บทที่ 3 เรียกพี่ก่อน
บทที่ 3 เรียกพี่ก่อน
เช้าอันสดใส ฟ้าสีครามเหนือไร่เขียวขจี ลมอ่อน ๆ พัดโชยกลิ่นหญ้าสดจากทุ่งกว้างเข้ามาในบ้าน ฟาร์มโคนมของครอบครัวน่านฟ้าเหมือนถูกปลุกให้คึกคักตั้งแต่ไก่ขัน
เสียงรองเท้าแตะกระทบพื้นไม้ดังตึกตัก ๆ ก่อนที่ร่างสูงโปร่งของ น่านฟ้า จะเดินลงบันไดมา ใบหน้ายังมีร่องรอยความง่วงแต่ดวงตากลับเปล่งประกายอารมณ์ดี เพราะวันนี้คือวันหยุด ไม่ต้องตื่นแต่เช้าไปโรงเรียน อีกไม่กี่เดือนก็จะขึ้น ม.4 แล้ว แต่ในใจเขายังเหมือนเด็กซน ๆ ที่ไม่ยอมโต
พอลงมาถึงห้องอาหาร กลิ่นกับข้าวที่แม่ทำไว้ลอยหอมจนท้องร้องทันที บนโต๊ะมีไข่เจียวหมูสับกรอบ ๆ น้ำพริกกะปิพร้อมผักลวก ต้มจืดฟักใส่ซี่โครงหมู และที่ขาดไม่ได้คือปลาทอดตัว
โต ๆ ของโปรดเขา
แต่สิ่งที่น่านฟ้าเห็นก่อนอาหารก็คือ ธารกับธีม สองเพื่อนซี้ที่กลายเป็นเหมือนลูกน้องขาประจำ กำลังนั่งรอหน้าแป้นอยู่ก่อนแล้ว
“สวัสดีครับลูกพี่”
ธารกับธีมพูดพร้อมกัน เสียงเจื้อยแจ้วแต่ใบหน้าเต็มไปด้วยความกวน
น่านฟ้ายกคิ้วขึ้น หยิบแก้วน้ำดื่มก่อนตอบเสียงห้วน ๆ แต่แอบยิ้มมุมปาก
“เออ มาแต่เช้าเลยนะพวกมึงอ่ะ”
ธีมหัวเราะหึ ๆ
“อ้าว!! มาเช้าก็บ่น มาสายก็ว่า”
ธารเลยรีบเสริม
“ลูกพี่จะเอายังไงครับ เอาเวลาไหนพวกผมก็จะทำตาม”
น่านฟ้ากลอกตา เหวี่ยงคำพูดทันที
“หืมมม …ไอ้เชี่ยนี่ กวนตีนแต่เช้าเลยนะ”
ธีมยกมือเกาศีรษะ ยิ้มกวน ๆ
“สักทีไหมมึงอ่ะ”
“ปากดี”
“ผมผิดอะไรครับเนี่ย”
ธารทำหน้าละห้อยเหมือนโดนรังแก
“เออ พวกมึงไม่ผิดหรอก กูผิดเองก็ได้”
น่านฟ้าโบกมือเหมือนยอมแพ้แต่จริง ๆ ก็หมั่นไส้ทั้งสามคนหัวเราะพรืดออกมาพร้อมกัน บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความสดใส แม่ของน่านฟ้ามองอยู่ห่าง ๆ ก็ส่ายหัวแต่แอบยิ้ม เพราะเห็นแล้วก็รู้ว่าลูกชายไม่เคยเหงา
หลังจากกินอิ่มจนพุงตึง ธารกับธีมก็หันไปสะกิดน่านฟ้า
“ลูกพี่ ไปไหนต่อดีอ่ะ วันนี้ฟ้าโคตรดีเลยนะ”
“กูว่าไปดูวัวกันมั้ย เมื่อวานเห็นคนงานต้อนฝูงไปปล่อยหญ้า กูอยากลองปั่นจักรยานไปดู”
น่านฟ้าพยักหน้าทันที
“เออ ไปดิ อยู่บ้านก็เบื่อ ๆ”
ไม่กี่นาทีต่อมา เสียงล้อจักรยานดังกรุ๋งกริ๋ง ๆ สามหนุ่มน้อยปั่นกันไปตามทางในฟาร์ม ลมปะทะหน้า หญ้าเขียวไหวระริก กลิ่นโคลนผสมกลิ่นฟางลอยเข้าจมูก มันคือความสุขแบบเด็กบ้าน ๆ ที่ไม่ต้องใช้เงินก็สนุกได้
“เฮ้ย ๆๆๆ ระวังวัว!”
ธารตะโกนเมื่อเห็นฝูงวัวตัวใหญ่เดินข้ามทาง
“กลัวอะไรล่ะวะ กูเจ้าของฟาร์ม กูเอาอยู่!”
น่านฟ้าตะโกนตอบแล้วหักจักรยานเลี้ยว
เฉียด ๆ จนเกือบชน
ธีมกับธารร้องลั่น แต่สุดท้ายก็หัวเราะเหมือนคนบ้า เพราะน่านฟ้าดันโชว์ความเก่งไม่กลัวอะไรอีกแล้วทั้งสามคนปั่นจักรยานไล่วัวในฟาร์ม กลายเป็นภาพเช้าที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ความผูกพัน และความซนแบบวัยรุ่นชนบทที่ไม่ต้องเสแสร้ง
อาทิตย์ วันนี้เขาตั้งใจจะไปเฝ้าสวนส้มที่ท้ายไร่ เพื่อรอดู ‘เด็กดื้อแก้มซาลาเปา’ ว่าวันนี้จะมาลักส้มอีกหรือเปล่า เขายืนอยู่หลังรั้วมองทางเข้าด้วยสายตาจริงจัง ดวงตาคมจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของสวนส้ม มือทั้งสองข้างนั้นกอดอกไว้รอ ระหว่างรอก็กระตุกนิ้วเล่นเบา ๆ รออย่างอดทน
สายลมเช้าเย็น ๆ พัดผ่านใบส้ม ทำให้กลิ่นหอมจาง ๆ ของผลส้มลอยเข้าจมูก อาทิตย์ขมวดคิ้วเล็กน้อย หันมองไปรอบ ๆ เห็นคนงานทำงานกันอยู่ไกล ๆ แต่สายตาของเขายังคงไม่ละจากต้นส้มตรงชายเขต
ในขณะเดียวกัน น่านฟ้าก็เพิ่งปั่นจักรยานมาถึงบริเวณชายเขตติดต่อไร่ส้มของบ้านตัวเอง หลังจากปั่นจักรยานเล่นกับธารและธีมจนเหนื่อย เขาหยุดรถ พักหอบสักครู่ แล้วหันไปพูดกับสองเพื่อน
“ไปเอาส้มสด ๆ จากต้นกินกันเถอะ”
น่านฟ้าพูดด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
ธารและธีมทำหน้าเซ็งปนงง
“โห่ ลูกพี่ยังไม่เข็ดอีกเหรอ?” ธารบ่น
“ใช่ ๆ เพิ่งโดนจับได้เมื่อวาน วันนี้จะไปอีกแล้ว”
ธีมเสริม
น่านฟ้ายิ้มอย่างมั่นใจ ยกคิ้วเล็กน้อย
“นี่ใคร กู ‘น่านฟ้า’ ไม่เคยกลัวใครอยู่แล้ว”
ธารสะดุ้งเล็กน้อย
“ลูกพี่ไม่กลัว แต่พวกผมกลัวนะ”
“พวกมึงอย่าปอดแหกดิว่ะ”
น่านฟ้าแซว พร้อมหัวเราะเบา ๆ
“โธ่..ลูกพี่” ธีมร้อง
“โอ้ย น่ารำคาญว่าพวกมึงอ่ะ”
น่านฟ้าหันไปยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะพุ่งไปยังชายเขต
“งั้นกูไปคนเดียว มึงสองคนรออยู่นี่นะ”
น่านฟ้ากำชับเสียงหนักแน่น
“ถ้าพ่อกูมา มึงรีบไปบอกกูเลยนะ”
“ได้ครับลูกพี่”
น่านฟ้าหลังจากตกลงกับธารและธีมเรียบร้อยแล้ว ก็รีบวิ่งไปชายเขตของสวนส้ม มองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวัง ไม่ทันสังเกตเลยว่ามีสายตาของใครบางคนจับจ้องอยู่ด้านล่าง
อาทิตย์ยืนอยู่ใต้ต้นส้ม ดวงตาคมจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของเด็กดื้ออย่างตั้งใจ ใบหน้าเรียบเฉย แต่หัวใจเต้นแรงนิด ๆ เพราะกลัว
น่านฟ้าจะพลัดตกลงมา
น่านฟ้าเริ่มปีนต้นส้มด้วยความมั่นใจ ก้มหน้าก้มตาเก็บส้มทีละลูก ใส่ตะกร้าอย่างตั้งใจ ปล่อยให้ความตื่นเต้นและความสนุกของการ “ลักส้ม” บังสายตาไปชั่วขณะ
อาทิตย์ก้าวเข้ามาใต้ต้นส้ม กำลังจะเรียกเบา ๆ ให้เด็กดื้อหยุดแต่เมื่อน่านฟ้าไม่ได้ยินเสียง เขาจึงทำเสียง “กะแฮ่ม!” เพื่อดึงความสนใจ
น่านฟ้าไม่สนใจ เขายังคงปีนต้นส้มเก็บผลไม้ไปเรื่อย ๆ จนอาทิตย์ตัดสินใจตะโกนเสียงดัง
“น่านฟ้า!!!”
เหวอออออออ!!
เสียงเรียกทำให้เด็กดื้อชะงัก ปล่อยมือจากกิ่งส้ม เขาหลับตาปี๋ คิดว่าตัวเองกำลังจะตกลงพื้นแน่นอน
ตุบ!!
ร่างน่านฟ้าถูกอาทิตย์รับเอาไว้ทันที ทำให้เขาไม่เจ็บอะไรเลย แถมยังต้องเผชิญกับสาย
ตาดุ ๆ ของอาทิตย์ที่จ้องเขาอยู่แน่น
“พี่บอกแล้วใช่ไหม ไม่ให้มาปีนต้นส้มอีก”
อาทิตย์พูดเสียงเข้ม
น่านฟ้ายืนอึ้งอยู่ในอ้อมกอดของอาทิตย์
“ถ้าพี่มารับไม่ทัน จะเป็นยังไงห้ะ?”
น่านฟ้าเบิกตากว้าง ทำหน้าเหวอเต็มที่
“ใครขอให้มารับละ?”
เขาพึมพำ
“แล้วอยู่ดี ๆจะตะโกนทำไม?”
“ตกใจหมดเลยนะ เห็นไหมล่ะ ถึงได้ตกลงมาแบบนี้”
“ถ้าพี่ไม่ตะโกน จะเห็นเด็กดื้อลักส้มไหมล่ะ?”
อาทิตย์ตอบอย่างจริงจัง
น่านฟ้าทำหน้าไม่สบอารมณ์ เห็นสีหน้าดุ ๆ ของอาทิตย์แล้วอยากจะพลิกสถานการณ์
“ปล่อย!!!”
“ไม่ปล่อย”
“บอกพี่มาก่อน ทำไมไม่ฟังที่พี่พูดเลย”
“ทำไมกูต้องฟังมึงด้วย!”
“ปล่อยกู!!!”
“ไม่ปล่อย”
“ปล่อยกูลง!”
เด็กดื้อดิ้นสุดแรง แต่ยิ่งดิ้นเท่าไหร่ อาทิตย์ก็ยิ่งกอดแน่นเท่านั้น จนน่านฟ้าต้องยอม
“ปล่อย”
“พูดดี ๆ ก่อน”
“ไม่!!”
“งั้นก็อยู่แบบนี้แหละ”
น่านฟ้าถอนหายใจแรง ๆ แล้วทำหน้าบึ้ง
“แล้วจะให้พูดยังไงดี ๆ ของมึงล่ะ?”
อาทิตย์มองหน้าเขาแล้วพูดช้า ๆ
“พูดตามที่พี่บอก”
“พี่อาทิตย์ครับ ปล่อยหนูลงหน่อย”
น่านฟ้าหยุดคิดสักวินาที ก่อนจะพูด
“ควยเหอะ”
“แหนะ พูดไม่เพราะเลยครับ”
“แมร่งเฮ้ย..”
“พี่อาทิตย์ครับ ปล่อยกูลงหน่อยครับ”
“ไม่ใช่แบบนั้นครับ พูดใหม่”
“เชี่ยยย..”
“พี่อาทิตย์ครับ ปล่อยหนูลงหน่อยครับ”
“พอใจยัง?”
“พอใจแล้วครับ”
อาทิตย์ปล่อยให้น่านฟ้ายืนบนพื้น น่านฟ้าทำหน้าไม่ค่อยพอใจ
“เหอะ!!!”
“เหอะอะไรครับ ซาลาเปา?”
“กูบอกไม่ให้เรียกแบบนั้น!”
“พี่บอกว่าไง พูดเพราะ ๆ”
“วุ่นวาย”
น่านฟ้าหันหลังจะเดินหนี แต่จู่ ๆ อาทิตย์ก็จับแขนเขาไว้ ไม่ให้ไป และยื่นหน้าเข้าใกล้พูดเสียงนุ่ม
“ส้มเนี่ย เก็บไปด้วยครับ”
“ไม่เอา! เกลียดขี้หน้าเจ้าของ!”
“ใช่หรอครับ?”
น่านฟ้าหน้าแดง แต่ยังพยายามแสดงท่าทีเกรี้ยวกราด พลักอกอาทิตย์ออก
“เออ กูเอาไปก็ได้”
“ดีครับ ซาลาเปา”
น่านฟ้าได้แต่ก้มหน้าเก็บส้มด้วยใบหน้าที่บึ้งตึงแล้วเดินกระทืบเท้าเดินกลับไปที่ฟาร์ม พอรู้ว่าเริ่มเดินห่างออกไป ก็หันหน้าไปทางอาทิตย์แล้วยกนิ้วกลางให้อาทิตย์
เมื่ออาทิตย์เห็นแบบนั้น เขายิ้มเบา ๆ พลางคิดในใจ ‘ฝากไว้ก่อนเหอะ’
น่านฟ้าเหนื่อยหอบส้มกลับมาที่ฟาร์ม ธารกับธีมที่นั่งรออยู่กับจักรยานก็รีบลุกขึ้นทันที
“ไปนานจังลูกพี่”
ธารเอ่ยด้วยเสียงแผ่ว ๆ แต่แฝงความเป็นห่วง
น่านฟ้าหอบหายใจหนัก ๆ แล้วพูดเสียงติดเหนื่อย
“กูไปเจอหมาบ้ามา”
ธีมตาโตทันที
“มันกัดไหมพี่?”
น่านฟ้าทำหน้าเย็นชา พลางยกยิ้มมุมปาก
“ไม่กัด กูกัดมัน”
ธารและธีมแทบจะร้องลั่น
“บ้าไปแล้วลูกพี่กูกัดกับหมาเนี่ยนะ!”
“โหย..หงุดหงิดไปไกล ๆ ตีนไป!!”
ธารพ่นลมหายใจร้อน ๆ
น่านฟ้าเหนื่อยหอบเลยหอบส้มกลับมาที่ฟาร์ม เขาไม่รอช้า เดินกระฟัดกระเฟียดกลับบ้านไปทันที ทิ้งให้ธารกับธีมต้องลากจักรยานตามหลังไปอย่างทุลักทุเล
“แล้วเราจะไปยังไงวะ… สองคนสามคันนี่”
ธารถอนหายใจ พยายามยกจักรยานขึ้นรากไม้และก้อนหินตลอดทาง
ธีมพยักหน้าเบา ๆ มือเกร็งจนข้อมือเจ็บ
“ลาก ๆ ไปแหละ…ไม่ไหวจริง ๆ”
เขาพูดพลางหยุดยืนพักเหนื่อย
จักรยานทั้งสามคันครูดกับพื้น ทำเสียงดังเป็นจังหวะคลืด ๆ ธารกับธีมพยายามคุมไม่ให้ล้ม แต่หลายครั้งก็สะดุดก้อนหินจนต้องเบรกทันที
“โอ๊ย! เฮ้ย…จักรยาน! ทำไมมึงไม่เชื่อฟังวะ!”
ธารตะโกนด้วยความหงุดหงิด แต่ก็อดขำไม่ได้
ธีมยืนหน้าซีด พลางถอนหายใจแรง ๆ
“นี่เรากำลังลากจักรยานหรือถูกซ้อมรบกันแน่วะ…”
ทุกก้าวทั้งเหนื่อย ทั้งทุลักทุเล แต่ก็แฝงความขำขันอยู่ในทุกย่างก้าว มองไปข้างหน้าก็เห็นน่านฟ้าเดินนำไปอย่างมั่นใจ มือหนึ่งถือส้ม มืออีกข้างแกว่งไปตามแรงอารมณ์ บางครั้งก็หันมามองพวกเขาเหมือนจะบอกว่า
“ตามมาสิ ถ้าไม่ไหวก็ทิ้งไป”
ธารกับธีมสบตากันแล้วหัวเราะเบา ๆ แม้จะเหนื่อยสุด ๆ แต่ก็อดขำไม่ได้กับความดื้อของลูกพี่
“ดื้อแบบนี้…เหนื่อยใจเลย”
ธีมพูดเสียงแผ่ว
ธารถอนหายใจอีกรอบ พลางดึงจักรยานไปอีกก้าว
“ใช่…”
เสียงหัวเราะเหนื่อย ๆ ผสมกับเสียงล้อครูดพื้น ทำให้บรรยากาศดูทั้งเหนื่อยปนสนุกปนอบอุ่น เหมือนกับทุกก้าวที่ลากจักรยานไป เป็นช่วงเวลาเล็ก ๆ ที่ทำให้สามคนนี้สนิทกันมากขึ้น แม้เหนื่อยแต่เต็มไปด้วยความผูกพัน
พอมาถึงบ้าน น่านฟ้าก็เห็นแม่กำลังทำขนมไทยอยู่บนเคาน์เตอร์ กลิ่นหอมหวานลอยมาแตะจมูก ทำให้ใจบาง ๆ ของเด็กดื้อเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย แต่เขาก็ยังเดินเข้าหาแม่ด้วยท่าทีอ้อน ๆ
“คนสวยค้าบบ~ หนูหิวจัง”
เขายกมือขึ้นลูบหน้า พลางทำตาแป๋วเหมือนแมวขี้อ้อน
แม่มองเขาด้วยสายตาจับผิด แต่ซ่อนรอยยิ้มเอาไว้
“ไปอาบน้ำก่อนค่ะ”
“กอดก่อนได้ไหมครับ”
น่านฟ้าทำหน้าตาเศร้า ราวกับโลกทั้งใบพังพินาศถ้าไม่ได้กอดแม่
“ไม่ค่ะ คุณน่าน”
แม่ตอบเสียงเข้มแต่หัวใจอ่อนโยน
“โธ่..”
เด็กดื้อถอนหายใจแรง ๆ ทำหน้าเจื่อน แต่ก็ยังเอียงตัวไปจูบแก้มแม่เบา ๆ
“ก็ได้ครับ”
แล้วเขาก็วิ่งขึ้นห้องไปอาบน้ำ หลังจากอาบน้ำเสร็จ กลิ่นสบู่หอมอ่อน ๆ ยิ่งทำให้เขารู้สึกสดชื่น ใจเบิกบาน แต่ความเหนื่อยจากการลากจักรยานและหอบส้มก็ยังอยู่
พอลงมาถึงห้องครัว เขาได้ยินเสียงโทรศัพท์แม่ดังขึ้น
“จ้าพี่อาทิตยา เดี๋ยวฉันให้น่านฟ้าเอาขนมไป
ให้พี่ที่ไร่ส้มนะจ้ะ ฉันเพิ่งหัดทำใหม่ ๆ เลย”
“โอเคจ้ะพี่ สักแป๊บนะจ้ะ”
ปลายสายตอบรับ
น่านฟ้าเดินมาหน้าเหวอ ทำตาโต
“แม่…หนู…ไปเหรอครับ?”
เขาพูดเสียงสั่น ๆ ปนงอน
แม่วางสายแล้วหันมาพูดกับเขา
“คุณน่าน เดี๋ยวเอาขนมไปให้แม่เลี้ยงอาทิตยาที่ไร่ส้มแทนคำขอโทษที่เราไปลักส้มทุกวันนะลูก”
“แม่!!!”
น่านฟ้าตาโต หน้าแดงก่ำด้วยความงอนและเขินปนกัน
“หนูไม่อยากไป”
เขาบ่นเสียงสูง ทำท่าจะยืนงอแง
“ต้องไปค่ะคุณน่านฟ้า”
แม่ตอบเสียงเข้ม แต่สายตาเต็มไปด้วยความห่วงใย
“โธ่คนสวย ทำไมทำกับคนหล่อได้ลงคอ”
เขาบ่นพลางยักไหล่ หัวใจเต้นแรงแบบไม่รู้ตัว
“ให้ไอ้ธารกับธีมไปได้ไหมครับ?”
เขาส่งสายตาไปยังสองเพื่อนรักที่ยืนอยู่ข้างจักรยาน
“ไม่ค่ะ คุณน่านต้องไปด้วยตัวเอง”
แม่พูดเด็ดขาด
“งั้นหนูให้สองนั้นไปเป็นเพื่อนนะ”
พร้อมกับชี้ไปที่ธารกับธีม เพื่อนทั้งสองที่หน้าซีดแต่พยายามทำหน้าเข้มสองคนพูดพร้อมกัน
“โห้…ลูกพี่ไม่ไหว”
“ไปคนเดียวเหอะ…เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว”
น่านฟ้าพึมพำเสียงงอน ๆ ก่อนคว้าจักรยานคู่ใจและตะกร้าขนมไว้แน่น
“เออ..จำไว้เลย”
อาทิตย์ เดินเข้าบ้านพอดี แม่เลี้ยงอาทิตยาหันมาบอกเขา
“อาทิตย์ลูกเดียวป้านภาให้น้องน่านฟ้าเอาขนมมาส่งนะ”
“ครับ”
เขาตอบเสียงเรียบ แต่ในใจเริ่มตื่นเต้นเล็ก ๆ
“เดี๋ยวเรารอรับให้แม่หน่อย แม่ต้องออกไปดูคนงาน เห็นว่าเจ็บท้องจะคลอด พ่อก็ไม่อยู่ด้วย”
“ครับแม่”
อาทิตย์นั่งลงรอหน้าบ้าน ใบหน้าเรียบเฉย แต่แววตาแอบเป็นห่วง เขารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เจอเด็กดื้ออีกครั้ง
