11 ชะตากรรมที่ต้องเผชิญ
“อาลี่! นี่เจ้า!”
“คุณหนูแอบฟังท่านพ่อกับท่านย่าเจรจากันไม่ดีนะเจ้าคะ”
“แล้วเจ้าจะให้ข้าทำอย่างไร ข้าอยากจะเล่าให้ท่านพ่อฟังว่าข้าเรียนได้คะแนนเต็มนี่นา”
สวี่ลี่ผู้มีเรือนร่างอวบกว่าแต่ความปราดเปรียวไม่เป็นรองยกมือปิดปากนายน้อยของตน ลากพาตัวออกมาหลบข้างเสาแล้วกระซิบบอก “จุ๊! จุ๊!อย่าเสียงดังสิเจ้าคะ”
ทันทีทันใดประตูห้องก็เปิดออก หลิวข่ายเยี่ยมหน้าออกมองซ้ายขวาอย่างระแวงระวังก่อนที่เสียงตามหลังจะดังขึ้น
“ข้าบอกแล้วให้เจ้าพูดเบา ๆ มีใครอยู่ด้านนอกหรือไม่”
“ไม่มีผู้ใดขอรับ”
“เจ้าแน่ใจหรือ” นางสำทับอีกครา
“แน่ขอรับ” เจ้าสำนักกล่าวพลางกวาดสายตามองอีกครั้งพลันหน้าถอดสีเมื่อเห็นชายกระโปรงพลิ้วไหวที่ข้างกำแพง จึงรีบปิดประตูก่อนประคองมารดาไปนั่งที่เดิมแล้วลงนั่งบีบมือนางก่อนเอ่ย “ที่ข้าต้องทำเช่นนั้นก็เพื่อรักษาสำนักของเราเอาไว้ สำนักจะมาปิดตัวเพียงเพราะข้าไร้บุตรชายสืบทอดกิจการมิได้”
“แต่แม่ไม่เห็นด้วยกับความคิดเจ้า เจ้าไม่ควรเลี้ยงลูกสาวเยี่ยงชาย”
“ข้ารู้ว่าต่อไปลูกข้าต้องแบกภาระมากมาย นางต้องเข้าใจขอรับ”
“แล้วถ้าหากลูกเจ้าเตลิดไปเล่า”
“ลูกข้าไม่มีวันทำเช่นนั้นหรอกท่านแม่ เติบใหญ่ไปภายภาคหน้านางควรต้องรู้ไว้ว่าภาระหน้าที่นั้นสำคัญกว่าความสุขส่วนตัวมากนัก”
“แม่ไม่พูดกับคนหัวดื้อเช่นเจ้าแล้ว”
หลิวเสียะลอบฟังทุกคำด้วยความตื่นตระหนก ตลอดมานางเพียงนึกสงสัยแต่ไม่เคยแคลงใจในตัวบิดา จนกระทั่งบัดนี้นางล่วงรู้ความนัยจากปากบิดาแล้ว มิน่าเล่านางจึงถูกห้ามไม่ให้ไปโรงเรียนเฉกเช่นคนอื่น
นางสะอื้นไห้เมื่อนึกถึงวันที่ต้องตัดผมสลวยยาวกลางหลังเหลือเพียงผมยาวประบ่าเพื่อรวบมวยผูกจุกแบบเด็กชาย เลิกประแป้งแต่งแต้มสีชาดบนริมฝีปาก เลิกอาบน้ำด้วยน้ำอบปรุง เลิกรัดเท้าและสลัดชุดกระโปรงฮั่นฝูกรอมเท้าสีหวานแสนสวยออก แล้วแทนที่ด้วยเสื้อผ้าบุรุษกับเสื้อคลุมตัวยาวเยี่ยงชายชาวฮั่นนับแต่นั้น...
หรือนี่คือชะตากรรมที่นางต้องเผชิญตลอดกาล...
เสียงแกรกกรากดังต่อเนื่องรบกวนโสตประสาทไม่พอ กลิ่นสาบยังรบกวนและยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ฉุดดรุณีงามตื่นจากฝันครั้งอดีต นางขยับกายไล่ความเมื่อยขบแค่เพียงเล็กน้อยก็รู้สึกเจ็บแปลบที่ข้อเท้า ครั้นออกแรงดึงกลับรู้สึกถึงบางสิ่งหนักหน่วงตรึงไว้ ทั้งร่างของนางยังนอนตะแคงบนพื้นเปียกแฉะมีเพียงกองฟางที่รองรับไม่ให้ร่างกายของนางรู้สึกชื้นมากจนเกินไป รอบกายมีเพียงแสงสลัวลอดผ่านซี่ลูกกรงเหนือศีรษะ
ช่างวังเวงและน่าหวาดหวั่นยิ่งนัก...
หลิวเสียะผุดลุกนั่ง ได้กลิ่นสาบคล้ายซากสัตว์เหม็นเน่าจนพาท้องไส้ปั่นป่วน นางยกมือปิดปากกลั้นสำรอกแต่เพราะไม่มีสิ่งใดตกถึงท้อง ที่สำรอกออกมาจึงมีเพียงน้ำแต่กลับทำให้ผ่อนคลาย นางยกหลังมือปาดริมฝีปากกวาดตามองไปรอบกาย พลันตาเบิกโพลงเพราะโครงกระดูกและศีรษะมนุษย์มากมายระเกะระกะเต็มห้องแทบไม่มีพื้นที่ว่างให้เหยียบยืน
นี่มันเรื่องบ้าบออันใดกัน!
นางผลุนผลันคว้าซี่กรงไม้ขนาดเท่าข้อมือ พยายามชะเง้อมองหาคนช่วย แต่ที่เห็นด้านนอกน่าประหวั่นพรั่นพรึงมากกว่าเพราะมันเต็มไปด้วยโลงศพเก่าหยากไย่ขึ้นรกเรื้อ มีโลงหนึ่งที่แปลกไปเป็นโลงสีดำสนิทดูไปคล้ายทำจากไม้เนื้อดีดูสะอาดเอี่ยมที่สุดในบรรดาทั้งหมด อีกทั้งมีธูปปักเป็นจำนวนมากต่างจากโลงศพอื่น นางเพ่งมองอยู่นานจึงเห็นตัวหนังสือสีทองบนป้ายสีแดงปรากฏคำว่า... มู่เหม่ยอิง
ต้องเป็นชื่อสตรีแน่นอน แต่นางคือใครมีความหมายกับสถานที่แห่งนี้อย่างไร และที่สำคัญที่นี่อาจจะเป็นโรงเก็บศพตะวันตกที่ร่ำลือว่าเฮี้ยนหนักหรือบางทีที่นี่อาจเป็นสำนักแม่มดหมอผีที่ราชสำนักกำลังกวาดล้างกัน
เสียงแกรกกรากคล้ายโลหะกระทบพื้นเมื่อครู่หยุดลงพร้อมการปรากฏตัวของสตรีเฒ่าผู้หนึ่งที่ย่างเท้าแผ่วเบามาหยุดตรงหน้า ดวงหน้าเหี่ยวย่น ผมเผ้าสีเทารุงรังรวบมวยด้วยผ้าสีดำเหนือศีรษะดูรุ่ยร่ายไม่เป็นทรง ชุดผ้าป่านแบบชาวบ้านของนางยังเก่ามอซอทึมเทา
นางยืนหลังค่อมใช้ไม้เท้าพันเถาวัลย์ช่วยพยุงกาย พลันดวงตาฝ้าฟางสีเทาปนขาวขุ่นของนางก็พุ่งมาประชิดลูกกรง แววตานางเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย มุมปากนางแสยะยิ้มก่อนเอ่ยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ฟื้นแล้วรึ พ่อหนุ่ม”
หลิวเสียะผงะหงายหลังออกห่างก่อนเอ่ยเสียงสั่น “ท่านยาย! จับข้ามาด้วยเหตุใดกัน”
ยายเฒ่าเหยียดยิ้ม ดวงตาวาววับจับจ้องดวงหน้าจนหลิวเสียะขนคอลุกชัน “เจ้ารนหาที่เอง ไม่เคยมีใครหลงเข้ามาถึงนี่แล้วจะได้กลับออกไป”
“ข้าไม่ได้อยากยุ่มย่ามเข้ามาแต่ข้าหลงทาง ท่านยายได้โปรดปล่อยข้าไปเถอะ”
“กินเสีย ก่อนจะไม่ได้กิน”
“ท่านยาย...”
“กิน!”
หลิวเสียะยื่นมือคว้าก้อนขนมปังแห้งที่ยายเฒ่าโยนให้ด้วยความหิวโหยเกินกว่าจะมีแรงคิดสิ่งใด แต่ขนมปังทั้งแห้งและเหม็นหืนจนส่งกลิ่น แม้จะหิวจนท้องร้องเพียงใดแต่ก็เกินทน แค่กัดลงไปคำเดียวนางถึงกับโยนทิ้งทันที ยายเฒ่าเจ้าเล่ห์กระตุกยิ้มพลันหันหลังจากไปทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งตามมา
“ท่านยาย! อย่าเพิ่งไป!”
แม้เรียกสุดเสียงแต่สิ่งที่ได้รับคือความว่างเปล่า นางพ่นลมหายใจหนักหน่วง ก่อนจะวาดเท้ากวาดเศษโครงกระดูกและกะโหลกศีรษะออก ทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิมองก้อนขนมปังที่ตกบนกองกระดูก ฉับพลันน้ำตาก็ไหลออกมาด้วยความหวาดกลัว มือสั่นระริกล้วงหยิบมีดพกที่ข้อเท้าพลันมองไปยังบริเวณที่ถูกตรึงด้วยโซ่ขนาดใหญ่ คมมีดปลายแหลมของมันจ่อตรงข้อต่อโซ่แต่มันช่างแข็งแรงเกินกว่าที่มีดเล่มเล็กเท่านี้จะแก้ได้
หากลงแรงหนักเกินไปอาจพลาดโดนขา หากเกิดบาดแผลหรือหากนางตายไปใครเล่าจะรู้เห็นได้ คุณชายน้อยถอนหายใจเฮือกใหญ่เงื้อมีดสุดมือฟันฉับลงไปทันใด!
นางโผเกาะซี่ลูกกรงสูงสุดเท่าที่ความยาวของโซ่ตรวนจะไปถึงแม้จะเจ็บข้อเท้าแทบขาดใจ แต่นางสามารถหลบพ้นสิ่งมีชีวิตสีดำมันปลาบที่ดิ้นทุรนทุรายเพราะโดนมีดปลายแหลมปักกลางหัวก่อนที่เขี้ยวแหลมคมของมันจะพุ่งตามขึ้นมาฝังคมเขี้ยว มันดิ้นพล่านไปมา ปลายหางตวัดรัดรึงไปทั่ว กวาดทั้งโครงกระดูกและกะโหลกศีรษะที่กองเกลื่อนพื้นกระเด็นกระดอนด้วยความดันทุรังเฮือกสุดท้าย
