บท
ตั้งค่า

บทที่ 1 สัญญา

บทที่ 1 สัญญา

สายลมอุ่นยามเช้าพัดกลิ่นหญ้าอ่อนจากทุ่งฟาร์มโคนมลอยมาเคล้าเสียงหัวเราะสดใสของเด็ก ๆ ที่วิ่งเล่นกันอยู่ริมคอกวัว

หนุ่มน้อยหน้าตาน่ารัก แก้มป่องเหมือนซาลาเปาไส้แน่น อายุเพียงห้าขวบ “น่านฟ้า” ลูกชายคนเดียวของพ่อเลี้ยงอนันต์ เจ้าของฟาร์มโคนมที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอ กำลังหัวเราะเสียงใส พลางวิ่งไล่จับผีเสื้อกับลูก ๆ ของคนงานในฟาร์ม

ดวงตากลมใสไล่ตามผีเสื้อสีเหลืองตัวเล็ก ร่างอ้วนกลมวิ่งดุ๊กดิ๊กจนหลุดออกจากกลุ่มเพื่อนไปไกลโดยไม่รู้ตัว ไม่นานก็ข้ามเขตมาถึงแนวส้มสุกที่ห้อยระย้าอยู่ริมไร่ส้มสุริยา ที่ซึ่งไม่ควรเหยียบย่างเข้ามา

ใต้ต้นส้มต้นหนึ่ง เด็กชายวัยแปดขวบ “อาทิตย์” นั่งกอดเข่าพิงโคนต้น กำลังอ่านหนังสือด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ต่างจากวัยเดียวกันที่มักวิ่งเล่นเสียงดัง เขาชอบความสงบและเกลียดความวุ่นวายในบ้าน จึงมักหนีมาอยู่ที่นี่

เสียงหัวเราะของใครบางคนทำให้เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้น สายตาคมสบเข้ากับภาพเด็กแก้มป่องที่กำลังวิ่งไล่ผีเสื้ออย่างเอาเป็นเอาตาย ร่าง

กลม ๆ นั้นดูเหมือนซาลาเปาเคลื่อนไหวได้ อาทิตย์ละสายตาจากหนังสือ ลุกขึ้นยืน และมองเด็กคนนั้นโดยไม่พูดอะไร

น่านฟ้าที่รู้ตัวว่ากำลังถูกจ้อง เลยชะงัก หันกลับมาพูดทันที

“ใครอ่ะ”

อาทิตย์ก้าวออกมาเล็กน้อย น้ำเสียงทุ้มเรียบเกินวัยถามกลับ

“มาทำอะไรตรงนี้ครับ”

เด็กแก้มป่องเชิดคางขึ้นทันที

“ทำไมจะมาไม่ได้ นี่ฟาร์มของพ่อเรา”

อาทิตย์เลิกคิ้ว

“อ๋อ…” เสียงสั้น ๆ

“แล้วชื่ออะไรครับ”

อาทิตย์ถามกลับทันที

“ทำไมเราต้องบอก”

“พ่อเราบอกว่าไม่ให้คุยกับคนแปลกหน้า”

เด็กน้อยตอบเสียงจริงจัง

อาทิตย์หัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะยอมเปิดปาก

“งั้นพี่ชื่อ อาทิตย์”

“ทีนี้เรารู้ชื่อพี่แล้ว”

“บอกชื่อเราได้ยังครับ”

อาทิตย์เร่งเร้า

น่านฟ้าชั่งใจครู่หนึ่ง แต่ก็ยอมบอก

“เราชื่อน่านฟ้า”

อาทิตย์จ้องแก้มป่อง ๆ นั่นก่อนจะหลุดเรียกอย่างขำ ๆ

“ซาลาเปาน้อย”

“ไม่ใช่! เราบอกว่าเราชื่อน่านฟ้า”

น่านฟ้าทำตาโต ใบหน้ากลมแดงจัดด้วยความโกรธ

“ไม่เข้าใจที่เราพูดหรอ”

เด็กน้อยย้ำอีกครั้ง

อาทิตย์กลับยิ้มบาง ๆ ให้เด็กตรงหน้าที่กำลังหน้าบึ้ง

“กินส้มไหมครับ”

น่านฟ้าทำท่าคิดอยู่นาน ก่อนอาทิตย์จะพูดซ้ำ

“เดี๋ยวพี่เด็ดให้ ส้มไร่พี่หวานนะ”

“เรากินได้จริงหรอ”

“จริงสิ อยากได้กี่ลูก พี่จะเด็ดมาให้”

น่านฟ้ายิ้มแป้นทันที

“งั้นเราเอาหมดสวนเลยได้ไหม”

อาทิตย์หัวเราะกับความเจ้าเล่ห์ของเด็กน้อยตรงหน้า

“ได้สิ พี่ให้ได้ แต่เราต้องมาเป็นเจ้าสาวให้พี่นะ”

“เจ้าสาวคืออะไร”

น่านฟ้าเอียงคอถามอย่างใสซื่อ

“เอาไว้โตเมื่อไหร่ก็จะเข้าใจเอง”

“แล้วบอกเราตอนนี้ไม่ได้หรอ”

“บอกไปก็ไม่เข้าใจ จะบอกไปเพื่ออะไร”

“เอ้า ก็เราอยากรู้อ่ะ!”

อาทิตย์หัวเราะ หยอกด้วยการเอื้อมมือไปบีบแก้มป่อง ๆ หนึ่งที

เพี๊ยะ!

“มาบีบแก้มเราทำไม”

“เราจะฟ้องพ่อ!”

น่านฟ้าตีมือตอบเสียงดัง

อาทิตย์หัวเราะไม่หยุด

“แทนตัวเองว่าหนูสิ ซาลาเปาน้อย”

“ไม่! ทำไมเราต้องแทนว่าหนู”

“พี่ว่ามันน่ารักนะครับ”

“ไม่!! เราจะไม่พูดแบบนั้น”

อาทิตย์แกล้งต่อ

“ไม่ก็ไม่ งั้นเรียกพี่ว่า พี่อาทิตย์สิ”

“ไม่!! มีสิทธิ์อะไรมาสั่งเรา”

“ไหนล่ะส้มที่จะให้เรา”

“เราอยากกลับบ้านแล้ว”

น่านฟ้าเริ่มงอแง

“เรียกพี่ก่อน เดี๋ยวพี่เด็ดให้เลย”

อาทิตย์กวนต่อ

“งั้นเราไม่กินละ เราอยากกลับบ้าน”

อาทิตย์หัวเราะในความดื้อรั้น

“อะเค ๆ รอแป๊บ”

เด็กหนุ่มเดินไปเด็ดส้มสดจากต้น หอบมาใส่มือน้อย ๆ ห้าลูก

“แค่นี้จะพอกินหรอ”

“ไม่พอก็มาเอาใหม่”

“จริงป่าว”

“จริงสิ”

“ห้ามหลอกนะ”

“ไม่หลอก”

“สัญญา”

“สัญญา”

ทั้งคู่เกี่ยวก้อยกันเล็ก ๆ ใต้ร่มเงาต้นส้ม อาทิตย์แอบเก็บรอยยิ้มไว้ในใจ พร้อมคำมั่นที่แม้เป็นเพียงการเล่นสนุกของเด็ก แต่สำหรับเขากลับกลายเป็นสัญญาที่จะไม่มีวันลืม…

เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ที่เคยดังก้องอยู่แถวลานหญ้าหน้าคอกวัวเงียบหายไปนานเกินไป จนคนงานที่เฝ้าดูอยู่เริ่มใจคอไม่ดี เมื่อหันไปมองก็พบว่ามีเงาของใครบางคนหายไปจากกลุ่ม

“เฮ้ย… คุณน่านฟ้าล่ะ?!”

หนึ่งในคนงานร้องขึ้นอย่างตกใจ

พวกเขารีบวิ่งวุ่นหา แต่ไม่เจอเงาเล็ก ๆ ของคุณหนูตัวแสบเลยแม้แต่น้อย สุดท้ายจึงรีบตรงดิ่งไปหาพ่อเลี้ยงอนันต์ที่กำลังยืนตรวจดูวัวในคอก

“พ่อเลี้ยง ๆ ครับ!”

เสียงเรียกดังลั่นจนพ่อเลี้ยงอนันต์ต้องหันขวับ ดวงตาคมกริบใต้คิ้วเข้มฉายแววดุดันทันที

“มีอะไร”

น้ำเสียงต่ำห้าวแฝงด้วยความกดดัน

“คุณน่านฟ้าหายไปครับพ่อเลี้ยง!”

