใจน่านฟ้า เขารีบส่ายหน้ารัว ๆ เสียงกระตุกตะกักออกมาแทบไม่เป็นคำ

“ไม่ใช่นะครับพ่อ! มันเป็นอุบัติเหตุจริง ๆ หนูล้ม…หนูเป็นคนไปล้มทับมัน หนูไม่ได้ตั้งใจไปกอดมันเลย”

บรรยากาศในห้องเงียบกดดันจนแทบหายใจไม่ออก เสียงสะอื้นแผ่ว ๆ ของน่านฟ้าเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ดังอยู่

พ่อเลี้ยงอนันต์สูดลมหายใจแรง ๆ พยายามกดอารมณ์ แต่เสียงยังคงดุดัน

“ช่างมัน! ต่อไปนี้ห้ามยุ่งวุ่นวายกับคนบ้านนั้นอีกเด็ดขาด พ่อเกลียดมันไอ้สุริยา!”

นภาก้าวเข้ามาขวาง ดวงตาสั่นไหวด้วยทั้งความโกรธและเสียใจ

“มันจะเกินไปแล้วนะพี่อนันต์! นี่มันปัญหาของพวกพี่สองคน จะลากเอาเด็ก ๆ มารับกรรมด้วยทำไม!”

“โธ่…นภาก็ไอ้สุริยามันจ้องจะแย่งทั้งน้องทั้งลูกไปจากพี่ พี่จะทนได้ยังไง!”

“เลิกคิดแบบนั้นได้แล้ว! เรื่องเก่าก็เรื่องเก่า ตอนนี้ลูกเราโตแล้วนะ พี่จะเอาอคติพวกนั้นมายัดใส่หัวลูกอีกทำไม!”

แต่แทนที่จะอ่อนลง ดวงตาอนันต์กลับแข็งกร้าวขึ้นกว่าเดิม

“ไม่รู้แหละ! พี่รักของพี่ พี่หวงของพี่ งั้น…ม.4 ที่กำลังจะขึ้น พ่อจะส่งน่านฟ้าไปเรียนที่ออสเตรเลีย!”

คำพูดนั้นทำให้หัวใจน่านฟ้าเหมือนถูกฉีกออก เขาเงยหน้าขึ้น น้ำตาไหลพราก

“พ่อ หนูไม่อยากไป! หนูอยากอยู่กับแม่ อยู่ที่นี่!”

“ไม่ได้! จะต้องไป ต้องอยู่ให้ห่างจากพวกมัน!”

เสียงตะคอกนั้นเหมือนค้อนทุบลงกลางอก เด็กหนุ่มตัวเล็กทนไม่ไหวอีกต่อไป ร้องไห้ออกมาทั้งน้ำตาแล้ววิ่งพรวดขึ้นห้อง ปล่อยเสียงฝีเท้ากระแทกบันไดดังไปทั่วบ้าน

เหลือเพียงความเงียบอันอึดอัด

แม่เลี้ยงนภายืนกำหมัดแน่น น้ำตาคลอ ขณะที่พ่อเลี้ยงอนันต์ยืนหอบหายใจแรง ๆ ใบหน้าตึงเครียดเต็มไปด้วยความหวงและความกลัวที่จะเสียสิ่งที่รักที่สุดไปอีกครั้ง หลังจากน่านฟ้าวิ่งหนีขึ้นห้องไปด้วยน้ำตา แม่เลี้ยงนภาที่มองตามลูกด้วยหัวใจสลายก็หันขวับกลับมาจ้องหน้าสามี น้ำเสียงสั่นเครือแต่เต็มไปด้วยความโกรธ

“มันจะเกินไปแล้วนะพี่อนันต์! ลูกไม่อยากไป แต่พี่จะไปบังคับลูกได้ยังไง!”

พ่อเลี้ยงอนันต์ยืนกำหมัดแน่น เส้นเลือดขมับปูดชัด สีหน้าเต็มไปด้วยความเครียดและหวงแหน

“นภา มันคือทางออกที่ดีที่สุดลูกจะได้มีอนาคต ได้เรียน ได้เติบโต… แล้วก็ไม่ต้องไปเจอพวกบ้านไอ้สุริยาอีก!”

“อนาคตอะไรของพี่วะ!”

แม่เลี้ยงนภาเผลอหลุดคำแรง น้ำตาคลอหน่วย

“เด็กมันจะรักกัน จะชอบกัน หรือมันจะอะไร มันก็เรื่องของเด็ก พี่นั่นแหละ! ตัวปัญหา

ปัญหาของพวกพี่แต่เอามายัดเยียดให้ลูกต้องเจ็บ มันใช่เหรอ?”

อนันต์สะอึก แต่ก็ยังตะคอกตอบเสียงดัง

“พี่ไม่สน! พี่รู้แค่นี่คือทางที่ดีที่พี่เลือกให้ลูก! จะด่าพี่ว่าเผด็จการก็ช่าง แต่พี่จะไม่ยอมให้ลูกต้องไปข้องเกี่ยวกับครอบครัวน่ารังเกียจนั่น!”

“พี่มันบ้าอำนาจเกินไปแล้วพี่อนันต์!”

นภาเถียงกลับทันที มือสั่นเพราะทั้งโกรธทั้งเสียใจ

“โธ่…นภา”

อนันต์เสียงอ่อนลงนิดหน่อย แต่สายตายังแข็งกร้าว

“พี่ก็แค่อยากให้ลูกได้ไปเจอโลกที่ดีกว่านี้ โลกที่ไม่ใช่ไร่ส้มห่วย ๆ ของไอ้สุริยา”

นภาส่ายหน้าแรง ๆ เหมือนจะปัดคำพูดสามีทิ้ง

“แต่มันยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยนะ! เด็ก ๆ ก็บอกอยู่ว่าเป็นอุบัติเหตุ พี่คิดไปไกลเองทั้งนั้น!”

“พี่ไม่สน!”

อนันต์ตวาดลั่นจนเสียงสะท้อนทั่วบ้าน

“พี่ต้องตัดไฟแต่ต้นลม ต่อให้มันคิดกันหรือไม่คิดกัน พี่ไม่สนใจทั้งนั้น! แต่อย่างน้อย พี่จะไม่มีวันยอมเห็นลูกเราไปเกี่ยวข้องกับลูกมันไม่ว่าจะเป็นลูกเขย? หรือ ลูกสะใภ้? ก็ไม่มีวัน!!!”

ความเงียบอึดอัดเข้าปกคลุมในทันที แม่เลี้ยงนภาหัวเราะหยันออกมาเบา ๆ น้ำตาไหลพราก

“ฉันล่ะ…เหนื่อยใจกับพี่จริง ๆ พี่อนันต์ พูดไปก็ไม่มีประโยชน์ ฉันไม่อยากเถียง ไม่อยากฟังอะไรอีกแล้ว”

เธอหันหลังเดินไปอย่างเย็นชา

“ฉันไปทำขนมดีกว่า อย่างน้อยขนมมันก็ไม่ทำให้ฉันปวดหัวแบบพี่”

ประตูครัวปิดดัง ปัง! ทิ้งให้พ่อเลี้ยงอนันต์ยืนนิ่งอยู่กลางห้อง สีหน้าเต็มไปด้วยความดื้อดึงปนสับสน ความโกรธคุกรุ่นในอกจนแทบระเบิด แต่ลึก ๆ ก็เริ่มรู้ตัวว่าตัวเองเผลอทำให้เมียรักเสียใจไปแล้ว

เสียงก้าวเดินหนัก ๆ ของเขาดังก้องไปตามพื้นไม้ ก่อนหยุดลงหน้าประตูครัว…สุดท้าย พ่อเลี้ยงอนันต์ที่ปากแข็งมาตลอด ก็ได้แต่ยกมือลูบหน้าตัวเองหนัก ๆ สูดหายใจเข้าลึก แล้วบ่นพึมพำเสียงแผ่ว

“เวรเอ๊ย… พี่ไม่น่าพูดกับนภาแบบนั้นเลย…”

