บท
ตั้งค่า

3 น่าสงสัย

“เจ้าก็รีบตามข้ามาสิ”

ร่างอวบตามไม่ลดละ กระซิบถามผู้เป็นนาย “นั่นตัวอะไรขอรับ เหตุใดแววตาของมันช่างน่ากลัวยิ่งนัก”

ผู้เป็นนายขมวดคิ้วมุ่น เงยหน้ามองสนต้นใหญ่เรียงรายในความมืดแล้วทอดถอนใจ ดวงตาสดใสราวกวางป่าสบเข้ากับแสงแวววาวหลากชนิดบนนั้นอย่างไม่มีทีท่าหวั่นเกรงต่างจากอีกฝ่ายที่ยืนตัวสั่นงันงกอยู่เบื้องหลัง

“ระวังนะขอรับ! คุณชาย!”

“อยู่มาจนป่านนี้ เหตุใดกลัวแม้แต่สัตว์เล็กเช่นนี้อยู่เล่า”

“คุณชายโปรดดูตามัน จ้องข้าเขม็งเชียว” บ่าวที่เคยปากกล้าลิ้นคมถึงกับโอดครวญ “เกิดมาข้ายังไม่เคยเจอสัตว์ที่หน้าตาน่าชิงชังเช่นนี้มาก่อนเลย มันมีชื่อว่าอย่างไรหรือขอรับ”

“มันคือนกฮูกเทาใหญ่ มีภูมิลำเนาอยู่บนป่าสนตอนเหนือบนเทือกเขานี้เท่านั้น นับว่าเป็นโชคดีที่เห็นมัน เอ... เจ้าอย่าบอกว่ากลัวมัน”

“ข้ามิได้กลัวมันนะขอรับ” สวี่ลี่บ่นพลางหลบตา

ผู้เป็นนายฟังคำแก้ตัวแล้วกลอกตามองร่างอ้วนด้วยความระอาจึงบ่นต่อ “ข้าก็บอกแล้วให้เจ้าไปเรียนหนังสือกับข้าก็ไม่ไป มัวแต่เที่ยวเล่นปล่อยเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่าเช่นนี้”

“ข้ารู้ขอรับ คุณชายบ่นข้าทุกวันแล้ว...” ร่างอวบอ้วนลากเสียงยาวล้อเลียนก่อนจะเดินแกมวิ่งตามติดนายน้อยของตน “ต่อไปข้าคงต้องขอเรียนวิชารอบตัวบ้างแล้ว คุณชายยังจะสอนข้าหรือไม่ขอรับ”

“ข้าจะสอน หากเจ้าอยากเรียนแต่ขอให้จริงอย่างที่พูดเถอะ” คุณชายตัวบางกลอกตาด้วยความระอาอีกครั้งก่อนจะหันหลังเดินนำไป

กิริยาประหลาดเหมือนบุรุษก็มิใช่สตรีก็ไม่เชิงของคุณชายนิรนามช่างสร้างความลึกลับจนหนุ่มพเนจรได้แต่เหยียดยิ้ม แต่ไม่มีสิ่งใดหลุดพ้นสายตาของเขาไปได้ คิดได้เพียงนั้นร่างสูงใหญ่พลันรุดออกจากที่ซ่อนยืนมองสองร่างลับหายเข้าไปภายในหมู่บ้าน

“เจ้าหนุ่มนี่ท่าทางไม่เบาดูเหมือนได้รับการศึกษา หรือที่แท้จะมิใช่พวกซยงหนู แล้วมาที่นี่เพื่อการใดกันแน่”

หยางซุนหยางลูบคางครุ่นคิดแต่เพียงครู่เดียวรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก็ปรากฏบนใบหน้า เขาคงต้องติดตามใกล้ชิดเพื่อดูท่าทีของทั้งคู่ว่าเป็นใครมาจากไหนและแท้จริงแล้วประสงค์สิ่งใดกันแน่...

โรงเตี๊ยมนักรอนแรมแห่งเดียวในหมู่บ้านนั้นมีสภาพเก่าแก่ทรุดโทรม เพียงสองนายบ่าวก้าวเท้าเข้าไปผู้เป็นนายถึงกับยกหลังมือปิดจมูก กลิ่นสาบรุนแรงราวกับขาดการดูแลมานาน สภาพที่มองจากภายนอกนับว่าแย่แล้วแต่ภายในกลับเลวร้ายยิ่งกว่า พรมแดงคล้ายสีของโลหิตกระดำกระด่างบนพื้นแค่เพียงเหยียบลงไปฝุ่นก็คลุ้งตามขึ้นมาทุกย่างก้าว จนรองเท้าสานขึ้นฝุ่นหนักกว่าย่ำเดินบนทางดินด้านนอกเสียอย่างนั้น

บ่าวร่างอวบหน้าซีดเผือด เมื่อแหงนมองบนเพดานก็ถึงกับผงะเพราะโคมกระดาษสีชาดเขียนตัวอักษรสีทองที่แขวนอยู่ขาดวิ่นเอียงคล้ายจะตกแต่มิตกก็ยิ่งสะกิดนายตน

“โรงเตี๊ยมนี้เปิดหรือร้างไปแล้วก็ไม่รู้นะขอรับ”

“เจ้าก็ดูนั่นสิ แล้วจะได้คำตอบเอง”

“ไหนหรือขอรับ”

เพียงมองตามดวงตาคนถามก็เบิกกว้างเมื่อพบว่ามีสายตากระหายใคร่รู้หลายคู่จับจ้อง บ้างยืนบ้างนั่งพร้อมใจมองมาเป็นตาเดียว สองนายบ่าวทำใจดีสู้เสือเดินตรงเข้าไปถามหาห้องพักทันที

“ข้าต้องการหนึ่งห้องสำหรับค้างแรมในคืนนี้ มิทราบว่า...”

หนึ่งบุรุษผิวเข้มมีรอยบากบนใบหน้าที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดฟังแล้วกลับเดินหนี แต่เพียงครู่เดียวก็มีคนผู้หนึ่งก้าวออกมาจากม่านกั้นแทน ดวงตาเรียวรีขี้ระแวงของอีกฝ่ายจ้องมาที่ทั้งสองอย่างระวัง หมวกเก่าคร่ำคร่าฟ้องการใช้งานสมบุกสมบัน ไรผมสีขาวข้างหูสองข้างบ่งบอกความชรา คนผู้นั้นค้อมศีรษะให้อย่างนอบน้อม

“นายท่านต้องการห้องพักสำหรับงานประมูลในคืนนี้ใช่หรือไม่”

“งานประมูลหรือ” ร่างอวบอ้วนออกหน้าถาม “ประมูลสิ่งใดพวกข้าหารู้ไม่ ข้าเพียงต้องการที่พักสักคืนและเสบียงอาหารเอาไว้สำหรับเดินทางต่ออีกสักสามสี่วัน”

“ถ้าหากพวกท่านมิได้มาเพื่อประมูล” เจ้าของโรงเตี๊ยมขมวดคิ้วครุ่นคิด “เช่นนั้นพวกท่านจะไปที่ใดกัน”

“พวกข้าจะขึ้นไปบนเขา”

“บนเขาหรือ” เพียงเท่านั้นเสียงอุทานก็ดังขึ้นพร้อมกัน ผู้คนที่นั่งอยู่หันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แล้วเป็นคนเดิมที่เอ่ยถาม “ข้ามิได้ฟังผิดไปใช่หรือไม่”

“เป็นเช่นนั้น” คราวนี้ผู้เป็นนายเป็นคนกล่าว

ทว่าเสียงแตกฮือกลับดังกว่าครั้งแรกมากนัก สองนายบ่าวต่างมองหน้ากันด้วยความงุนงง แต่ผู้เป็นนายก้าวมาดักเจ้าของโรงเตี๊ยมหนึ่งก้าวก่อนกล่าวเสียงหนักแน่น

“พวกข้าจะไปหุบผาป่าสนอมตะ ท่านทราบหรือไม่ว่าต้องไปอีกกี่ชั่วยาม”

“โอว! พวกเจ้าคิดผิดแท้ ๆ ที่จะไปหุบผาป่าสนอมตะ” ชายหน้าเสี้ยมเจ้าของโรงเตี๊ยมทวนคำสีหน้าหวาดหวั่น “ต้องไปกี่ชั่วยามข้ามิอาจรู้ได้แต่หากเหยียบย่างไปแล้วมิอาจมีผู้ใดไม่มีอันเป็นไป หากพวกเจ้าดึงดันจะไปให้ได้ก็จำเป็นต้องผ่านโรงเก็บศพไร้ญาติทางผ่านป่าไผ่ไปก่อน”

“โรงเก็บศพไร้ญาติหรือ” บ่าวร่างอวบเอ่ยถามพลางหดคอด้วยความหวาดกลัว

ชายหน้าเสี้ยมจึงพยักหน้าโดยเร็วก่อนเอ่ยต่อ “แต่ทว่าการจะผ่านสถานที่แห่งนั้นไปได้ ต้องอาศัยความเก่งกล้าเป็นอันมาก”

“มันน่ากลัวขนาดนั้นหรือ” คราวนี้สองนายบ่าวถามพร้อมกัน

คำตอบที่ได้รับคืออากัปกิริยาหวาดกลัวจากคนถูกถาม ไม่เว้นแม้แต่หนุ่มพเนจรที่นั่งดื่มสุราราวกับไม่สนใจสิ่งใดแต่ที่จริงลอบฟังอยู่นาน ยังนิ่งฟังด้วยความอยากรู้

“ข้าว่าไม่ต้องกลัวหรอกสวี่ลี่” ผู้เป็นนายเอ่ยปลอบ “ไม่มีสิ่งใดน่ากลัวไปกว่าที่พวกเราเคยเจอแล้ว”

“แต่ว่า...”

“ได้ห้องแล้วพวกเจ้าต้องการอาหารด้วยหรือไม่” เจ้าของโรงเตี๊ยมเอ่ยถามเสียงแข็ง

“ย่อมต้องการ แต่ข้าขอถาม...”

“เช่นนั้นพวกเจ้าตามข้ามา ส่วนอาหารสักพักจึงจะตามไป” เจ้าของโรงเตี๊ยมกล่าวด้วยท่าทีลุกลี้ลุกลนแม้แต่มือเหี่ยวย่นที่กำกุญแจพวงใหญ่ยังสั่นระริกก่อนเดินนำขึ้นบันไดไป

สวี่ลี่หันหาผู้เป็นนายพลันเอ่ย “ดูสิขอรับคุณชาย ข้ายังไม่ทันถามเรื่องทางไปหุบผาป่าสนอมตะเลย เหตุใดจึงเดินหนีไปเช่นนี้เล่า”

“เอาเถอะ... เราก็ตามไปก่อน” คุณชายน้อยตัดบทเดินตามเจ้าของโรงเตี๊ยมไปเงียบ ๆ มิไยที่คนเป็นบ่าวจะก้าวตามติดด้วยความหวั่นใจ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel