บทที่ 2 ลักส้ม
บทที่ 2 ลักส้ม
หลังจากที่สองพ่อลูกข้างฟาร์มควบม้ากลับไปแล้ว อาทิตย์ยังคงยืนนิ่งอยู่หน้ารั้ว ความสงสัยค้างคาใจจนทำให้ขาแทบไม่ก้าวต่อ แต่สุดท้ายก็เดินทอดน่องกลับไปที่บ้านตัวเอง
บ้านไม้หลังใหญ่ยามเย็นเต็มไปด้วยกลิ่นข้าวสวยหุงใหม่โชยคลุ้ง เสียงจานชามกระทบกันเบา ๆ จากครัวด้านในทำให้อารมณ์ของอาทิตย์ค่อย ๆ คลายลง พอเดินเข้าไปถึงห้องโถง ก็เห็นพ่อกับแม่นั่งคุยกันอยู่บนเก้าอี้หวายตัวเดิมมุมที่ทั้งสองมักใช้พูดคุยเรื่องงานในไร่
เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว ก่อนจะเอ่ยถามออกไปด้วยความอยากรู้
“พ่อครับ... ทำไมฟาร์มที่อยู่ข้าง ๆ เราถึงไม่ค่อยชอบหน้าเราเหรอครับ?”
คำถามนั้นทำให้พ่อสุริยา หยุดนิ่งไปชั่วอึดใจ สายตาคมตวัดมามองลูกชาย ก่อนจะเลื่อนกลับไปสบตาอาทิตยาอย่างมีความหมาย
“อาทิตย์ไปเจอมันมาเหรอ?”
เสียงเข้มเอ่ยถาม
เด็กหนุ่มรีบส่ายหัว
“ไม่ใช่ครับ... พอดีน้องน่านฟ้าเดินหลงมาน่ะครับ”
ทันใดนั้น สีหน้าของสุริยาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ริมฝีปากบีบแน่น ก่อนจะตอบเสียงขรึม
“ทีหลังอย่าไปยุ่งกับครอบครัวนั้นอีก”
ยังไม่ทันที่อาทิตย์จะพูดอะไร อาทิตยาก็รีบสวนขึ้นมา น้ำเสียงแข็งกร้าวกว่าที่เคย
“หยุดพูดแบบนั้นเลยนะพี่! จะสอนลูกแบบนี้ได้ยังไง? เรื่องมันก็ผ่านไปนานแล้ว ทำไมพี่ยังมีอคติอยู่ หรือว่า... พี่ยังรักนภาอยู่?”
คำพูดนั้นเหมือนลูกศรที่ปักกลางอก
พ่อเลี้ยงสุริยา เขาชะงักไปนิดหนึ่ง แต่ก็รีบปฏิเสธทันควัน
“ไม่ใช่แบบนั้นที่พี่ไม่อยากให้ลูกไปยุ่ง... ก็เพราะพี่รู้ว่าไอ้บ้าอนันต์มันปัญญาอ่อนต่างหาก”
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเกลียดชัง สายตาของพ่อเลี้ยงสุริยาแข็งกร้าวจนบรรยากาศรอบตัวหนักอึ้งขึ้นทันตา
“น้องก็เห็นนี่ว่าไอ้อนันต์มันบ้าแค่ไหน...”
พ่อเลี้ยงสุริยากัดฟันพูด
“พี่อุตส่าห์ยอมหลีกทางให้มันได้อยู่กับนภาแล้ว แต่ดูมันสิ... มันยังระแวงพี่ไม่เลิกเลย ทางที่ดีลูกเราไม่ควรไปยุ่งกับครอบครัวมันอีกจะดีกว่า”
แม่เลี้ยงอาทิตยาได้ยินดังนั้นก็หันไปมองลูกชายที่นั่งฟังอย่างงง ๆ เธอถอนหายใจยาว ก่อนจะเอ่ยเสียงนุ่มทว่าชัดเจน
“อาทิตย์ ฟังแม่นะลูก... ถ้าวันหลังเจอน้องมาอีกก็ชวนน้องมาเล่นได้ ไม่เป็นไรหรอก น้องไม่ได้รู้เรื่องอะไร มันเป็นปัญหาของพ่อกับพ่อน้อง เรื่องมันนานมาแล้ว... เราอย่าไปแบกมันต่อเลย”
“ไม่ได้!”
พ่อเลี้ยงสุริยากำหมัดแน่น ตวาดขึ้นจนบรรยากาศเคร่งเครียด
“ห้ามไปเล่นด้วย…”
“พ่อเกลียดไอ้อนันต์”
“พอได้แล้วพี่!”
อาทิตยาเสียงแข็ง
“หยุดพูดจาแบบนี้ต่อหน้าลูกเถอะ เรื่องของลูกก็คือเรื่องของลูก จะเล่นกับใคร จะคุยกับใคร มันไม่เกี่ยวกับความแค้นของผู้ใหญ่ อย่าเอาปัญหาเก่า ๆ มาทำร้ายเด็ก ๆ เลย”
สุริยาหันมามองเมีย ดวงตาสั่นระริกคล้ายกำลังต่อสู้กับอารมณ์ตัวเอง
“อาทิตยา... น้องไม่เข้าใจหรอก ว่าไอ้อนันต์มันเป็นหมาบ้า”
“แล้วพี่ต่างอะไร?”
เธอตอกกลับทันควัน
“พี่ก็เหมือนกันนั่นแหละ หมาบ้าที่ไม่ยอมปล่อยเรื่องในอดีตไปสักที!”
อาทิตย์ที่นั่งฟังอยู่นานถึงกับอ้าปากค้าง ไม่คิดว่าพ่อกับแม่จะปะทะกันแรงขนาดนี้ เขากำลังจะพูดแทรก แต่เสียงของแม่เลี้ยงอาทิตยาก็ดังขึ้นก่อน
“อาทิตย์ ฟังแม่นะลูก เรื่องของผู้ใหญ่ มันเป็นเรื่องของผู้ใหญ่จริง ๆ ไม่ใช่ของลูก ถ้าลูกอยากจะเล่น อยากจะคุยกับน้อง ก็ไม่เป็นไร นั่นคือสิทธิ์ของลูก ส่วนเรื่องของพ่อ ให้พ่อ ๆ เขาจัดการกันเอง เข้าใจไหม?”
อาทิตย์ก้มหน้าลง ยกมือเกาศีรษะแก้เก้อ
“ครับ...แม่”
อาทิตยายิ้มบาง ลูบผมลูกชายเบา ๆ
“ดีมากลูก ไปอาบน้ำได้แล้วนะ เดี๋ยวแม่ตักข้าวรอ”
อาทิตย์พยักหน้าเบา ๆ แล้วลุกขึ้นเดินไปทางห้องน้ำ ทิ้งให้บรรยากาศระหว่างพ่อกับแม่เลี้ยงยังคงอึมครึมอยู่ในห้องโถง…
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วเหมือนลมพัด
ผ่านไปเพียงชั่วพริบตา อาทิตย์ก็อายุครบสิบแปดปีแล้ว หลังจากเหตุการณ์วันนั้น เขาก็ถูกส่งเข้าไปเรียนที่โรงเรียนประจำในเมือง ทำให้ไม่ค่อยได้กลับไร่เหมือนเมื่อก่อน เวลาหลายปีที่ห่างหายแทบจะลบภาพ “เด็กอ้วนแก้มซาลาเปา” ออกจากความทรงจำไปจนเกือบหมด
เย็นวันหนึ่ง หลังเลิกเรียน อาทิตย์ตัดสินใจกลับมาที่ไร่ เขาวางกระเป๋าไว้ ไม่ทันได้พักร่างกายที่อ่อนล้า แต่กลับเลือกที่จะเดินทอดน่องไปตามแถวต้นส้มเก่า ๆ
เสียงลมพัดกลีบดอกส้มปลิวว่อน กลิ่นหอม
จาง ๆ ของผลที่กำลังเริ่มสุกทำให้หัวใจอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด
เขาหยุดยืนตรงบริเวณที่ครั้งหนึ่ง เคยเจอกับ “เด็กน้อยแก้มยุ้ย” แต่พยายามนึกยังไงก็นึกหน้าแทบไม่ออกแล้ว...
ทว่าความสงบก็ถูกรบกวนด้วยเสียงดังโวยวาย
“เร็ว ๆ หน่อยดิ เดี๋ยวใครมาเห็น!”
อาทิตย์หันขวับไปทางเสียง เห็นกลุ่มวัยรุ่นสามคนในชุดนักเรียนมัธยมกำลังปีนต้นส้มของเขาอยู่ สองคนทำหน้าที่เป็นตัวซัพพอร์ตอยู่ด้านล่าง ส่วนอีกคนเกาะอยู่บนกิ่งไม้สูง กำลังเด็ดส้มอย่างคล่องแคล่ว
หัวคิ้วของอาทิตย์ขมวดแน่นทันที เขายกเสียงตะโกนก้องไปทั่วแถวสวน
“หยุดนะ! ทำอะไรกันน่ะ ขโมยส้มเหรอ!”
เสียงนั้นทำให้เด็กสองคนที่อยู่ข้างล่างสะดุ้งโหยง รีบเงยหน้าตะโกนขึ้นไปบอกเพื่อน
“พี่น่าน! เร็ว มีคนมาแล้วเว้ย!”
แต่แทนที่คนบนต้นไม้จะรีบลงมา เขากลับยังง่วนอยู่กับการเด็ดส้มเหมือนไม่ได้ยินอะไรเลย เด็กสองคนนั้นเห็นท่าไม่ดีจึงวิ่งเผ่นหนีหายไปทันที ทิ้งให้คนที่เหลือหันมามองด้วยสีหน้า
เหวอ ๆ
“เฮ้ย! พวกมึงจะไปไหนกันวะ รอกูก่อนสิ!”
เสียงตะโกนยังไม่ทันจบ เจ้าตัวก็รีบปีนลงมาอย่างลนลาน พอเท้าสัมผัสพื้นก็ทำท่าจะวิ่งหนี แต่ยังไม่ทันพ้นกลับถูกอาทิตย์คว้าเสื้อไว้แน่น
“หยุดเลย!”
อาทิตย์เสียงเข้ม
“มาลักส้มกันเหรอ?”
เด็กหนุ่มคนนั้นหันมาทำหน้าบึ้งตึง ดวงตากลมโตฉายแววไม่เกรงกลัวสักนิด
“กูไม่ได้ลัก กูมาเด็ดเอา”
อาทิตย์เลิกคิ้วขึ้น ขำในลำคอเล็กน้อยกับคำตอบกวนประสาท
“ทำไมพูดจาไม่เพราะเลย ใช้มึงกูใส่คนไม่รู้จักแบบนี้?”
“แล้วทำไมกูจะพูดไม่ได้ กูอยากพูด กูก็พูด”
เด็กหนุ่มเถียงเสียงแข็ง
“มึงเป็นใคร กูต้องพูดดีกับมึงด้วยเหรอ”
“ก็ควรจะพูดดี ๆ เวลาคุยกับคนไม่รู้จักสิ”
อาทิตย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งแต่แฝงด้วยความใจเย็น
แต่เด็กตรงหน้ากลับยักไหล่แล้วทำตาเล็กตาย้อน
“กูไม่พูดกับคนแบบมึงหรอก มึงเป็นใครเนี่ย?”
“พี่เป็นเจ้าของไร่นี้ไง”
อาทิตย์ตอบเรียบ ๆ
“ทีนี้จะเลิกพูดกูมึงได้หรือยัง?”
ประโยคนั้นทำให้เด็กหนุ่มเบิกตากว้างไปนิด ก่อนจะทำเสียงเหยียดหยัน
“อ๋อ... ที่แท้ก็เจ้าของไร่นี่เอง”
พอพูดจบ เขาก็ทำท่าจะเบี่ยงตัวหลบเพื่อวิ่งหนีอีกครั้ง แต่แรงมือของอาทิตย์ที่จับคอเสื้อไว้อย่างมั่นคงก็ไม่ยอมปล่อย
“ทำผิดแล้วคิดจะหนีง่าย ๆ แบบนี้เหรอ”
“ใครหนี กูแค่ขยับเฉย ๆ มดมันเยอะ!”
เด็กหนุ่มเถียงน้ำขุ่น ๆ พลางเบี่ยงหน้าหนี
อาทิตย์หัวเราะหึ ๆ
“อ๋อ มดเยอะเหรอ”
“แล้วจะปีนมาขโมยส้มพี่ทำไมหืมมม”
“ก็บอกแล้วไง กูไม่ได้ขโมย”
เด็กหนุ่มยืนกรานหนักแน่น
“ก็มีคนเคยบอกไว้”
“ว่าถ้าอยากกิน...ก็มาเด็ดเอาได้เลย”
อาทิตย์ชะงักไปชั่วครู่ ก่อนยกยิ้มออกมาในที่สุด
“อ๋อ... น้องซาลาเปานี่เอง”
นัยน์ตาของเขาเปล่งประกายอบอุ่นขึ้นอย่างที่ไม่ได้รู้สึกมานาน
“โตขึ้นจนแทบจำไม่ได้เลยนะแก้มกลม ๆ หายไปไหนหมดแล้ว”
มือใหญ่ยกขึ้นหมายจะบีบแก้มเหมือนตอนเด็ก แต่ยังไม่ทันสัมผัสกลับถูกอีกฝ่ายฟาดใส่ดัง
เพี๊ยะ!!!
“กูบอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่ามาจับหน้ากู!”
เสียงดุดันนั้นทำให้อาทิตย์หัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างห้ามไม่อยู่
“ทำไมยังพูดไม่เพราะเหมือนเดิมเลยครับ เรียกพี่สิ เรียกเหมือนตอนนั้น”
เด็กหนุ่มหันมาแค่นเสียงเยาะเย้ย
“มึงดูปากกูให้ดี ๆ นะ กูไม่เรียกมึงว่าพี่ เพราะมึงไม่ใช่พี่กู”
“พี่ไม่ได้หมายความว่าเป็นพี่น้องแท้ ๆ หรอก”
อาทิตย์เอ่ยช้า ๆ สายตาจับจ้องใบหน้าที่แม้จะเปลี่ยนไปมาก แต่ยังคงท่าทีดื้อรั้นไม่ต่างจากเดิม
“แต่พี่ก็อยากให้น้องเรียกแบบนั้นเหมือนเมื่อก่อน”
“กูเป็นลูกคนเดียว กูไม่นับมึงก็เป็นพี่หรอก”
“ปากดีไม่เคยเปลี่ยนเลยนะเรา”
อาทิตย์ยิ้มมุมปาก ก่อนเอ่ยถาม
“ปีนี้อายุเท่าไหร่แล้วล่ะ ไม่ได้เจอกันกี่ปีแล้วเนี่ย”
“ทำไมกูต้องบอกคนแบบมึงด้วย”
“ก็ถามดี ๆ อยากรู้เฉย ๆ”
อาทิตย์แกล้งขู่
“ไม่บอก เดี๋ยวพี่แจ้งตำรวจนะ ข้อหามาลักส้ม”
“ก็บอกว่ากูไม่ได้ลักไงวะ!”
“หลักฐานคาตาเลยนะ”
เด็กหนุ่มกัดฟันกรอด ก่อนจะยัดส้มคืนใส่มืออาทิตย์
“งั้นมึงเอาคืนไปเลย กูไม่เอาก็ได้ ปล่อยกูไปเถอะ!”
“เดี๋ยวก่อนสิ”
อาทิตย์ยังไม่ยอมปล่อยง่าย ๆ
“บอกก่อนว่าปีนี้อายุเท่าไหร่แล้ว”
“แม่งเอ๊ย...”
เด็กหนุ่มสบถเบา ๆ ก่อนโพล่งออกมาอย่างเสียไม่ได้
“สิบห้า!”
“แค่สิบห้าเองเหรอ”
อาทิตย์ยกคิ้วพลางยิ้มกว้าง
เขายัดส้มกลับไปในมือเด็กหนุ่มอีกครั้ง
“เอาไปเถอะ พี่ให้ แต่คราวหลังอย่าปีนสูง ๆ แบบนั้นอีกนะ เดี๋ยวตกลงมา ขาหักไม่รู้ด้วย”
พูดจบก็ยกมือขึ้นยี้หัวเบา ๆ ตามนิสัยเก่า แต่ก็ถูกตบมือดัง เพี๊ยะ!! อีกรอบ
“บอกแล้วไง ว่าอย่ามาถูกตัวกู! มึงไม่มีหูหรือไง!”
อาทิตย์หัวเราะเบา ๆ ส่ายหน้าไปมา
“ยังเหมือนเดิมจริง ๆ... ดื้อไม่เปลี่ยนเลย”
“กูจะไปได้หรือยัง จะกลับไปทำการบ้านแล้ว!”
“ไปสิ”
อาทิตย์ยกมือปล่อย
“แต่เจอกันอีกก็ทักกันด้วยนะ”
เด็กหนุ่มหันหลังวิ่งไปได้ไม่กี่ก้าว ก่อนจะตะโกนกลับมาด้วยเสียงดังฟังชัด
“กูไม่อยากเจอมึง!!”
อาทิตย์กลับยืนยิ้มอยู่ที่เดิม มองตามร่างเล็ก ๆ ที่วิ่งหายไปทางฟาร์มวัว แต่ใจเขากลับเต้นแรงอย่างประหลาด…
หลังจากวิ่งหอบมาได้สักพัก น่านฟ้าก็ยังไม่หายหงุดหงิด ทั้งหอบทั้งเหนื่อย แต่ก็ยังบ่นกับตัวเองไม่หยุด
‘วันนี้มันวันอะไรวะเนี่ย อุตส่าห์ไปลักส้มตั้งหลายวันไม่เคยเจอใคร... ดันมาเจอตอนกูจะกลับบ้านเนี่ยนะ!’
‘เดี๋ยวเถอะมึง กูถึงบ้านเมื่อไหร่ กูจัดการพวกมึงสองตัวแน่ๆ ไอ้พวกเวรไม่รอกู!’
พอเดินเข้าบ้านมา ก็มองเห็นลูกน้องสองคนธารกับธีมนั่งเล่นไพ่กันอยู่บนเสื่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น น่านฟ้าพุ่งเข้าไปทันที
“ทำไมพวกมึงไม่รอกูวะ!”
ธารเงยหน้าขึ้นมาทำตาแป๋ว รีบแก้ตัวก่อนโดนด่า
“โธ่…..ลูกพี่”
“ผมบอกแล้วว่ามีคนมา ลูกพี่ไม่ฟังผมเองนะ”
ธีมก็รีบเสริมเข้ามาเหมือนกลัวจะตกขบวน
“ใช่เลยลูกพี่! พวกผมตะโกนเรียกแล้ว ลูกพี่ก็ไม่ยอมฟัง เลยต้องรีบวิ่งออกไปก่อน”
น่านฟ้ากัดฟันแน่น ด่าลั่น
“โห...เหี้ย!”
“พวกมึงรู้มั้ยว่ากูเจอใคร กูเจอไอ้อาทิตย์เว้ย!”
สองคนนั้นขมวดคิ้วพร้อมกัน ธารหันไปมองธีม แล้วถามขึ้นมาเสียงงง ๆ
“ใครคือไอ้อาทิตย์ครับลูกพี่?”
ธีมพยักหน้าตามทันที
“ใช่ ๆ ผมก็ไม่คุ้นเลย ไม่ค่อยเคยได้ยินชื่อนี้นะ”
น่านฟ้าสะบัดมืออย่างหงุดหงิด
“ก็ลูกชายเจ้าของไร่ส้มที่พวกมึงแอบไปลักแดกทุกวันนั่นแหละ!”
“อยู่กันมายังไงวะ กินของเขาจนต้นแทบโกร๋น แต่ไม่รู้จักชื่อเจ้าของเนี่ยนะ! พวกมึงนี่โคตรไม่ได้เรื่อง ทำกูซวยไปด้วยเนี่ย!”
ธีมรีบเถียงเสียงเบา ๆ
“เอ้า...ผมไม่ได้อยากกินนะ มีแต่ลูกพี่นั่นแหละที่ชอบลากไป”
น่านฟ้าหันขวับมา
“นี่มึงกำลังโทษว่ากูผิดใช่มั้ย!”
ทั้งสองคนสะดุ้งโหยง รีบก้มหน้าแล้วตะโกนพร้อมกัน
“ไม่ใช่ครับลูกพี่! ไม่ได้ว่าเลย!”
น่านฟ้าเลยชี้หน้าขู่
“ครั้งหน้ามึงสองตัวดูต้นทางให้ดี ๆ อย่าให้เป็นแบบนี้อีก กูยิ่งเกลียดขี้หน้าแม่งอยู่แล้ว”
ธารยกมือเกาหัวงง
“เอ้า...แล้วลูกพี่จะเกลียดเขาทำไมครับ?”
น่านฟ้าสะบัดหน้า ตอบทันทีเหมือนเก็บกดมานาน
“ก็เพราะกูไม่ชอบขี้หน้ามันไง! กูชื่อน่านฟ้า แต่แม่งเรียกกูว่า ‘ซาลาเปา’ ตั้งแต่กูอายุห้าขวบ!”
ทันทีที่พูดจบ ธารกับธีมก็หันไปมองหน้ากันแล้วกลั้นหัวเราะไม่อยู่ ธารเผลอพูดออกมาเบา ๆ
“อ๋อ...เพราะลูกพี่น่ารัก เขาเลยเรียกแบบนั้นมั้ง”
พรึ่บ!
น่านฟ้าหน้าแดงก่ำ เลือดแทบขึ้นหัว ตะโกนลั่น
“น่ารักเหี้ยอะไร!”
แล้วถีบสองคนนั้นจนหงายหลังไปพร้อมกับไพ่ปลิวว่อน
“โอ๊ย! ลูกพี่! ถีบผมทำไมเนี่ย เจ็บนะ!”
ธารร้องลั่น
“ก็ปากพวกมึงมันไม่ดีไงกวนส้นตีนอยู่ได้”
ธีมกุมเอว รีบโวยตาม
“ก็แค่พูดไปตามจริงเอง! ปากพวกผมไม่ดี ลูกพี่ก็ปากไม่ดีเหมือนกันแหละ!”
น่านฟ้าชะงักไปแป๊บเดียว ก่อนจะตะโกนด่าแล้ววิ่งไล่เตะทั้งสองคนทั่วบ้าน
“เอ้า! ไอ้เหี้ยนี่ปากดีนักใช่มั้ย! มึงเจอกูแน่!”
เสียงหัวเราะกับเสียงวิ่งวุ่นดังลั่นไปทั่วบ้าน เหมือนบ้านโจรกวน ๆ มากกว่าบ้านแก๊งค์ลักส้มซะอีก
หลังจากวิ่งกวดสองคนนั้นจนเหงื่อท่วมตัว น่านฟ้าหอบหายใจแรง ๆ ก่อนจะตัดใจเดินกลับเข้าบ้าน กลิ่นขนมหวานอบอวลอยู่ในครัว แสงยามเย็นจากหน้าต่างส่องกระทบแป้งขาว ๆ ที่แม่กำลังนวดอยู่ น่านฟ้าวิ่งหอบเหงื่อซึมเข้ามา เสื้อผ้าเปื้อนดินเต็มตัว แต่กลับวิ่งตรงไปกอดแม่แน่น ๆ จากด้านหลัง แล้วเอาหน้าซุกไหล่แม่เหมือนเด็กตัวเล็ก
“แม่จ๋า หนูคิดถึงแม่มากเลย~”
เสียงอ้อนดังออกมา เขารัดแม่แน่นจนแม่ต้องหัวเราะ
แต่ยังไม่ทันให้น่านฟ้าหยิบขนมชิ้นเล็ก ๆ เข้าปาก เสียง “เพี๊ยะ!” ดังขึ้นตรงมือของเขา
“ไปล้างไม้ล้างมือก่อนไป! ดูสิ มอมแมมหมดแล้ว”
แม่พูดพร้อมดุ แต่สายตาก็เต็มไปด้วยความเอ็นดู
น่านฟ้าทำหน้าเจ็บเกินจริง เอ่ยเสียงอ้อน ๆ
“โอ๊ยย เจ็บนะครับแม่~”
พลางยักคิ้วทำตาโต แต่ไม่วายแกล้งพูดหวานต่อ
“หนูไม่ได้ไปไหนเลย หนูแค่คิดถึงแม่มาก ๆ”
แม่ยิ้มบาง ๆ แต่ก็ยังส่ายหน้า
“อย่ามาปากหวานค่ะคุณน่านฟ้า ไปทำอะไรมาคะ?”
“โธ่…..แม่ครับ หนูไม่ได้ทำไรเล๊ยจริง ๆ นะค้าบ~”
เขาพูดพลางซ่อนมือไขว้หลัง นิ้วชี้ไขว้นิ้วกลางเป็นสัญญาณโกหกติดตัว
แม่เหลือบตามองทันทีแล้วพูดเสียงเข้ม แต่แฝงความอ่อนโยน
“แม่รู้นะ ว่าคุณน่านแอบไปลักส้มมาอีกแล้วใช่ไหม”
“โธ่แม่ แบบนั้นมันไม่เรียกลักครับ”
“หนูแค่…ไปเด็ดเอาเอง แค่เอาไปชิมนิดหน่อย”
“อีกอย่างเจ้าของไร่บอกว่าถ้าอยากกินก็เก็บได้”
น่านฟ้ากล่าวด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
แม่ยกมือขึ้นห้ามแต่ก็หัวเราะ
“แทบจะหมดสวนแล้วกระมัง! ไปทุกวัน ระวังเขาจับได้สักวันนะ ถึงวันนั้นแม่ไม่ช่วยนะ”
น่านฟ้าทำตาเศร้าแกล้ง ๆ ก่อนจะก้มลงหอมแก้มแม่ดังฟอด
“โธ่…. คนสวย อย่าใจร้ายกับหนูสิ”
แม่พยายามดุแต่หัวเราะออกมา
“ไปอาบน้ำก่อน ไปล้างตัวให้สะอาด แล้วค่อยลงมากินข้าวกินขนม”
“ค้าบ~ แต่ขอหอมอีกทีได้ไหมครับ?”
ไม่รอคำตอบ น่านฟ้าก็หอมแก้มแม่อีกครั้ง พลางหัวเราะคิกคัก แล้ววิ่งปรู๊ด!ขึ้นบันไดไปอาบน้ำ ทิ้งให้แม่ยืนยิ้มอย่างเอ็นดู
น่านฟ้าล้างหน้า ล้างมือ ล้างตัวตามที่แม่สั่ง แต่ก็ยังแอบยิ้มกับความสนุกที่ตัวเองเพิ่งสร้างในครัว เสียงน้ำไหลรินเหมือนช่วยล้างความซนออกไป แต่ในใจเขาก็ยังวางแผนลักส้มวันต่อไปเหมือนเดิม
อาบน้ำเสร็จ น่านฟ้าหยิบผ้าเช็ดตัวเช็ดตัวจนแห้ง แล้วเดินลงบันไดมาในครัวอีกครั้ง แม่ที่กำลังจัดขนมอยู่ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปแอบกอดข้างหลังอีกครั้ง
“แม่ครับ หนูหิวแล้ว~ ขนมอร่อย ๆ ของแม่”
แม่ยิ้มและตีเบา ๆ ที่หัวไหล่เขา
“ไปนั่งโต๊ะเดี๋ยวนี้ จะมากวนแม่อีกไม่ได้!”
น่านฟ้าลอบหัวเราะ เขานั่งลง พลางหยิบขนมมากินอย่างระมัดระวัง รู้ตัวว่าถูกจับตาอยู่ แต่ก็สนุกไปกับความซนของตัวเอง บรรยากาศครัวเต็มไปด้วยความอบอุ่น เสียงหัวเราะของแม่และลูกก้องกังวาน
ด้านอาทิตย์ หลังจากเห็นเด็กดื้อวิ่งหนีออกไป เขาก็เดินสำรวจไร่ส้มไปเรื่อย ๆ สายลมเย็นพัดผ่าน ใบส้มสั่นไหวเป็นระลอก แสงเย็นยามเย็นทำให้ไร่ส้มเต็มไปด้วยความสงบ แต่ความคิดของอาทิตย์กลับวุ่นวาย เขายังนึกถึงเด็กตัวเล็กแก้มกลม ๆ นาม “น่านฟ้า” ที่แทบจะจำหน้าเดิมไม่ได้
เมื่อเดินจนพอใจ เขาก็กลับเข้าบ้าน พอเจอแม่กำลังจัดขนมอยู่บนโต๊ะ เขาก็ตรงไปถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง
“แม่ครับ แม่เจอน้องน่านฟ้าบ้างไหมครับ”
แม่เงยหน้ามองเขา ยิ้มบาง ๆ ก่อนตอบ
“เจออยู่ลูก มีอะไรป่าว”
“ไม่ครับ”
อาทิตย์ตอบอย่างปิดบังความคิดตัวเองไว้
แม่เลิกคิ้ว แล้วถามต่อด้วยความสงสัย
“ไปเจอน้องมาหรือไง”
“ก็…ไม่เชิงครับ”
เขาพูดเสียงเบา พลางพยายามไม่ยิ้มออกมา
แม่หัวเราะเบา ๆ
“เห็นน้องมาปีนเด็ดส้มในสวนเราใช่ไหมล่ะ”
อาทิตย์พยักหน้า เงยหน้ามองแม่
“อ๋อ…แม่รู้แล้วเหรอครับ?”
“แม่ก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอกลูก ถ้าน้องอยากกินก็ปล่อยน้องไปเถอะ ส้มแค่ไม่กี่ลูกเอง คนงานเขามารายงานเกือบทุกวันว่ามีเด็กแอบมาลักส้ม”
อาทิตย์ทำหน้าเอือม ๆ นิดหน่อย แต่ก็เข้าใจได้ว่าทำไมแม่ถึงใจดีแบบนี้
แม่พูดต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนขึ้นอีกนิด
“พอแม่รู้ว่าเป็นน่านฟ้า แม่ก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอก เลยบอกคนงานไปว่าละเว้นไว้คนนึง”
อาทิตย์หัวเราะเบา ๆ ใจเต้นนิด ๆ นึกถึงเด็กดื้อแก้มกลมที่ขึ้นชื่อเรื่องความดื้อรั้น
“อ๋อ…แสดงว่าน้องมาเอาบ่อยเลยใช่ไหมครับ”
“ไม่ใช่บ่อยหรอกลูก แต่…ทุกวันเลย”
แม่ตอบราวกับยิ้มให้ความซนของเด็กคนนั้น
“ช่างน้องเถอะ… ลูก”
“ครับแม่”
เขาพูดอย่างเชื่อฟัง พลางยิ้มในลำคอ
แม่เอื้อมมือมาลูบหัวเขาเบา ๆ
“งั้นลูกไปอาบน้ำก่อนนะ เดี๋ยวค่อยลงมากินข้าวด้วยกัน”
อาทิตย์พยักหน้า ก่อนค่อย ๆ เดินขึ้นไปอาบน้ำ ขณะที่น้ำไหลรินลงบนหัว เขาก็คิดวนไปถึงความดื้อรั้นของน่านฟ้า ความซน ความกวนที่ไม่เคยเปลี่ยน แถมยังใจดีของแม่ที่ทำให้เขาได้เห็นความอบอุ่นเล็ก ๆ ในบ้าน
‘สักวันนึงไอ้เด็กดื้อจะต้องโดนเขาจับให้ได้’
เขาพึมพำกับตัวเองอย่างกวน ๆ ขณะล้างมือ ล้างหน้า ร่างกายเปียกน้ำสะอาด แต่ใจยังร้อนเล็ก ๆ จากความคิดถึงและความท้าทายที่เด็กคนนั้น
หลังจากอาบน้ำเสร็จ อาทิตย์สวมชุดสะอาด เดินลงมาที่โต๊ะอาหาร กลิ่นขนมอบอวลไปทั่วบ้าน แม่กำลังเรียงขนมให้น่ากินยิ่งทำให้เขาอดยิ้มไม่ได้ ความคิดเรื่องน่านฟ้าและสวนส้มยังวนเวียนอยู่ในหัว แต่เขารู้ตัวดีว่า…ความดื้อแบบนี้จะต้องมีวันจบ
