13 คนสับปลับ
หลิวเสียะที่คุมเชิงอยู่ร้องเรียกทันทีที่เห็นอีกฝ่ายกระชากผ้าแพรผืนบางที่ปิดหน้าปิดตาออกเผยให้เห็นดวงหน้าที่แท้จริง
“เจ้าโกหกข้า เหตุใดแกล้งปลอมตัวเป็นลูกข้า”
“อาเหม่ยลูกเจ้าที่ไหนกัน เจ้าบ้าไปแล้ว ไอ้ตัวนั้นมันงูชัด ๆ”
“ไอ้คนชั้นต่ำ! กล้าว่าลูกข้าเป็นงู ตายเสียเถอะอย่าอยู่เลย!” ขาดคำยายเฒ่าวิปลาสก็เงื้อปังตอสุดมือ แต่ไม่ทันฟันลงมาก็ต้องผงะ มือที่เงื้อคลายออกจนปังตอหลุดจากมือกระเด็นปักลงบนชุดกระโปรงบานพลิ้วกลางหว่างขาลูกสาวกำมะลอ ตามด้วยร่างยายเฒ่าวิปลาสที่ล้มคว่ำสลบเหมือดทันใด
“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”
หลิวเสียะถาม พลันโยนไม้ท่อนใหญ่ที่ใช้เป็นอาวุธตีหลังยายเฒ่าวิปลาสสุดแรงก่อนจะถลาลงคุกเข่าประคอง หยางซุนหยางตาค้างครู่หนึ่งจึงตั้งสติได้ยันศอกทั้งสองขึ้นชะเง้อมองปังตอพิฆาตที่เฉียดส่วนสัดความเป็นชายของเขาเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด
“เหตุใดไม่พูดจาหรือตกใจจนเสียสติไปแล้ว” นางละล่ำละลักถาม
หยางซุนหยางส่ายหน้าก่อนตอบ “ฝีมือเจ้าฉกาจนัก”
“ฝีมือข้าหรือ” นางเอ่ยพลันยิ้มแหย “เจ้าไม่ต้องแกล้งชมข้าหรอก ข้ารู้ตัวดีว่าฝีมือไม่เบา”
หนุ่มพเนจรฟังแล้วพ่นลมหายใจอ่อนล้า จ้องนางสลับกับมีดปังตอที่ปักกลางหว่างขาก่อนจะดึงมันโยนทิ้งแล้วเอ่ยขื่นขม “ฝีมือเจ้าดีจนเกือบทำให้ข้าไร้ลูกชายสืบสกุลเสียแล้วอาเสียะ”
“จะ... จะ เจ้าบ้าพูดจาทะลึ่ง”
“ก็บอกแล้วว่าข้ายังมิได้แต่งศรีภรรยา หากลูกชายข้ามีอันเป็นไปจะมีผู้ใดรับผิดชอบ... หรือเป็นเจ้า”
“ข้าเกลียดคำพูดของเจ้านัก” นางว่าพลางทิ้งค้อนอีกฝ่ายด้วยความลืมตัว
พลันหลิวเสียะต้องหน้าเห่อร้อนเพราะช่วยพยุงร่างสูงใหญ่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของอีกฝ่าย เพียงสัมผัสก็เหมือนมีบางสิ่งสะดุดใจ อาจเพราะนางไม่เคยแตะต้องร่างกายชายใดนอกจากบิดา
หยางซุนหยางก้มมองกระโปรงขาดวิ่นทะลุหน้าหลังด้วยความสมเพชตัวเอง เขาบ้าดีเดือดสวมชุดที่ตั้งอยู่หน้าโลงศพเพียงต้องการลวงหญิงชราเพื่อช่วยคุณชายกำมะลอ โชคยังดีที่มีกางเกงซ้อนด้านในอีกชั้นมิฉะนั้นอาจน่าอายกว่านี้ พอเงยหน้าขึ้นเห็นคุณชายน้อยงันไปรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นโดยไม่รู้ตัวจึงเอ่ยเย้า
“เหตุใดคุณชายหน้าแดง หรือเพราะขัดเขินข้า”
“ข้ามิได้ขัดเขิน!” นางว่าพลางผลักชายหนุ่มออกห่าง แต่กลับถูกคว้ามือไว้
“ยอมรับเถอะว่าเจ้า...”
“ข้าเกลียดที่เจ้าชอบทำตัวเป็นนกกระจอกชอบโต้คารมเหยี่ยว” นางค้อนใส่อย่างลืมตัวอีกครั้งก่อนจะตรงเข้าพยุงร่างหยางซุนหยางที่จู่ ๆ นิ่งไปเหมือนใบ้กิน “โดนข้าว่าแค่นี้ถึงกับบ้าใบ้ไปเลยหรือ”
หนุ่มพเนจรไม่ตอบแต่ลอบกลืนน้ำลาย เมื่อสายตาสบเข้ากับผ้าพันอกที่โผล่พ้นออกมาเพราะเสื้อผ้าหลุดลุ่ยของนาง
กว่าคุณชายร่างอรชรจะรู้ตัวว่าถูกสายตาโลมเลียก็เมื่อสัมผัสคล้ายน้ำหยดลงบนหลังมือ นางก้มลงมองพลันร้องลั่น
“เลือดกำเดาเจ้าไหลแล้ว... เจ้าคนจร!”
นี่มันน่าประหลาดเกินไปแล้ว...
เขาต้องแพ้ทางสกุณางามนางนี้แน่แท้ เพียงแค่โดนลากออกมาจากกระท่อมเขากลับไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงขัดขืน หากว่าเป็นคนอื่นเพียงแค่แตะมือ กระบี่ต้องมีเหตุให้ออกจากฝักเป็นแน่ แต่กับนางกลับต่างไป และเขาไม่มีวันยอมถูกนางลากจูงราวกับคนไร้สามารถให้เสียชื่ออดีตขุนนางจากหมู่บ้านปลายน้ำแห่งฉางอันเช่นนี้
หยางซุนหยางครุ่นคิดพลางปาดนิ้วมือเช็ดคราบโลหิตเกรอะกรังด้วยความหวั่นวิตก สองครั้งสองคราที่เขาเป็นเช่นนี้โดยเฉพาะกับคุณชายหลิวเสียะคนเดิม หากมิเรียกบังเอิญคงไม่ได้ หรือแท้จริงแล้วฟ้าจงใจส่งนางมาให้เขาค้นพบและเกิดความรู้สึกประหลาดกับนาง...
“นี่เจ้าคนจร... มานี่เร็ว ๆ เข้า”
“เจ้าเรียกข้าหรือ”
“อยู่กับเจ้าสองคนก็ต้องเรียกเจ้าสิ มาดูนี่”
ร่างบึกบึนในชุดสตรีแหว่งวิ่นมองตามทิศทางที่นางชี้นิ้วบอกแล้วถึงกับหน้านิ่วคิ้วขมวดก่อนจะก้าวยาว ๆ มาหยุดยืนเคียงข้าง นางสูงน้อยกว่าเขาเกือบศอกแต่กลับดูแข็งแรงกว่าสตรีทั่วไปนัก และที่สำคัญสามารถลากจูงเขาให้ตามมาถึงบนเขาหุบผาป่าสนอมตะได้ย่อมไม่ธรรมดา หากเป็นสตรีนางอื่นมีหวังเป็นลมตั้งแต่ยังไม่คิดจะทำ
“เจ้าดูนั่น ๆ”
“อะไร” อดีตขุนนางหนุ่มถามกลับพลันเหลียวมองไปรอบ ๆ จึงพบว่าพวกเขาล่วงเลยขึ้นเขามาไกลจนถึงหุบผาป่าสนอมตะ สุดปลายแผนที่ที่เขาและนางมีแล้ว
เพียงหันกลับไปมองทางเดิมก็ต้องประหลาดใจเพราะไม่ทันสังเกตว่าป่าสนชื้นอุดมด้วยสนยืนต้นสูงลิบลับ ลำต้นเก่าแก่ของมันปกคลุมด้วยมอส ยิว บนเนินดินที่นางชี้ให้ดูมีร่องรอยคล้ายถูกถางเป็นทางเดินทั้งเล็กแคบสูงชันและอุดมไปด้วยป่าไผ่ดำเป็นระยะ เหนือขึ้นไปที่มองเห็นลิบ ๆ ล้วนเต็มไปด้วยกุหลาบพันปีสีชมพูบานสะพรั่ง
“เจ้าเห็นกุหลาบพันปีนั่นหรือไม่! เกิดมาข้ายังไม่เคยเจอของจริงมากมายเช่นนี้เลย” คุณชายน้อยกล่าวน้ำเสียงตื่นเต้น “รีบ ๆ เดินเร็วเข้าอย่าชักช้าสิเจ้าคนจร”
“ดูเจ้าลิงโลดนัก ลืมแล้วหรือไม่ว่าเรากำลังหลงทาง”
“ข้ารู้ แต่ดูแค่ครู่เดียวคงไม่เสียเวลานักหรอก” นางตอบพลันเดินนำไปหาได้หวาดหวั่น
หยางซุนหยางส่ายหน้าระอาครู่หนึ่งจึงรับรู้ถึงความผิดปกติเมื่อใบไม้ไหวระริกทั้งที่ลมกลับไม่กระดิกสักนิด จึงได้แต่ทักท้วงนาง “เจ้ารอข้าก่อน อย่าเดินเร็วเกินไป ข้าตามเจ้าเหนื่อยแล้วนะ”
“ที่เจ้าชักช้าตามข้าไม่ทันเพราะชุดสตรีนั่นมากกว่า” นางหันมา
ต่อว่าพลางหัวเราะขบขัน “เจ้าควรเปลี่ยนเสื้อผ้า หรือติดใจชุดสตรีเข้าแล้ว”
“เจ้าช่างมีอารมณ์ขันที่เห็นข้าดูประหลาดเช่นนี้นะ” หยางซุนหยางตอบ พลันชะงักเพราะรอยยิ้มสว่างไสวของโฉมสะคราญตรงหน้าช่างงดงามจนอดคิดไม่ได้ว่า หากนางแต่งกายด้วยชุดสตรีจะงดงามเพียงใด
เพียงนางยิ้ม เขาก็ยิ้มตาม ริมฝีปากช่างเจรจาได้รูปแม้ไม่แต่งแต้มสีชาด แม้สีอ่อนเหมือนดอกท้อก็ช่างน่าทะนุถนอม ทำให้อดีตขุนนางหนุ่มลอบมองด้วยความเผลอไผล แม้นางจะหันกลับเดินนำไป เขาก็ยังหยุดยืนราวต้องมนตร์จนไม่ทันรู้ตัวว่าภัยกำลังมา
คุณชายน้อยหยุดเดินเมื่อเสียงสวบสาบด้านหลังเงียบไปจึงหันกลับไปมอง แล้วดวงตาสดใสก็พลันเบิกกว้างเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ด้านหลังอีกฝ่าย มันช่างใหญ่โตน่าเกรงขาม ดวงตาของมันลุกโชนราวกับไฟกองใหญ่
“เจ้าคนจรระวัง! หลบเร็ว”
หยางซุนหยางสะดุ้งสุดตัวหันขวับไปมองร้องอุทาน “เฮ้ย!”
ร่างบึกบึนกระโดดตัวลอยก่อนที่เจ้าร่างยักษ์จะทันพุ่งกระโจนใส่ แต่ถึงอย่างไรก็ยังโดนสะบัดขาฟาด มันร้องคำรามลั่น ตะปบกรงเล็บลงมาโดยที่หนุ่มพเนจรไม่ทันรู้ตัวจนล้มคว่ำไม่เป็นท่า
หมีดำร่างมหึมาคำรามก้องป่า เคลื่อนตัวเข้าหาพริบตาเดียวก็ค้ำศีรษะอดีตขุนนางหนุ่มเอาไว้ ร่างของมันใหญ่แม้แต่เงายังบังร่างบึกบึนจนมิด หลิวเสียะหวีดร้องสุดเสียงเมื่อมันโน้มหน้าเข้าหาอีกฝ่ายฟาดขาหน้าตะปบใส่ หนุ่มพเนจรกลิ้งตัวหลบพัลวันแต่ก็ยังโดนคมเล็บตวัดเข้าที่หน้าแข้งจนโลหิตกระจาย
“ไอ้เจ้าหมีบ้า! ทำข้าโมโห”
ร่างบึกบึนในชุดสตรีควักอาวุธที่ซ่อนไว้ในกางเกงใต้กระโปรงออกมาแล้วกระเด้งตัวขึ้นยืนจังก้าเผชิญหน้าถือมีดท้าทาย
“เข้ามาเลย! ไอ้หมีบ้า!”
“เจ้าต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ คิดจะสู้กับหมียักษ์เช่นนั้นมิเท่ากับตายเปล่าหรือ” นางตะโกนลั่นจากด้านหลังมัน
“ข้าไม่ตายง่าย ๆ หรอกน่า”
“โธ่! เจ้าบ้า มันจะฆ่าเจ้าแล้ว!” นางร้องลั่น
ฉับพลันหมียักษ์พุ่งใส่ตวัดเท้าหน้าทีเดียวเกือบถึง หยางซุนหยางถอยหลังกรูดหลอกล่อมันให้ออกห่างคุณชายกำมะลอจนไกลพอสมควรจึงตะโกนบอกนาง “หากสู้แล้วตายแต่ไม่สู้อาจไม่มีชีวิตรอดจากถูกหมีตะปบตาย ข้าเลือกอย่างแรกดีหรือไม่เล่า”
“นี่มันเรื่องบ้าชัด ๆ ข้าต้องสู้กับคนสติวิปลาสไม่พอ ยังต้องมาสู้กับหมียักษ์อีก” ร่างอรชรบ่นไปพลันพ่นลมหายใจหนักหน่วง
ทันใดนั้นหมียักษ์ก็ตะปบใส่อีกครั้งจนหยางซุนหยางกลิ้งล้มไม่เป็นท่า หลิวเสียะเห็นท่าไม่ดีจึงสอดส่ายสายตาหาตัวช่วย จนเจอเข้ากับเถาวัลย์ขนาดใหญ่ห้อยระโยงระยางอยู่ไม่ไกล นางต้องเบนความสนใจเจ้าหมียักษ์ให้ได้
“เจ้าหมีบ้า! ข้าอยู่นี่” ร้องเรียกพลันเขย่าต้นไม้เสียงดัง อีกมือก็ใช้มีดฟันรากเถาวัลย์ไปด้วย หมีดำก้าวเข้าหาหลิวเสียะที่วุ่นกับการดึงเถาวัลย์พุ่งปราดเดียวถึงตัว
หยางซุนหยางกระโดดขึ้นคร่อมหลังหมียักษ์ทันใด มันสะบัดไปมาแต่มือหนุ่มพเนจรเหนียวยิ่งกว่า พอทรงตัวได้ก็ปักมีดสั้นเข้าที่คอหมียักษ์ทันที มันคำรามก้องป่าก่อนจะทรุดฮวบไป
“อาเสียะ! หนีเร็ว!”
“จะหนีไปไหนได้ ด้านบนนั้นมันเป็น...”
ไม่ทันที่คุณชายน้อยจะได้เอ่ยจบ อดีตขุนนางหนุ่มก็กระโดดลงจากหลังหมียักษ์วิ่งเข้าหาร่างอรชรที่ยืนตะลึงหลังพิงต้นไม้ตาค้าง มือยังคงมีเถาวัลย์ที่แกะไม่เสร็จ พาออกวิ่งขึ้นเนินไปด้วยกัน
เพียงพ้นแนวสันเขาก็ยั้งฝีเท้าไม่ทันเสียแล้ว เพราะทันทีที่ขึ้นสู่จุดสูงสุดบนเนิน เบื้องล่างกลับเป็นหน้าผาสูงชัน ด้านล่างเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ มีน้ำตกพาดผ่านสันเขาเป็นระยะ ทำให้ดินบริเวณปลายเขานั้นอ่อนยวบ สองร่างเสียหลักกลิ้งหลุน ๆ ไปตามไหล่เขา
