บท
ตั้งค่า

10 เสร็จศึกฆ่าขุนพล

หยางซุนหยางกระตุกยิ้มก่อนเอ่ย “ข้าเข้าใจแล้วว่าพ่อค้าวาณิชอย่างนายเจ้า เสร็จศึกก็ฆ่าขุนพลทันทีเช่นนี้”

“อย่าว่านายข้า!” สวี่ลี่เลิกแขนเสื้อหาเรื่องทันที “หากไม่มีกิจธุระต่อกันก็ต่างคนต่างไปเสีย”

หยางซุนหยางยักไหล่ โยนต้นหญ้าที่กำลังใช้ปั่นหูทิ้งลงพื้น ยืดตัวตรงปัดเนื้อตัวก่อนตอบสวี่ลี่แต่ตามองไปอีกทาง “ประเสริฐแท้! ในเมื่อเก่งกล้าสามารถกันเช่นนี้ ข้าก็ขอไปตามทางของข้า”

“ดี! ว่าง่าย ๆ ดีกว่าทำตัวเป็นปลิง”

“ข้าไปแล้วนะ เดินทางปลอดภัย อย่าทำตัวเป็นสุนัขจับหนูอีกนะคุณชายที่รักของข้า” หนุ่มพเนจรเอ่ยลอยลมไป ได้ผลชะงัดนักเพราะได้รับคำตอบสวนมาทันควัน

“เจ้าต่างหากที่ทำตัวเป็นสุนัข... เชอะ!”

สวี่ลี่ฟังสองคนคุยกันพลันหรี่ตาด้วยความงุนงง น้ำเสียงนี้ปกตินายน้อยของนางไม่เคยใช้กับใครแต่กลับลืมตัวพูดกับคนจร แต่นางได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ เร่งฝีเท้าตามนายไปโดยทิ้งอีกฝ่ายไว้เบื้องหลัง พอลับตาหยางซุนหยาง ทั้งสามก็หยุดเจรจา

“ได้เวลาแยกกันแล้ว”

“คุณชายแน่ใจว่าจะเดินทางคนเดียวจริง ๆ หรือขอรับ” สวี่ลี่ถามย้ำ

“แน่สิ เจ้าพาหลิงหลิงล่วงหน้ากลับสำนักไปก่อน ส่วนข้าจะตามหลังจากนั้นคงไม่เกินสามวัน ข้าน่าจะกลับทันเทศกาลตวนอู่ ”

“คุณชายให้ข้าไปด้วยดีหรือไม่” หลิงหลิงเสนอตัวสีหน้าเป็นห่วง “ข้าอยากตามไปปรนนิบัติพัดวีคุณชาย”

“ไม่ได้! เจ้าต้องไปกับข้า” บ่าวร่างอวบตอบแทนทันที

“แต่ข้า...”

“เอาเถอะ จงทำตามที่ข้าสั่ง”

สั่งความเสร็จหลิวเสียะก็เดินแยกไปอีกทาง มิไยที่สตรีงามจะรู้สึกเป็นห่วงจนน้ำตาไหลพราก สวี่ลี่ได้แต่ส่ายหน้าหนักใจแทน นึกห่วงในภายภาคหน้า นางผู้นี้อาจกลายเป็นเครื่องหลังที่ต้องแบก

หยางซุนหยางนอนดูทั้งสองฝ่ายตกลงกันเสร็จแยกไปคนละทาง จึงผุดลุกนั่งตวัดขาเกี่ยวกิ่งไม้ ครู่ใหญ่ก็โยนผลไม้ป่าทิ้ง กระโดดลงพื้นแล้วเดินตามคุณชายน้อยไปห่าง ๆ

การเดินทางขึ้นเขาป่าสนทางทิศตะวันตกตามแผนที่ราบรื่นจนน่าแปลกใจ หลังรอนแรมหลายชั่วยามจนฟ้าเริ่มมืด จันทร์เหลืองนวลดวงใหญ่ทอแสงอ่อนผ่านแนวทึบของเมฆและสุมทุมไม้ใหญ่ ฝนเริ่มพรำเป็นระยะจากเบาเริ่มลงเม็ดหนัก

หลิวเสียะยกหลังมือปาดเม็ดฝนที่ตกกระทบใบหน้าด้วยความอ่อนเพลีย โชคดีที่คราวนี้นางทำสัญลักษณ์ไว้บนต้นไม้ทำให้ไม่หลงทางเหมือนเช่นคราแรกที่หลงวนเวียนอยู่นาน แต่สิ่งที่ต้องกังวลมากกว่าความมืดที่โรยตัวอย่างเงียบงันคือที่ค้างอ้างแรม

ร่างอรชรในคราบคุณชายเหลียวมองไปรอบกายล้วนเต็มไปด้วยป่าสนสภาพเหมือนกัน แทบไม่มีสัญญาณบ่งบอกถึงสิ่งมีชีวิตอื่นใดแม้แต่สัตว์ป่า

ช่างน่าแปลกนัก...

นางฟาดไม้ถางทาง ไล่สรรพสัตว์มีพิษและอาศัยเสียงสวบสาบของต้นหญ้าเป็นเพื่อนเดินทางไม่ให้เงียบเหงาจนเกินไป แต่ไม่นานนางก็ต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงร้องโอดโอยดังไม่ไกล

“นั่นใคร!”

ไม่พูดเปล่า สองเท้ากลับเร่งฝ่าดงหญ้าสูงกว่าสองศอกอย่างรวดเร็วไปยังทิศทางที่ได้ยิน แล้วนางก็ได้พบ

“โอย... ช่วยด้วย! ขาข้า...”

หญิงชราร่างเล็กผมสีเทาแซมขาวรวบจุกด้วยผ้าคาดสีเดียวกับชุดแต่ผมหลุดลุ่ยยุ่งเหยิงนอนคุดคู้ตะแคงกายร้องครวญคราง บนหลังงุ้มของนางมีตะกร้าเก่าคร่ำคร่าเต็มไปด้วยเศษไม้ใหญ่น้อย

หลิวเสียะรีบรุดไปใกล้แล้วนั่งคุกเข่าตรงหน้าพลางร้องถาม “ท่านยาย! บาดเจ็บตรงไหนบอกข้า!”

“พ่อหนุ่ม! ช่วยด้วย!”

หญิงชราหน้าเหี่ยวย่นค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมอง เพียงแค่สบตากันคุณชายน้อยแห่งหลิวซือซือถึงกับตาค้างราวต้องมนตร์สะกด แววตาหญิงชราวาววับฉายแสงสีแดงวาบหนึ่งเข้าตาจนสตินางขาดผึงดับวูบไปในทันที...

“ท่านพ่อ... ท่านพ่อเจ้าขา วันนี้ข้ามีข่าวดีเจ้าค่ะ ท่านพ่อ...”

เด็กน้อยในชุดสตรีฮั่นฝูสีชมพูอ่อนกรุยกรายวิ่งพลางร้องเรียกหาบิดามาตามทางเดินจนถึงโถงกลางของสำนัก มือป้อม ๆ แง้มบานประตูจะก้าวเข้าไปพลันต้องหยุดเมื่อมีเสียงเล็ดลอดออกมาจากภายใน นางแนบหูฟังด้วยความอยากรู้เพราะน้ำเสียงฉุนเฉียวของบิดา เด็กน้อยเงี่ยหูฟังยิ่งนึกสงสัยว่าบิดาของนางกำลังเจรจากับผู้ใดกัน

“ท่านแม่จะให้ข้าทำเช่นไรเล่าขอรับ ภรรยาข้าก็ตายไปแล้ว บุตรชายสืบสกุลเช่นสำนักอื่นก็หามีไม่”

“แม่ถึงบอกให้เจ้าแต่งภรรยาเข้าบ้านอีกสักคนอย่างไรเล่า”

“เช่นนั้นมิได้ขอรับ”

“เหตุใดไม่ เจ้ามิอยากได้บุตรชายสืบสกุลหรือ”

“คือข้า... ข้า ข้าสัญญาไว้ก่อนนางตายว่าข้าจะไม่มีอนุ จะรักนางคนเดียวตราบจนวันตาย”

“คนตายไปแล้วเหตุใดจึงผูกมัดตัวเองด้วยคำสัญญา” ประมุขชราแห่งหลิวซือซือโต้แย้งทันที

เจ้าสำนักอึกอักเมื่อคำตอบนั้นมิใช่หนทางสู่ปลายอุโมงค์ดั่งที่มารดาต้องการ แต่คำสัญญาก็มิอาจคืนคำได้ “ข้าเชื่อว่าอาเสียะจะต้องเข้าใจในสิ่งที่ข้าทำ”

“เช่นนั้นเจ้าก็ต้องให้นางเป็นอย่างที่นางถือกำเนิด ลูกเจ้าควรจะได้ร่ำเรียนวิชาในโรงเรียน มิใช่กักขังไว้แต่ในบ้านเช่นนี้”

“ข้ามิได้กักขังลูก ข้าสรรหาครูที่ดีที่สุดเพื่อนางนะขอรับ” เจ้าสำนักเสียงแข็งเดินไปเดินมาลงฝีเท้าหนัก ๆ อีกทั้งสีหน้าครุ่นคิดก่อนเอ่ยต่อ “มีผู้ใดบ้างที่ไม่รักลูกตัวเอง หากมีมันผู้นั้นเป็นคนก็คล้ายมิใช่คนแล้ว”

“แม่จะไม่เถียงกับเจ้า แต่แม่ขอยื่นคำขาดว่าอาเสียะควรจะได้รับอิสระ นางควรได้แต่งงานเป็นภรรยาของใครสักคน และที่สำคัญนางควรได้เป็นแม่ของเด็กคนหนึ่งเมื่อถึงเวลา”

“แต่... ข้าเอาสำนักมาเสี่ยงมิได้”

“หากคิดเห็นแก่ตัวเช่นนั้นก็ไม่ต้องมาพูดกับแม่!”

ประมุขชรากล่าวจบผลุนผลันออกจากห้อง คุณหนูน้อยถึงกับหลบวูบด้วยความตระหนก หรือเพราะนางเป็นต้นเหตุที่ทำให้ท่านพ่อกับท่านย่าต้องมาทะเลาะกัน ทาริกาน้อยครุ่นคิดในใจ ครั้นจะผลักบานประตูเข้าไปก็มีมือป้อมทั้งยังอวบกว่ามาดึงมือนางไว้ หลิวเสียะหันขวับไปมองพลันหน้าง้ำเมื่อเห็นหน้าอีกฝ่ายทันที

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel