บทที่ 5 แยกย้ายกันไปเติบโต
บทที่ 5 แยกย้ายกันไปเติบโต
ลมเย็นจากทุ่งส้มพัดลอดเข้ามาทางหน้าต่าง แต่ในห้องโถงกลับเงียบขรึมเหมือนแบกน้ำหนักบางอย่างเอาไว้ พ่อเลี้ยงสุริยาเอนหลังบนเก้าอี้ไม้ เสียงถอนหายใจดังเฮือกพลางปรายตามองลูกชายที่นั่งก้มหน้ากอดเข่าอยู่ตรงข้าม
“อาทิตย์…มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ บอกพ่อมาตามตรง”
เสียงทุ้มกดต่ำ แฝงความเข้มงวดจนบรรยากาศหนักอึ้งยิ่งกว่าเดิม
อาทิตย์กำลังจะอ้าปาก แต่ยังไม่ทันได้พูด ประตูไม้ก็ดังเอี๊ยด!!!… แม่เลี้ยงอาทิตยาเดินเข้ามาพร้อมกลิ่นสมุนไพรติดกาย หลังกลับจากการพาคนงานสาวไปทำคลอด เดินมาไม่ทันไรก็เอ่ยถามด้วยรอยยิ้มอ่อน
“อ้าว…น้องน่านฟ้ามาส่งขนมให้แล้วใช่ไหมลูก?”
อาทิตย์ชะงักไปทันที กำลังหาคำจะพูด แต่พ่อเลี้ยงสุริยาชิงตอบเสียงขรึมแทน
“มาแล้วก็ไปแล้ว…แล้วไอ้อนันต์มันก็ตามมาโวยวายเอะอะอยู่หน้าบ้านนี่แหละ”
แววตาของแม่เลี้ยงอาทิตยาเปลี่ยนทันที จากอ่อนโยนเป็นตึงเครียด
“เกิดอะไรขึ้นคะ?”
อาทิตย์เลยรวบรวมใจรีบพูดออกมาเสียงจริงจัง
“คือ…อย่างนี้ครับพ่อแม่ มันเป็นอุบัติเหตุจริง ๆ พอดีผมจะชวนน้องกินเค้ก…แล้วผมแกล้งแขนน้องไว้ น้องเลยเสียหลักล้มลงมาทับตัวผมเองครับ ไม่มีอะไรเลย”
คำอธิบายชัดเจนเรียบง่าย ทำเอาแม่เลี้ยงถอนหายใจโล่งแล้วส่ายหน้ายิ้มบาง
“โธ่…เรื่องแค่นี้เอง แม่ก็นึกว่าเป็นเรื่องใหญ่ ที่แท้ก็แค่หกล้ม ไม่ใช่เรื่องอะไรเลยนี่ลูก”
แต่แทนที่บรรยากาศจะเบาลง เสียงเข้มของพ่อเลี้ยงสุริยากลับดังขึ้น
“ไม่ใช่ไม่ใหญ่หรอกคุณ! ไอ้อนันต์มันมาโวยวายถึงหน้าบ้าน ว่าห้ามลูกเรายุ่งกับลูกมัน ฟังแล้วมันน่าหงุดหงิด”
แม่เลี้ยงอาทิตยาหันไปสบตาสามี สีหน้าผิดหวัง
“ก็ลูกบอกอยู่ว่าเป็นอุบัติเหตุ ทำไมต้องเอามาเป็นเรื่องเป็นราวให้เด็กสองคนเดือดร้อนด้วยคะ”
อาทิตย์ก้มหน้าเงียบ รู้สึกเหมือนกลายเป็นต้นเหตุให้พ่อแม่ต้องถกเถียงกัน เขาพึมพำเสียงเบาแทบไม่ได้ยิน
“คุณลุง…เข้าใจผิดครับแม่ เขาคิดว่าผมกับน่านฟ้านอนกอดกันจริง ๆ…”
แม่เลี้ยงอาทิตยาถอนหายใจแรงกว่าเดิม เธอส่ายหน้าช้า ๆ
“แม่ล่ะเหนื่อยใจจริง ๆ เรื่องผู้ใหญ่กับผู้ใหญ่…ไม่เคยจบสิ้น ทำไมต้องเอาความบาดหมางมาลากเด็ก ๆ ให้ต้องลำบากด้วย”
สุริยาหันขวับไปมองเมีย
“เอ้า! นี่พี่ผิดอะไรอีกล่ะน้อง ถึงมาว่าพี่แบบนี้”
“ก็ผิดนี่คะ!”
น้ำเสียงของเธอสั่นน้อย ๆ แต่หนักแน่น
“พี่กับพ่อเลี้ยงอนันต์เอาแต่ทะเลาะกันไม่เลิก แล้วผลคืออะไร เด็ก ๆ ต้องไม่ถูกกัน ทั้งที่จริง ๆ พวกเขาไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย”
บรรยากาศในบ้านเงียบสนิทไปชั่วครู่ มีเพียงเสียงจิ้งหรีดจากทุ่งส้มข้างนอกดังแว่ว ๆ พ่อเลี้ยงสุริยาเม้มปากแน่นเหมือนจะเถียง แต่สุดท้ายก็เลือกเงียบแทน
เขาหันไปมองลูกชายแทน สีหน้ากลับมาเข้มจริงจัง
“พอแล้ว เรื่องนี้ไม่ต้องพูดมาก อาทิตย์ เตรียมตัวเก็บของไว้เถอะ อีกไม่กี่วันก็ต้องไปมหาวิทยาลัยแล้ว”
อาทิตย์เงยหน้าขึ้นสบตาพ่อ รับคำสั้น ๆ
“ครับพ่อ”
แต่ในใจของเด็กหนุ่มกลับเต็มไปด้วยความอึดอัดปนสับสน ไม่รู้ว่าอนาคตที่รออยู่ในมหาวิทยาลัยจะพาเขาออกจากเงาความขัดแย้งนี้ได้จริง ๆ หรือไม่…
พ่อเลี้ยงอนันต์กับแม่เลี้ยงนภาเพิ่งปรับความเข้าใจกันได้ไม่นาน เสียงฝีเท้าหนักแน่นของ น่านฟ้า ก็ดังขึ้นจากบันไดไม้ เขาค่อย ๆ เดินลงมาด้วยสีหน้าจริงจัง ดวงตาแดงเรื่อคล้ายกับเพิ่งผ่านการคิดหนักมาหลายคืน
“พ่อครับ…”
เสียงทุ้มแผ่วแต่ชัดถ้อยชัดคำ ทำให้ทั้งพ่อและแม่หันไปมองแทบจะพร้อมกัน
“หนูจะไปเรียนออสเตรเลียครับ”
คำพูดนั้นเหมือนสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจ พ่อเลี้ยงอนันต์เงยหน้าขึ้นสบตาลูกชาย สีหน้าเข้มขรึมพลันอ่อนลง เขารู้ทันทีว่า การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ
“ถ้าหนูไม่อยากไป… ก็ไม่ต้องไปนะลูก”
เสียงพ่อเลี้ยงแผ่วลงกว่าทุกครั้ง
“พ่อกับแม่… จะไม่บังคับ”
น่านฟ้าสูดหายใจเข้าลึก ๆ กำมือแน่นเหมือนจะบีบความลังเลทั้งหมดออกไปจากอก ก่อนจะเอ่ยชัดเจน
“หนูตัดสินใจแล้วครับพ่อ หนูจะไปเรียนต่อที่นั่น”
แววตาของพ่อเลี้ยงอนันต์สะท้อนความปวดร้าว เขาเข้าใจทันทีว่านี่ไม่ใช่เพียงการตัดสินใจเรื่องอนาคต แต่เป็นการเสียสละเพื่อความสบายใจของเขาเอง ลูกชายเลือกเดินออกไป… เพื่อหลีกเลี่ยงรอยร้าวระหว่างสองครอบครัว
แม่เลี้ยงนภาที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ถึงกับวางมือทาบอก น้ำเสียงสั่นเล็กน้อยแต่พยายามควบคุมให้นุ่มนวล
“ลูก… คิดดีแล้วใช่ไหม”
น่านฟ้าสบตาแม่เลี้ยง พยักหน้าอย่างมั่นคง
“คิดดีแล้วครับ”
บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความเงียบ เสียงลมพัดผ่านหน้าต่างไม้ดังแผ่ว ๆ เหมือนตอกย้ำการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตของทุกคน
พ่อเลี้ยงอนันต์หันไปมองเมียรักอย่างอ่อนแรง ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยกับลูกชายด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ถ้างั้น… เดี๋ยวพ่อกับแม่จะติดต่อญาติที่อยู่ที่นั่นให้ เตรียมเรื่องเอกสารกับพาสปอร์ต… ทุกอย่างพ่อจะจัดการให้”
“ครับพ่อ”
น่านฟ้าตอบสั้น ๆ แต่หนักแน่น
พ่อเลี้ยงกับแม่เลี้ยงมองหน้ากันด้วยความรู้สึกที่พูดไม่ออก มันทั้งเจ็บปวด ทั้งภูมิใจ ทั้งห่วงหา แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียง ยอมรับ การตัดสินใจของลูกชายคนเดียว
เช้าวันใหม่ อากาศยังไม่ทันร้อน ฟ้าก็ยังมีหมอกบาง ๆ คลอเหนือยอดไม้ อาทิตย์กลับรู้สึกไม่สบายใจนักที่ปล่อยให้เรื่องเมื่อวานค้างคาในใจ โดยเฉพาะสายตาของพ่อเลี้ยงอนันต์ที่มองเขากับน่านฟ้าเหมือนทำสิ่งไม่เหมาะสม มันฝังแน่นในอกจนเจ้าตัวนอนไม่หลับทั้งคืน
อาทิตย์เลยเอ่ยกับแม่เสียงอ้อน ๆ
“แม่ครับ… ก่อนผมจะไปเรียนต่อ ผมอยากไปขอโทษคุณลุงอนันต์จริง ๆ ครับ ผมไม่อยากให้ท่านเข้าใจผิด”
แม่เลี้ยงอาทิตยาได้ยินก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เห็นแววตาลูกชายแล้วถอนหายใจ
“แน่ใจแล้วเหรอว่าจะไปน่ะลูก”
“แน่ใจครับแม่ ผมอยากให้ท่านรับรู้ความจริงจากปากผม”
แม่เลยยิ้มบาง ๆ พยักหน้ารับ ก่อนจะจัดกระเช้าผลไม้รวบรวมจากสวนในไร่ให้ลูกชายหิ้วติดมือไปด้วย เพื่อให้เป็นน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการขอโทษ
เมื่อมาถึงฟาร์มโคนม กลิ่นหญ้าหมักและเสียงวัวร้องคลออยู่รอบ ๆ พอเดินเข้าไปในบ้านใหญ่ ก็เจอแม่เลี้ยงนภากำลังจัดเตรียมของอยู่พอดี อาทิตย์เลยรีบเอ่ยปากทักด้วยความสุภาพ
“สวัสดีจ๊ะแม่เลี้ยงนภา”
แม่เลี้ยงนภาหันมามอง ยิ้มแปลกใจ
“อ้าว พี่อาทิตยา จะมาทำไมไม่บอกก่อนเลยจ๊ะ ไม่ทันได้ต้อนรับเลย”
แม่เลี้ยงอาทิตยาหัวเราะเบา ๆ พลางยกมือไหว้
“ไม่เป็นไรหรอกพี่ ฉันแค่อยากพาอาทิตย์มาขอโทษพี่อนันต์เรื่องเมื่อวานนี้”
แม่เลี้ยงนภาถอนหายใจเฮือกหนึ่ง คล้ายจะระบายความเหนื่อยใจ
“เฮ้อ… ฉันก็เบื่อนะ สองคนนั้นทะเลาะกันไม่เลิกจนลูก ๆ ต้องมาลำบากใจกันไปด้วย”
“ฉันก็เหมือนกันพี่”
แม่เลี้ยงอาทิตยาเสริมเสียงอ่อน
“ตั้งใจพาลูกมาขอโทษนี่แหละ”
“เอาเถอะ มา ๆ เดี๋ยวฉันพาเข้าไปหา”
ว่าจบ แม่เลี้ยงนภาก็นำทางเข้าไปยังห้องรับแขก ที่ซึ่งพ่อเลี้ยงอนันต์กับน่านฟ้ากำลังนั่งคุยกันอยู่พอดี
พอเห็นหน้ากัน บรรยากาศในห้องเงียบกริบจนได้ยินเสียงนาฬิกาเดินเข็ม พ่อเลี้ยงอนันต์เลิกคิ้ว
“พี่อนันต์ พอดีอาทิตย์จะมาขอโทษจ้ะพี่”
แม่เลี้ยงอาทิตยาเอ่ยเกริ่นแทนลูก
“มาทำไม”
น้ำเสียงทุ้มหนักของพ่อเลี้ยงอนันต์ดังขึ้น ทำเอาอาทิตย์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
แต่เขาก็รีบก้าวเข้าไป ยกมือไหว้อย่างนอบน้อม
“ผม… มาขอโทษเรื่องเมื่อวานครับคุณลุง”
แววตาพ่อเลี้ยงยังเข้ม แต่ก็ไม่ได้โกรธเกรี้ยวเหมือนเมื่อวาน
“อืม”
เขาเอ่ยสั้น ๆ
อาทิตย์สูดหายใจลึกแล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“มันเป็นเพราะผมเองครับ ที่แกล้งน้อง ทำให้น้องล้ม… ทุกอย่างเป็นความผิดของผม ผมไม่ได้ตั้งใจให้มันดูไม่ดีแบบนั้น”
คำพูดตรงไปตรงมา ทำให้แม่เลี้ยงทั้งสองที่ยืนมองอยู่หันมายิ้มให้กัน รู้สึกดีที่เด็กผู้ชายคนนี้กล้ายอมรับความผิดอย่างลูกผู้ชาย
พ่อเลี้ยงอนันต์หันมองลูกชายแวบหนึ่ง ก่อนจะตอบกลับช้า ๆ
“ต่อไปก็ระวังหน่อย อย่ารุ่มร่ามกับลูกชายฉันอีก… ฉันไม่ชอบ”
“ครับ ต่อไปผมจะระวังให้มากกว่านี้ครับ ขอโทษครับ”
อาทิตย์โค้งหัวลงลึก
พอเงยหน้าขึ้น สายตาก็ประสานเข้ากับน่านฟ้าโดยไม่ตั้งใจ น่านฟ้านั่งนิ่ง แอบยิ้มมุมปากเล็กน้อย รอยยิ้มที่เหมือนกำลังสมน้ำหน้าแต่ก็ซ่อนความรู้สึกบางอย่างที่อ่านไม่ออก
แม่เลี้ยงอาทิตยาและอาทิตย์ก็ขอตัวกลับไร่ เพราะต้องเตรียมตัวไปส่งลูกชายไปเรียนต่อในไม่กี่วันข้างหน้า แต่ก่อนก้าวเท้าออกไป อาทิตย์ก็เพิ่งได้ยินจากปากแม่เลี้ยงนภาเองว่า น่านฟ้าจะไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย อีกเพียงสองวัน
ข่าวนี้ทำเอาอาทิตย์ถึงกับชะงัก เท้าชะลออยู่ตรงธรณีประตู หันกลับไปมองน่านฟ้าอีกครั้ง สายตาเต็มไปด้วยความแปลกใจและเศร้าซ่อนอยู่ลึก ๆ
“จะ…ไปออสเตรเลียจริง ๆ เหรอ”
อาทิตย์ถามออกมาเสียงเบา แววตาสั่นไหวอย่างห้ามไม่อยู่
น่านฟ้านิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ
“อืม… อีกสองวัน”
อาทิตย์เม้มปากแน่นเหมือนพยายามกดความรู้สึกไม่ให้ปะทุออกมา
“แล้ว… จะกลับมาเมื่อไหร่”
“ไม่รู้สิ”
น่านฟ้าตอบพลางก้มหน้าลง สองมือกำชายกางเกงแน่น
“คงอีกหลายปี…”
คำตอบนั้นเหมือนคมมีดกรีดลงกลางใจ อาทิตย์เงียบไปนาน ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกแล้วฝืนยิ้ม
“งั้นก็ตั้งใจเรียน… ดูแลตัวเองด้วยนะ”
น่านฟ้าเงยหน้าขึ้น มองสบตากับเขาเต็ม ๆ ราวกับจะอ่านทุกถ้อยคำที่ไม่ได้พูดออกมา
“อืม… มึงก็เหมือนกันแหละ”
บรรยากาศในห้องเงียบงัน แต่แววตาของทั้งคู่กลับสื่อสารกันชัดเจนกว่าคำพูดใด ๆ
ก่อนจะก้าวถอยหลังออกไป อาทิตย์เอ่ยเสียงเบาเหมือนฝากความในใจไว้กับอากาศ
“ถ้าวันหนึ่งเรากลับมาเจอกันอีก… หวังว่าจะยังจำกันได้นะ”
น่านฟ้าไม่ได้ตอบ แต่เพียงแค่ส่งรอยยิ้มบาง ๆ กลับมาให้… รอยยิ้มที่อาทิตย์รู้ทันทีว่าต้องจำมันไปอีกนาน
อาทิตย์ก้าวออกมานอกบ้านพร้อมแม่ แต่หัวใจกลับเหมือนถูกทิ้งไว้ตรงนั้นสายตายังหันกลับไปมองเด็กหนุ่มเจ้าของชื่อ ‘น่านฟ้า’ ที่นั่งอยู่ในห้องรับแขกภาพใบหน้ายิ้มบางเมื่อครู่ยังติดตาไม่หาย เขาเม้มปากแน่น พยายามกดความรู้สึกที่ก่อตัวขึ้นในอกแต่ยิ่งกดก็ยิ่งย้อนกลับไปนึกถึง… ภาพในวันเก่า ๆ ตอนที่เขาอายุแค่แปดขวบฤดูร้อนแดดแรง แต่เขายังจำได้ดี
เสียงหัวเราะของใครบางคนทำให้เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นสายตาคมสบเข้ากับภาพเด็กแก้มป่องที่กำลังวิ่งไล่ผีเสื้ออย่างเอาเป็นเอาตายร่างกลม ๆ นั่นเคลื่อนไหวราวกับซาลาเปา อาทิตย์วางหนังสือลง ลุกขึ้นยืนและจ้องเด็กคนนั้นเงียบ ๆ
เด็กแก้มป่องรู้ตัวว่ากำลังถูกจ้อง จึงชะงัก แล้วหันมาพูดทันที
“ใครอ่ะ”
อาทิตย์ก้าวออกมาเล็กน้อย น้ำเสียงทุ้มเรียบเกินวัยถามกลับ
“มาทำอะไรตรงนี้ครับ”
เด็กน้อยเชิดคางขึ้นทันที
“ทำไมจะมาไม่ได้ นี่ฟาร์มของพ่อเรา”
อาทิตย์เลิกคิ้ว ก่อนพึมพำเสียงสั้น ๆ
“อ๋อ…”
“แล้วชื่ออะไรครับ” อาทิตย์ถามต่อ
“ทำไมเราต้องบอก” เด็กแก้มป่องตอบเสียงจริงจัง
“พ่อเราบอกว่าไม่ให้คุยกับคนแปลกหน้า” อาทิตย์หัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนเปิดปาก
“งั้นพี่ชื่อ อาทิตย์”
เด็กน้อยพยักหน้า
“ทีนี้เรารู้ชื่อพี่แล้ว”
อาทิตย์เร่งเสียงขึ้นอีกนิด
“บอกชื่อเราได้ยังครับ”
เด็กแก้มป่องชั่งใจครู่หนึ่ง แต่ก็ยอมตอบ
“เราชื่อน่านฟ้า”
อาทิตย์จ้องใบหน้ากลม ๆ นั้น ก่อนหลุดเรียกอย่างขำ ๆ
“ซาลาเปาน้อย”
“ไม่ใช่! เราบอกว่าเราชื่อน่านฟ้า!”
เด็กน้อยทำตาโต ใบหน้ากลมแดงจัดด้วยความโกรธ
เพียงการพบกันครั้งแรก…ก็ผูกมัดความทรงจำของเด็กทั้งสองไว้แน่นหัวเราะ ทุ่งหญ้า และเสียงผีเสื้อ…ภาพทั้งหมดยังชัดเจนในใจอาทิตย์ แม้เวลาจะผ่านไปแล้วกว่าสิบปี
เสียงแม่เรียกดึงอาทิตย์กลับมาสู่ปัจจุบัน เขาสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนหันกลับไปมองบ้านอีกครั้ง รู้ตัวดีว่าครั้งนี้ไม่ใช่การจากกันเพียงไม่กี่วันเหมือนตอนเด็ก ๆ แต่เป็นการจากไกลที่ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้กลับมาเจอกันอีก เขาเผลอยกมุมปากยิ้มเศร้า ๆ พึมพำกับตัวเองเบา ๆ
‘น่านฟ้า… ฉันยังจำได้หมดเลย’
แล้วก็หันหลังเดินตามแม่เลี้ยงอาทิตยาไป ทิ้งความทรงจำวัยแปดขวบไว้กับเด็กหนุ่มในบ้านหลังนั้น
