ตอน 3
บ้านไม้เก่ากับเสียงจอแจคนรอบ ๆ ข้าง หมาแมวไล่ฟัดกันทุกวันในชุมชนแออัด แสงยามเช้าสาดลอดช่องไม้เข้ามาเป็นเส้นบาง ๆ สะท้อนกับฝุ่นละอองที่ลอยฟุ้งในอากาศ เสียงแม่ไก่ขันหลายตัวแข่งกันอยู่หลังบ้าน เสียงหม้อเก่าที่ตั้งอยู่บนเตาถ่านดัง “ปุด ๆ” ตามจังหวะน้ำเดือด พลอยยกฝาหม้อออก ควันหอมของน้ำซุปปลาตะเพียนต้มเค็มลอยคลุ้งไปทั่วครัวไม้ที่มีฝาผนังหลุดบางแผ่น น้ำซุปเดือดเบา ๆ ในหม้อเก่า เสียงตะหลิวกระทบหม้อดังแกร๊ก…
เธอใช้หลังมือเช็ดเหงื่อที่ซึมออกข้างขมับ หันไปมองยายที่นั่งพับผ้าอยู่ตรงชานบ้าน ผ้าขาวม้าที่ผ่านการซักหลายครั้งสีจางจนเกือบกลืนไปกับมือที่เหี่ยวย่นของยาย เสียงไอเบา ๆ ดังขึ้นเป็นระยะ
“ยาย... ไออีกแล้วเหรอ” พลอยถามพลางปิดเตายายยิ้มบาง ๆ พลางโบกมือ
“ไม่เป็นไรหรอกลูก ยายแค่สำลักน้ำชาเมื่อกี้... แก่แล้วมันก็อย่างนี้แหละ” เธอเดินไปตักน้ำอุ่นใส่ขันส่งให้ยายดื่ม ยายยกขันขึ้นจิบช้า ๆ แล้ววางไว้ข้างตัวมองหลานสาวด้วยแววตาเอ็นดู
“พลอยเหนื่อยไหมลูก ทำกับข้าว ทำงานบ้าน ทั้งหมดอยู่คนเดียว” พลอยหัวเราะเบา ๆ
“ไม่เหนื่อยหรอกจ้ะยาย พลอยชินแล้ว ยายก็พักบ้างสิ อย่าไปฝืนพับผ้าทีละกองแบบนี้ เดี๋ยวก็ปวดหลังอีก”
“ถ้ายายไม่ทำ แล้วใครจะทำเล่านี่บ้านเรานะลูก... ไม่มีใครช่วยหรอก นอกจากเรา” คำพูดของยายเรียบง่ายแต่ในนั้นแฝงความจริงที่พลอยได้ยินจนชิน
หญิงสาวนั่งลงข้าง ๆ หยิบผ้าที่ยายพับต่อมาช่วยเรียงเป็นกอง ข้างนอกมีเสียงรถดังแว่วจากทางด่วนด้านบน เสียงลมพัดแรงขึ้นจนใบไม้หลังบ้านเสียดสีกันเป็นจังหวะ เธอเงยหน้ามองท้องฟ้าเหนือหลังคาสังกะสี
“ถ้าพ่อแม่ยังอยู่… เราคงไม่ต้องลำบากขนาดนี้” เธอคิดในใจ แล้วรีบกลืนคำพูดนั้นกลับลงไปในลำคอ เพราะรู้ดีว่ามันจะทำให้ยายเสียใจจนกระทั่งยายหันมามอง เหมือนจับได้ในแววตาของหลาน
“คิดถึงพ่อแม่อีกแล้วล่ะสิ...”
“ค่ะ...” พลอยตอบเบา ๆ
“บางวันก็ฝันเห็นพ่อ แม่ยังยิ้มให้เหมือนเดิม ยาย… ยายว่าเขาอยู่ที่ดีไหม”
“อยู่สิลูก... คนดี ๆ อย่างพ่อแม่แก ไม่ต้องกลัวหรอก ฟ้าเขาคงรับไปอยู่ในที่ดีแล้ว”
เสียงของยายอ่อนโยน แต่มีบางอย่างในน้ำเสียงนั้นเหมือนสั่นนิด ๆ ราวกับคนพูดพยายามกลั้นไม่ให้หลั่งน้ำตา พลอยยิ้มบาง ๆ ทั้งที่หัวใจแน่น เธอไม่อยากให้น้ำตาของยายหลั่งเพราะคำพูดของตัวเอง
หลังบ้านนั้นแคบ มีเพียงพื้นที่เล็ก ๆ สำหรับปลูกผักบุ้ง ผักชี และกล้วยสองสามต้น พลอยใช้เวลาแต่ละวันดูแลสวนเล็ก ๆ นี้ เพื่อขายผักให้ตลาดนัด ยายเป็นคนเก็บเงินส่วนเธอเป็นแรงหลักทุกอย่างหมุนวนเหมือนเดิมมาหลายปี จนกระทั่งเช้าวันนั้นยายพูดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว
“พลอย... ยายว่าเดือนหน้าผักมีมากพอ เราเอาไปขายคงจะได้ใช้หนี้ค่ารักษาได้บ้าง แต่ถ้าไม่ได้... คงต้องรบกวนน้าเดชอีกทีแล้วละลูก” มือของพลอยที่กำลังพับผ้าอยู่ชะงักเล็กน้อย เธอเงยหน้าขึ้นทันที
“น้าเดชเหรอจ๊ะยาย”
“อืม... น้าชายแกนั่นแหละ เดชลูกพี่สาวของยายตอนนั้นเขายังช่วยส่งเงินมาบ้างจำได้ไหม ตอนยายผ่าตาเมื่อสามปีก่อนน่ะ”
พลอยนิ่งไป เธอจำได้ดีผู้ชายรูปร่างสูงหน้าคม แต่มีแววตาแบบที่ทำให้เด็กอย่างเธอตอนนั้นไม่กล้ามองตรง ๆ เขามาเยี่ยมพร้อมเพื่อนชายอีกสองคน แปลกหน้าทั้งหมด ใส่เสื้อเชิ้ตดำ มีกลิ่นบุหรี่ติดตัว
“จำได้จ้ะยาย... แต่น้าเดชหายไปตั้งนานแล้วนี่นา”
“ก็คงไปทำงานในเมืองละมั้ง ยายได้ข่าวจากคนรู้จักว่ามีบ่อนอยู่แถวโน้น เขาก็ทำงานเกี่ยวกับเงิน ๆ ทอง ๆ นั่นแหละ” คำว่า “บ่อน” ทำให้หัวใจพลอยสะดุด เธอหลุบตาลง ไม่อยากให้ยายเห็นสีหน้า
“ยายคิดว่าน้าเขา... ยังดีอยู่ใช่ไหมจ๊ะยาย”
“ดีสิลูก เดชมันเป็นคนดีอยู่หรอก ตอนหนุ่ม ๆ ก็ดื้อบ้าง แต่ใจมันสู้ ยายเชื่อว่าถึงจะอยู่ในเมืองใหญ่ มันคงไม่ลืมบ้านเกิดหรอก”
พลอยยิ้มแต่แววตาไม่สู้ดีนัก เธอพยายามกลบความรู้สึกนั้นด้วยรอยยิ้มบาง ๆ
“น้าเดช... พ่อคนดีอยู่หรอกจ้ะยายเข้าบ่อนเสียขนาดนั้น”
“เออ ก็ดีนะสิวะ… ยังดีที่เหลือญาติไว้ให้พึ่ง”
เสียงลมพัดลอดช่องไม้เข้ามาอีกครั้ง คราวนี้แรงพอจะทำให้ผ้าขาวม้าที่พับไว้ปลิวออกจากกอง พลอยรีบลุกไปเก็บ ขณะนั้นแสงแดดอ่อนเริ่มลอดผ่านหลังคา เธอมองออกไปเห็นแต่บ้านในสลัมที่ทอดยาวจนสุดถนน
ภาพตอนเด็กย้อนเข้ามาในหัวเดชเคยนั่งมอเตอร์ไซค์คันเก่า ๆ ขี่พาเธอไปซื้อขนมที่ตลาด เขายังหัวเราะ ยื่นไอติมให้ แล้วพูดว่า
“โตขึ้นอย่าเหมือนน้านะพลอย น้าไม่ดีหรอก” ตอนนั้นเธอหัวเราะ ไม่เข้าใจความหมาย แต่ตอนนี้... มันกลับมาแทงใจอย่างเงียบงัน
“ยาย...” เธอเอ่ยเบา ๆ
“หืม ว่ายังไงลูก”
“ถ้าวันหนึ่ง... คนที่เราเคยไว้ใจ กลับมาหาเราอีก... แต่เขาไม่เหมือนเดิมแล้ว เราควรทำยังไงดีจ๊ะ” ยายหยุดพับผ้า มองหน้าหลานสาวตรง ๆ
“พลอย ลูกกำลังพูดถึงใคร”
“ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ แค่คิด ๆ ไปเรื่อย ยายถอนหายใจ แล้วพูดเสียงอ่อน
“คนเรามันเปลี่ยนกันได้หมดลูก แต่ถ้าเป็นคนในเลือดเดียวกัน ต่อให้เขาหลงผิดไปไกลแค่ไหน ยายก็ยังอยากให้เผื่อใจให้อภัยได้อยู่ดี เพราะสุดท้าย... พันธะของเลือดมันตัดกันไม่ขาดหรอก” เธอพยักหน้ารับ
เดินไปยกหม้อปลาตะเพียนต้มเค็มไปวางบนโต๊ะไม้ ยายตักข้าวใส่จาน เสียงช้อนกระทบจานดังแผ่ว ๆ บรรยากาศเงียบสงบจนได้ยินเสียงลมหวิวลอดฝาไม้
“พลอย กินข้าวเยอะ ๆ นะลูก เดี๋ยวบ่ายนี้ไปตลาดใช่ไหม”
“ค่ะ ไปส่งผักให้เจ๊แสงก่อน แล้วค่อยกลับมาเย็บผ้าต่อ”
“ดีแล้วลูก ยายฝากซื้อยาหอมสักซองด้วยนะ”
“ได้จ้ะ” สองยายหลานนั่งกินข้าวกันท่ามกลางความเงียบงันของเช้านี้ เสียงจักจั่นเริ่มร้องจากพุ่มไม้ข้างบ้าน
โลกของพวกเธอดูเล็ก เรียบง่าย แต่ใต้ความสงบนั้น กำลังมีเงาของใครบางคน ค่อย ๆ เคลื่อนเข้ามาอย่างช้า ๆ
พลอยมองออกไปยังถนนอีกครั้ง ยิ้มบาง ๆ อย่างคนที่ยังเชื่อในความดี
ขณะที่ไกลออกไป ในเมืองที่เต็มไปด้วยเสียงการพนันและกลิ่นควันบุหรี่ “เดช” กำลังโยนลูกเต๋าเสียงดังลงบนโต๊ะ โดยไม่รู้เลยว่า... ปลายทางของหนี้สินที่เขากำลังพัวพันนั้น จะลากคนใน “เลือดเดียวกัน” เข้าสู่วงล้อมมืดมิดไปพร้อมกับเขา เสียงลูกเต๋ากระแทกพื้นไม้ดังตุบ ๆ เสียงเหรียญกระทบโต๊ะดังแกร๊ก สับไพ่ดังก้องเป็นจังหวะต่อเนื่อง
คืนนี้เดชเดินเข้าห้องใหญ่อีกครั้งมือหนึ่งถือซองเงินสดเอามาแลกชิป อีกมือเกาแผ่นหลังที่เริ่มมีเหงื่อซึม แม้เสียงรอบตัวเต็มไปด้วยความตึงเครียดและคำสบถหยาบคายจากนักพนันคนอื่น เขากลับยิ้มเจ้าเล่ห์ราวกับโลกทั้งโลกเป็นของเขา
“คืนนี้... กูจะรวยหรือจนก็ช่าง แต่กูสนุกโคตร ๆ” เขาวางเงินกองหนึ่งลงบนโต๊ะไฮโล ขยับนิ้วพลิกลูกเต๋าแล้วโยนอย่างมั่นใจ ร่างสูงเงยหน้ามองเจ้ามือ แววตาเย็นชา แต่แฝงความตื่นเต้นอยู่ข้างใน
“เฮ้ย! มึงมาอีกแล้วเหรอ” เจ้ามือสบถเสียงดังรอบเมื่อคืนมันได้ไปเป็นแสน มือเหวี่ยงไม้ไฮโลบางลงบนโต๊ะ
“กูบอกแล้วไงว่าจะมา... มึงลองไล่กูดูสิ ถ้ามึงกล้า” เดชหัวเราะเบา ๆ เจ้าเล่ห์
“ไล่เหรอ เอ้า... ใครช้า ใครเสีย กูไม่สน” นักพนันรอบโต๊ะมองเขาด้วยสายตาไม่พอใจ แต่ไม่มีใครกล้าออกปากมากกว่านี้
เดชรู้ตัวเองดีเขามีเสน่ห์เจ้าเล่ห์พอให้คนกลัวพอสมควร แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความโลภและความเสี่ยง มือของเขาสั่นเล็กน้อยเมื่อวางเดิมพันสูงขึ้น แต่ความมั่นใจไม่เคยลดลง
“ครั้งนี้กูขอใหญ่หน่อย... ต้องได้กำไรให้พอจ่ายหนี้ก่อน” เสียงหัวเราะและสบถดังรอบตัว เดชพลิกไพ่และวางเดิมพันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เจ้ามือเริ่มค้อนขวับ แต่ก็ต้องทำหน้าที่ต่อไป
“นี่เดช... มึงยังไง ๆ อยู่เนี่ย ไฟแรงเกินไปแล้ว” เพื่อนนักพนันกระซิบ เดชหัวเราะร่วน
“ไฟแรงเหรอ กูเรียกว่ากล้าเล่นต่างหาก โลกนี้ไม่ได้มีใครมาแจกโชคฟรี ๆ”
จากมุมหนึ่งของห้อง เสือดำยืนเงียบ ๆ สังเกตรอบ ๆ ด้วยสายตาคมดุ เขาไม่ได้แสดงอารมณ์ แต่เริ่มสนใจชายคนนี้เดช ผู้ชายที่กล้าเสี่ยง แม้ในขณะนั้นเขายังไม่รู้ว่าชีวิตกำลังถูกพันธนาการด้วยหนี้และโลกใต้ดิน