เมื่อผลักประตูเข้าไป กลิ่นหวานหอมของน้ำตาลไหม้คลุ้งเต็มห้อง แต่บรรยากาศกลับเย็นเยียบ นภายืนหันหลังให้ ก้มหน้าก้มตาตีแป้งในอ่าง ไม่แม้แต่จะเหลียวมามอง สามีที่เข้ามา

“นภา…”

เสียงเรียกแผ่วต่ำจนแทบเป็นกระซิบ

มือที่ตีแป้งยังไม่หยุด นภาทำเหมือนไม่ได้ยิน

พ่อเลี้ยงอนันต์ถอนหายใจยาว เดินเข้าไปใกล้ช้า ๆ จนยืนอยู่ข้างหลัง เขายกมือเหมือนจะเอื้อมไปแตะแต่ก็ชะงัก ครู่หนึ่งจึงตัดสินใจวางมือลงบนไหล่เมียเบา ๆ

“พี่ขอโทษ”

“…”

“เมื่อกี้พี่พูดแรงไป พี่รู้…”

เสียงของเขาสั่นอย่างที่ไม่ค่อยมีใครได้ยิน

“แต่ที่พี่ทำทั้งหมด พี่ก็เพราะรัก เพราะห่วงนภา… เพราะหวงลูก”

แม่เลี้ยงนภาวางตะกร้อตีแป้งลงโต๊ะเสียงดัง เพล้ง! หันกลับมามองเขาตรง ๆ ดวงตาแดงก่ำ น้ำตาคลอ

“หวงลูก? หรือจริง ๆ แล้วพี่หวงแต่ศักดิ์ศรีตัวเอง! พี่กลัวอะไร กลัวลูกไปผูกพันกับครอบครัวที่พี่เกลียดนักเกลียดหนา? กลัวเสียหน้าหรือไง?”

คำพูดแทงใจ พ่อเลี้ยงอนันต์นิ่งไปชั่วขณะ สีหน้าแข็งกระด้างเริ่มแตกหัก เขาเงียบ ไม่เถียงกลับเหมือนเคย

นภาสูดลมหายใจลึก พยายามกักน้ำตา

“พี่อนันต์… ลูกไม่ใช่สมบัติของพี่นะ เขามีหัวใจ มีสิทธิ์จะเลือกจะรักเอง ต่อให้พี่พยายามบังคับ เขาก็จะเจ็บ พี่จะยอมเห็นลูกเราเจ็บไปทั้งชีวิตเพราะศักดิ์ศรีงี่เง่าพวกนี้เหรอ?”

อนันต์กัดฟันแน่นเหมือนสู้กับความรู้สึกในอก สุดท้ายเขาก็ยกมือขึ้นกุมมือเมียไว้แน่น ก้มหน้าต่ำอย่างยอมอ่อน

“พี่มันผิดเอง… พี่โง่เองนภา พี่รักพี่หวงจนหน้ามืดตาบอด พี่ไม่อยากเสียลูก… ไม่อยากเสียเธอ… พี่ถึงทำตัวบ้า ๆ แบบนี้”

น้ำตาของนภาไหลอาบแก้มทันที เธอส่ายหน้าแต่ก็ปล่อยให้เขากุมมือไว้

“รู้ตัวก็ดีแล้วพี่อนันต์… อย่าผลักลูกออกไปไกลกว่านี้เลยนะ ฉันขอแค่นี้”

พ่อเลี้ยงอนันต์ค่อย ๆ ดึงเมียเข้ามากอดแน่น กลิ่นแป้งและน้ำตาลติดเสื้อเขา แต่หัวใจกลับอุ่นขึ้นอย่างประหลาดเสียงทุ้มกระซิบแผ่วข้างหู

“พี่สัญญา… จะพยายามฟังลูก ฟังนภา… ไม่ให้ปากเสียแบบเมื่อกี้อีกแล้ว”

แม่เลี้ยงนภาซบอกสามี ปล่อยน้ำตาไหลอย่างไม่ห้าม ในที่สุดความดื้อด้านของพ่อเลี้ยงใหญ่ก็เริ่มสลายลงเพราะผู้หญิงเพียงคนเดียวที่เขายอมอ่อนให้

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel