4 ความลับของคุณชาย
ล่วงเข้ายามไฮ่ สองนายบ่าวต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังต่อเนื่องมาจากราวป่าด้านทิศตะวันตก เสียงนั้นคล้ายเสียงสตรีกรีดร้องขอความช่วยเหลือ
บ่าวร่างอวบกระเด้งตัวขึ้นนั่ง หยิบมีดพกปลายคมกริบจากผ้าคาดเอวมากระชับมั่นกระโจนซุ่มดูตรงบานหน้าต่างกระดาษฝั่งทางเดิน ผู้เป็นนายรีบแต่งเนื้อแต่งตัวแล้วคว้ากระบี่เล่มยาว ซุ่มคุมเชิงอีกฝั่งของหน้าต่างเช่นกัน
“ข้าว่าชอบกลอยู่ ด้านนั้นว่ากันว่าเป็นที่ตั้งโรงเก็บศพไร้ญาติ เหตุใดจึงมีเสียงร้อง... หรือว่า... ”
“อย่าคิดหากไม่เห็นด้วยตา ข้าว่าเราน่าจะไปดูว่าเกิดเหตุใด” ผู้เป็นนายแนบหน้ากับหน้าต่างที่เปิดแง้มโดยไม่ละสายตา
“อย่าเลยคุณชาย! หาใช่เรื่องของเราไม่” สวี่ลี่ติง
ไม่ทันได้คำตอบจากผู้เป็นนาย แสงไฟวิบวับจำนวนมากด้านนอกบ่งบอกว่ามีการเคลื่อนไหวของผู้คนกลุ่มใหญ่ คล้ายอันตรายคล้ายไม่ใช่ ทำให้ทั้งสองต่างมองตากันด้วยความกังวลอีกครั้ง
นอกจากต่างถิ่นแล้ว คำพูดของเจ้าของโรงเตี๊ยมยังทำให้คุณชายผู้อ่อนเยาว์อยากรู้อยากเห็นมากขึ้นจนคิดจะลอบออกไปดู มิไยที่บ่าวร่างอวบจะทัดทาน
“พรุ่งนี้เราต้องออกเดินทางแต่เช้านะขอรับ... คุณชาย”
“แต่เสียงร้องนั่น เจ้าไม่ได้ยินหรือว่าโหยหวนเพียงใด”
“แต่นั่นก็มิใช่เรื่องของเรา” สวี่ลี่แย้งอีกครั้ง ถึงรู้ว่าพูดไปก็ไม่สามารถทัดทานผู้เป็นนายได้
“หรือว่าเจ้ากลัวเป็นกลัวตาย”
“ข้านึกแล้วว่าคุณชายต้องว่าข้าขี้ขลาดตาขาวอีก แต่เราสองคนใช่ว่าวิทยายุทธ์เก่งกาจ... ก็แค่พอเป็น” บ่าวร่างอวบบ่นกระปอดกระแปดจึงได้รับสีหน้างอง้ำตอบกลับมาอีกครั้ง
“แต่หากมีคนขอความช่วยเหลือแล้วไม่คิดยื่นมือ จะมีหน้าออกท่องยุทธภพให้อายผู้ใดเล่า” ผู้เป็นนายเอ่ยฉุนเฉียวพลันถอดกลอนประตู สวี่ลี่รั้งไว้ ผู้เป็นนายจึงเอ่ยเสียงกร้าว “อย่าขัดใจข้า”
“เช่นนั้นข้าหรือจะห้ามคุณชายได้”
สุดที่จะคิดหาคำใดมาดึงรั้งไว้ได้อีก นายน้อยผู้ปราดเปรียวเผยอริมฝีปากน้อย ๆ แล้วเปิดประตูออกไปอย่างเงียบกริบ
บุรุษพเนจรก้าวออกมาจากห้องตรงข้ามมองตามเงาที่ทิ้งห่างไปจนลับตาก่อนจะเปิดประตูห้องของทั้งสองเข้าไปภายในแล้วปิดประตูแผ่วเบา พอหันกลับมาเขาก็ยืนเคว้งคว้างครู่ใหญ่ก่อนตรงไปยังเตียงนอนเพื่อค้นหาเบาะแสต้องสงสัย เพียงค้อมตัวสำรวจตรวจตราฟูกที่นอนก็พบว่ากลิ่นหอมกรุ่นยังคงอบอวลอยู่บนที่นอนจนน่าประหลาด
เหตุใดเขาจึงมีความรู้สึกเช่นนี้...
หยางซุนหยางขับไล่ความคิดแล้วหยิบห่อผ้าข้างหมอนมาเปิดดู ข้าวของในห่อถูกจัดเป็นระเบียบเรียบร้อย ภายในมีชุดฮั่นฝูชายผ้าแพรไหมสีครีมอ่อนเนื้อนวลที่ประเมินค่ามิได้ สายตาพลันสะดุดเข้ากับป้ายหยกสีเขียวอ่อนร้อยด้วยพู่ระย้าสีครีมทอง
“คุณชายหลิวเสียะแห่งสำนักการค้าหลิวซือซือ”
เอ่ยทวนคำบนแผ่นป้ายพลางหยิบพลิกไปมาครู่หนึ่งจึงวางลงข้างชุดฮั่นฝู ค้นลึกไปจนเจอม้วนแผนที่ไม้ไผ่จึงหยิบขึ้นมาดู ภาพที่ปรากฏบนนั้นต่อกันกับแผนที่ในมือของเขาที่หยิบติดมาได้พอดีราวกับเป็นภาพที่วาดมาจากแหล่งเดียวกัน ทั้งลายเส้น ตัวอักษร น้ำหนักอ่อนเบาของปลายพู่กันช่างคล้ายคลึงกัน
ไวเท่าความคิด บุรุษหนุ่มตรงดิ่งไปที่โต๊ะกลางโถงค้นหาพู่กันเพื่อคัดลอกแผนที่ฉบับนั้น แต่ยังไม่ทันได้จดหมึกลงบนแผนที่ไม้ไผ่ก็ต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงกุกกักหน้าประตู ครั้นจะหนีก็ไม่ทันเสียแล้วเพราะเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา จึงได้แต่ดับตะเกียงแล้วหลบวูบเข้าหลังฉากกั้นริมหน้าต่างอาศัยความมืดอำพรางตัว
สองนายบ่าวเปิดประตูเข้ามาภายในด้วยท่าทางเหนื่อยอ่อน ร่างอวบรั้งท้ายลงกลอนประตูส่วนคุณชายร่างระหงผละมาที่ฉากกั้น คนซ่อนตัวเห็นท่าไม่ดีอาศัยความเร็วหลบเข้าหลังม่านชั้นในสุดติดบานหน้าต่างด้วยใจเต้นระทึก
“ข้าจะแช่น้ำสักหน่อย เจ้าง่วงก็นอนได้เลย”
“สุดแท้แต่คุณชายเถอะขอรับ”
“เจ้าไม่พอใจข้าอีกแล้วสินะ” คนเป็นนายว่าพลางเดินไปยังอ่างไม้ที่มีน้ำอยู่เกือบเต็มก่อนเอ่ยต่อ “แต่ไปดูให้เห็นกับตาว่าไม่มีอะไรข้าก็พอใจแล้วถึงแม้จะเลอะเทอะหน่อยก็เถอะ”
“คุณชายอยากไม่เชื่อข้า มิเช่นนั้นคงได้พักผ่อนเอาแรงไม่ต้องเหงื่อไหลไคลย้อยเช่นนี้”
“เชื่อเจ้าแล้วหดหัวอยู่ในห้องหรือ เจ้าก็รู้มิใช่นิสัยข้า” คุณชายผู้ปราดเปรียวเอ่ยน้ำเสียงเย็นเยียบราวกับไม่ทุกข์ร้อนพลางถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก แล้วจุดตะเกียงวางข้าง ๆ ก่อนจะก้มลงแกะเชือกผูกเอวต่อ
“เช่นนั้นข้านอนก่อนนะขอรับ” บ่าวร่างอวบส่งเสียงมาหลังสำรวจตรวจตราสัมภาระสองห่อบนที่นอน พบว่ายังอยู่ดีก็เบาใจจึงล้มตัวลงนอนที่พื้นหน้าเตียงอีกครั้ง “เชิญคุณชายตามสบายเลย เคยฟังข้าที่ไหนกัน ข้าอยู่ก็เหมือนไม่อยู่คิดจะทำอะไรก็ทำตามใจ”
“เจ้าอย่าบ่นนักเลย ง่วงก็นอนเสีย ข้าอึดอัดเต็มทีคืนนี้ขอแช่น้ำแล้วนอนเอาแรงให้สบายก่อนขึ้นเขาดีกว่า”
“ข้าหรือจะขัดได้ ตามใจคุณชายเถอะขอรับ”
ครู่หนึ่งเสียงสวบสาบบนพื้นหน้าเตียงก็เงียบลง หยางซุนหยางพ่นลมหายใจโล่งอกค่อย ๆ ก้าวออกจากหลังม่านทันทีที่คุณชายตัวบางหันหลังให้ ยังไม่ทันก้าวพ้นฉากกั้นก็หันกลับมามองอีกครั้งพลันต้องขยี้ตา
คุณชายร่างสูงดูเก้งก้างนั้นเตี้ยกว่าเขาเล็กน้อยทั้งยังตัวบางกว่าที่คิด แผ่นหลังไร้อาภรณ์ที่เห็นนวลเนียนไร้ไฝฝ้า ลำแขนเปลือยนั้นเรียวยาวไม่มีกล้ามเนื้อปูดโปนแม้เพียงน้อย อีกทั้งเอวคอดกิ่วนั้นเล่าเทียบกับเขาแล้วยิ่งห่างไกลกัน ช่างกอปรกันเป็นเรือนร่างที่งดงามหาที่ติมิได้
อา... นี่คือเอกลักษณ์ของอิสตรีโดยแท้...
หยางซุนหยางมิอาจละสายตา อีกทั้งยังจ้องร่างที่กำลังคลายปมผ้าขาวพันรอบอก ม้วนออกทีละชั้นจนทรวงอกอวบนูนคู่งามปรากฏแก่สายตา เพียงแค่เห็นด้านข้างยังพาให้เขาตกตะลึงถึงเพียงนี้ และยิ่งชวนให้ตื่นตาหนักยิ่งกว่าเมื่อร่างขาวราวหิมะค่อย ๆ หย่อนกายลงแช่ในอ่างอย่างเชื่องช้า เรียวขาเล็กไร้ริ้วรอยชวนมองโผล่พ้นน้ำขึ้นมาจนแทบไม่อยากละสายตา เสียงขับลำนำแผ่วเบาหวานแว่วนั้นเล่า ยิ่งทำให้หัวใจหนุ่มพเนจรกระตุกแรงจนแทบไม่เชื่อตัวเอง แววตาที่ทอดมองนางแฝงไปด้วยความเคลิบเคลิ้มหลงใหล
อา... ที่แท้สกุณาในลำธารก็มาปรากฏกายอยู่ที่แห่งนี้นี่เอง...