ทันทีที่ได้ยิน ร่างสูงใหญ่ของพ่อเลี้ยงอนันต์ถึงกับชะงัก หัวใจเหมือนถูกกระชากร่วงไปกองอยู่ตาตุ่ม เขาหันขวับมามองลูกน้อง ดวงตาลุกวาบด้วยโทสะ

“แล้วพวกมึงดูลูกกูกันยังไงให้หายไปได้วะ!”

เสียงคำรามก้องไปทั้งลาน คนงานต่างหน้าซีดเผือด ก้มหน้างุดไม่กล้าโต้ตอบ

พ่อเลี้ยงกำหมัดแน่น เส้นเลือดปูดโปนตรงขมับ ก่อนตวาดลั่นอีกครั้ง

“ไป! เกณฑ์คนงานมาให้หมด! ตามหาให้ทั่วทั้งฟาร์ม อย่าให้เหลือแม้แต่พงหญ้า!”

คนงานต่างพากันแตกกระเจิงไปตามคำสั่ง ทิ้งให้พ่อเลี้ยงอนันต์ควบม้าคู่ใจออกจากคอกด้วยสีหน้าหนักใจสุดขีด ภายในใจเต็มไปด้วยความกลัวว่าลูกชายตัวน้อย… “แก้วตาดวงใจ” ของเขา จะเป็นอันตราย

เสียงกีบม้ากระแทกพื้นดังก้องไปตามเส้นทางไร่ กลิ่นดิน กลิ่นหญ้าลอยตลบอบอวล ร่างสูงในชุดผ้าฝ้ายพื้นบ้านที่แนบเนื้อ กำลังซ่อนเหงื่อเย็นที่ไหลซึมทั่วแผ่นหลัง

เขามองไปรอบทุ่งอย่างใจร้อน จนพลันสายตาเหลือบไปเห็นเงาเล็ก ๆ ตรงชายไร่ฝั่งตะวันตก ที่เป็นเขตติดต่อกับไร่ส้มของ “พ่อเลี้ยงสุริยา” เพื่อนรักในอดีตที่บัดนี้กลายเป็นคู่ปรับ

ภาพที่เห็นทำให้พ่อเลี้ยงอนันต์ถึงกับชะงักไปชั่ววินาที น่านฟ้า ลูกชายตัวน้อย กำลังนั่งยอง ๆ กินส้มด้วยรอยยิ้มสดใสอยู่ข้างเด็กชายอีกคน

หัวใจที่เต้นโครมครามค่อย ๆ คลายลง แต่แววตาโกรธเกรี้ยวยังคงเข้มข้น เขากระตุกบังเหียนม้าพุ่งตรงไปหา

“พ่อ ๆๆๆ!!”

น่านฟ้าเงยหน้าขึ้น เห็นร่างสูงใหญ่ของผู้เป็นพ่อก็รีบลุกพรวด ร้องเรียกเสียงใส ก่อนวิ่งถลาเข้ามาเกาะขาของพ่อเลี้ยงอนันต์

ต่อให้โมโหแค่ไหน แต่เมื่อได้กอดลูกน้อยไว้ในอ้อมแขน ความอ่อนโยนที่เก็บซ่อนอยู่ก็พลันผุดขึ้นมาในทันใด มือหนาลูบศีรษะเล็กเบา ๆ น้ำเสียงนุ่มลงอย่างไม่รู้ตัว

“น้องมาทำอะไรตรงนี้ครับลูก”

เด็กชายเงยหน้าขึ้น ยิ้มแหย ๆ

“หนูวิ่งจับผีเสื้อ แล้วก็เผลอมาถึงตรงนี้ครับ”

“รู้ไหมว่าทุกคนเป็นห่วงน้องมากแค่ไหน”

พ่อเลี้ยงเอ่ยเสียงต่ำ ขณะจ้องดวงตากลมใส

น่านฟ้าเม้มปาก ก่อนตอบเบา ๆ

“หนูขอโทษครับ… หนูจะไม่ทำอีกแล้ว”

“อย่าวิ่งออกมาคนเดียวอีกนะครับ เข้าใจไหม”

“ครับพ่อ”

เสียงเด็กใส ๆ ทำให้หัวใจคนเป็นพ่ออ่อนยวบไปหมด เขาอดไม่ได้ที่จะยิ้มบาง ๆ ก่อนหันไปมองเด็กชายอีกคนที่ยืนอยู่ไม่ไกล

เด็กคนนั้นตัวโตกว่าน่านฟ้าเล็กน้อย ใบหน้าคมเข้ม ดวงตาโตที่สะท้อนแสงแดดบ่ายมองตรงมาด้วยความกล้าแฝงความไร้เดียงสา

“สวัสดีครับคุณลุง”

เด็กชายรีบยกมือไหว้อย่างนอบน้อม

“ผมชื่ออาทิตย์ครับ ลูกชายพ่อเลี้ยงสุริยา เจ้าของไร่ส้มนี้ครับ”

พ่อเลี้ยงอนันต์เลิกคิ้วเล็กน้อย แววตาแข็งกระด้างขึ้นเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ

“ฉันรู้แล้วล่ะ”

แม้จะไม่ถูกกับสุริยา แต่เขาก็ไม่ได้คิดรังเกียจเด็กรุ่นลูกตรงหน้า… ทว่าความไม่ไว้ใจยังคงซ่อนลึกอยู่ในแววตา

“กลับบ้านได้แล้วน่านฟ้า”

พ่อเลี้ยงหันไปบอกลูกชาย ก่อนกดเสียงเข้มใส่อาทิตย์

“แล้วอย่ามายุ่งกับลูกชายฉันอีก”

เด็กชายอาทิตย์นิ่งไปชั่วครู่ แววตาฉายความไม่เข้าใจปะปนกับความน้อยใจ เขาไม่รู้ว่าทำไมถึงห้ามไม่ให้เล่นด้วย ทั้งที่เขาก็แค่อยากมีเพื่อน

พ่อเลี้ยงอนันต์อุ้มลูกชายขึ้นหลังม้า เตรียมจะควบกลับไร่ น่านฟ้าหันมามองอาทิตย์ แล้วทำหน้าทะเล้นแลบลิ้นใส่ ก่อนซบอกพ่อด้วยท่าทางซุกซน

เด็กชายอาทิตย์ได้แต่มองตามแผ่นหลังกว้างของพ่อเลี้ยงกับน่านฟ้าที่ค่อย ๆ ไกลออกไป ริมฝีปากเล็กคลี่ยิ้มขบขันออกมาแทนความน้อยใจ

‘สักวันเหอะ… จะจับมาเป็นเมียให้ดู’ เขาคิดในใจแน่วแน่ ถึงอายุจะเพียงแปดขวบ แต่ความคิดนั้นก็ฝังแน่นยิ่งกว่าคำสัญญา

กีบม้ากระแทกลงบนพื้นดินเป็นจังหวะ ตึกตัก ๆ ฝุ่นดินสีน้ำตาลลอยคลุ้งขึ้นตามแรงฝีเท้า ม้าสีน้ำตาลเข้มกวัดแกว่งหางอย่างสง่า ขณะที่ร่างสูงของพ่อเลี้ยงอนันต์นั่งมั่นอยู่บนอาน มือหนึ่งจับบังเหียน อีกมือโอบรัดบุตรชายแน่นไม่ยอมปล่อย

น่านฟ้าที่ถูกยกขึ้นนั่งด้านหน้า ร่างเล็กเอนชิดอกกว้างอบอุ่น เสียงหัวใจของผู้เป็นพ่อดังเป็นจังหวะหนักแน่นจนเด็กชายเผลอฟังตามไปด้วย กลิ่นอายของบุรุษที่ใช้ชีวิตกลางแดดกลางไร่ผสมเหงื่อและควันไฟจากการทำงานติดอยู่ตามเสื้อผ้า ทำให้บรรยากาศอบอวลไปด้วยความจริงจังและเคร่งขรึม

“ต่อไป…ห้ามน้องไปที่ไร่นั้นอีก เข้าใจไหม”

เสียงทุ้มต่ำกดหนักเหมือนคำสั่งไม่ใช่คำขอร้อง

น่านฟ้าเงยหน้ามอง เห็นแววตาของพ่อเต็มไปด้วยความแข็งกร้าว ดุดันเกินกว่าที่เด็กวัยนี้จะเข้าใจ แต่ในแววตาน้อย ๆ ของเขากลับมีประกายดื้อรั้นที่ซ่อนอยู่ เขาพยักหน้าช้า ๆ เหมือนยอมรับ แต่ในใจกลับคิดตรงข้าม

ถ้าห้าม…ก็ยิ่งอยากไป

น่านฟ้าเงยหน้ามองพ่ออีกครั้ง ตาใสเป็นประกายสงสัย

“ทำไมครับพ่อ”

พ่อเลี้ยงอนันต์ชะงักไปเล็กน้อย มองออกไปยังแนวภูเขาไกล ๆ เหมือนสายตากำลังพาเขาย้อนกลับไปในอดีตที่ไม่อยากนึกถึง ก่อนจะกดเสียงหนักลง

“เอาไว้โตขึ้น... พ่อจะเล่าให้ฟัง”

เด็กน้อยเม้มปากเล็กน้อย ยังไม่ทันถามต่อก็โดนกำชับอีกครั้ง

“ห้ามน้องไปแถวเขตชายไร่อีกนะครับ”

น่านฟ้าได้แต่พยักหน้า รับคำแบบคนที่ทำเป็นเชื่อฟัง แต่ในหัวกลับคิดอีกอย่างใครจะไปยอมง่าย ๆ คนดื้ออย่างเขาไม่เคยทำตามทุกเรื่องอยู่แล้ว

เมื่อม้าหยุดลงตรงหน้าตัวบ้าน คนงานหลายคนที่ยืนรออยู่แล้วรีบเข้ามา พวกเขาก้มหน้าแน่นิ่งเหมือนรอรับโทษ

“ต่อไปนี้... ทุกคนต้องดูแลคุณน่านฟ้าให้ดี”

“อย่าให้ออกไปแถวชายเขตไร่อีก”

พ่อเลี้ยงอนันต์ประกาศเสียงเข้ม แววตาคมกริบกวาดมองไปรอบ ๆ

“เข้าใจไหม!!”

เสียงตอบรับดังก้องพร้อมกัน

“เข้าใจครับ!! พ่อเลี้ยง!!”

“ดี! แล้วอย่าให้เกิดเหตุการณ์แบบวันนี้อีก”

ทันใดนั้น ประตูบ้านเปิดออก แม่นภาเดินออกมา ใบหน้าหวาน ทำให้บรรยากาศที่ตึงเครียดคลายลงบ้าง

“เกิดอะไรขึ้นกันคะพี่อนันต์”

เธอถามเสียงเรียบแต่เต็มไปด้วยความห่วงใย

“ไม่มีอะไรแล้ว ไปแยกย้ายกันไปทำงาน!”

พ่อเลี้ยงสั่งปิดท้าย เหล่าคนงานก็รีบสลายตัวไปทันที

ทันทีที่เห็นแม่ น่านฟ้าวิ่งเข้าไปกอดแน่นเหมือนหาที่พึ่ง แล้วหยิบส้มลูกกลม ๆ ที่เก็บใส่กระเป๋ากางเกงมาตั้งแต่ก่อนหน้านั้น ยื่นให้แม่ด้วยรอยยิ้มภูมิใจ

“แม่ครับ น้องเอามาฝาก”

นภามองส้มแล้วถามอย่างสงสัย

“น้องไปเอามาจากไหนครับ”

“มีคนให้หนูมาครับ”

เด็กน้อยตอบไร้เดียงสา

พ่อเลี้ยงอนันต์จึงเอ่ยเสียงเรียบแต่กดหนัก

“ก็ลูกชายของไอ้สุริยาให้มาไง”

นภาหันขวับมามองสามี

“ลูกชายคุณไปเล่นแถวนั้น”

เธอก้มลงคุยกับลูกอย่างใจเย็น

“วันหลังถ้าน้องจะไปแถวนั้น น้องต้องบอกคนอื่น ๆ ด้วยนะครับ จะได้มีคนตามไปดูแล”

“ไม่ได้!”

พ่อเลี้ยงอนันต์ตัดบททันที เสียงเข้มขึ้นอีก

“ต่อไปห้ามไปยุ่งกับคนบ้านนั้นและที่ไร่ของมันอีก เข้าใจไหม”

นภาถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะหันไปบ่นสามี

“นี่พี่อนันต์... เมื่อไหร่จะเลิกโกรธกันสักที เรื่องมันก็ผ่านมาตั้งหลายปีแล้ว จะหวงอะไรหนักหนา ปล่อยเด็ก ๆ มันบ้างเถอะ”

แววตาของพ่อเลี้ยงแข็งกร้าวอยู่ครู่หนึ่ง แต่พอได้ยินเมียพูด น้ำเสียงแข็งก็เริ่มอ่อนลง เขามองหน้าภรรยาคนสวยที่ยืนอยู่ตรงนั้น ความหวง ความรัก และความกลัวปนเปกันจนทำให้ใจเขาอ่อนยวบ

“พี่... พี่ขอโทษจ้ะ นภา พี่ก็แค่หวงเรา หวงลูก กลัวไอ้สุริยามันจะมาแย่งเมียพี่ไปอีก”

นภาส่ายหน้าพร้อมกับทำหน้าเอือมระอา

“ฟังฉันนะพี่ แก่จะลงหลุมอยู่แล้ว ยังคิดอะไรไม่เข้าท่าอยู่ได้ เลิกได้แล้วเถอะ”

แต่แทนที่อนันต์จะยอมเงียบ เขากลับกอดภรรยาแน่นขึ้น แกล้งหยอดคำหวานอย่างเอาใจ

“ไม่ได้หรอกจ้ะ เมียพี่ยังสาว ยังสวยขนาดนี้... พี่จะปล่อยให้ใครมาแย่งได้ยังไง”

นภาหลุดหัวเราะพรืดออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ก่อนจะส่ายหัวอีกครั้ง

“ไป ๆ ทานข้าวได้แล้ว ทั้งพ่อทั้งลูก วันนี้แม่ทำของโปรดไว้ให้ด้วยนะ”

บรรยากาศตึงเครียดเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นของครอบครัว แต่ในใจเล็ก ๆ ของน่านฟ้า... เขากลับนึกถึงดวงตาอบอุ่นของเด็กหนุ่มที่ชายเขตไร่คนนั้นไม่จางไปจากความคิดเลย

หลังจากมื้ออาหารอิ่มหนำ น่านฟ้าเอื้อมมือไปหยิบของเล่นมาเล่น บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ และคนงานที่ยิ้มตาม แต่สายตาของพ่อเลี้ยงอนันต์ยังคงจับจ้องบางอย่างอยู่ไม่วาง

นภา เห็นสีหน้าที่ยังคงจริงจังของสามี ก็เดินเข้าไปชิดด้านหลัง เขย่งตัวกอดเอวเขาไว้เบา ๆ พร้อมเอ่ยเสียงอ่อนโยน

“พี่อนันต์… อย่าคิดมากเลยค่ะ ปล่อยให้เด็ก ๆ เล่นบ้าง เรื่องในอดีต…ก็แค่เรื่องเล็กน้อย”

อนันต์ถอนหายใจยาว ก้มหน้าลงมองภรรยา ดวงตาเข้มขรึมผสมความเอาใจใส่

“ก็...พี่กลัวไอ้สุริยาจะมายุ่งกับเราอีก”

นภาอมยิ้ม พลางลูบแขนสามีเบา ๆ

“ถึงจะไม่ถูกกัน แต่ลูกโตขึ้นเองก็รู้ว่าอะไรควรทำค่ะ ปล่อยใจตัวเองให้สบายบ้าง”

อนันต์สบตาเธอสักพัก ก่อนจะผ่อนคลายลงเล็กน้อย มือหยิบถ้วยชามวางเรียบร้อย

“งั้นก็ได้...วันนี้เราปล่อยลูกหน่อย แต่ห้ามไปใกล้ไร่ส้มอีก เข้าใจไหมครับ”

น่านฟ้าพยักหน้าเบา ๆ แต่ในแววตาเต็มไปด้วยประกายซนตามสไตล์ของเขา

นภาอมยิ้มมองทั้งสอง พ่อแม่ลูก ทุกอย่างเหมือนจะสงบ แต่ลึก ๆ ใจของผู้ใหญ่ยังคงเก็บความระแวดระวัง… และเรื่องราวของเด็กสองคนที่ชายเขตไร่ส้มกำลังรอวันเติบโตต่อไป

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel