1 ออกเผชิญโลกกว้าง
ปลายยุคทองของฮั่นตะวันตก คือช่วงกลางของรัชกาลจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ ได้เกิดเค้าลางความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ภายหลังจากการเสียชีวิตของฮั่วชวี่ปิ้ง ขุนพลคู่บัลลังก์ผู้ผ่านศึกร้อนหนาวปกป้องแผ่นดินจากการสู้รบกับชนเผ่าซยงหนูนอกด่านต่อเนื่องยาวนานจนกระทั่งเงินท้องพระคลังที่เคยรุ่งเรืองเริ่มหดหาย
เหรียญเงิน เหล็ก และเกลือ กลายเป็นสินค้าที่ถูกควบคุมกิจการโดยรัฐ เป็นของต้องห้ามที่ถูกจำกัดปริมาณการครอบครองอย่างเคร่งครัด จนกลายเป็นต้นเหตุแห่งการเริ่มต้นของยุคข้าวยากหมากแพงอย่างที่ไม่เคยปรากฏ
สินค้าชนิดหนึ่งซึ่งมีมูลค่าสูงและเป็นที่เลื่องลือขจรขจายไปทั่วแผ่นดินคือ "ผ้าไหม" ต้นเหตุที่ทำให้บรรดาพ่อค้าวาณิชต่างเสาะแสวงหาให้ได้มาซึ่งผ้างดงามเพื่อส่งออกไปค้าขายยังดินแดนตะวันตกจากการบุกเบิกของ “จางเชียน” ที่เดินทางไปพร้อมคณะทูตกว่า 100 คนเมื่อหลายปีก่อน แต่หนทางยาวไกลทั้งยังประสบปัญหามากมายจึงเป็นเหตุให้เวลานานช้าไปหลายปี แต่ก็ทำให้ "เส้นทางสายไหม" ถือกำเนิดขึ้นในรัชกาลจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้นับแต่บัดนั้น...
หยวนเผิง ศกปีที่ 29 ในรัชกาลจักรพรรดิฮั่นอู่
พื้นดินชุ่มน้ำฉ่ำทั่วผืนป่าหลังหยาดฝนซาลงไปพักใหญ่ สองร่างต่างเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นแข่งกับเวลาเพื่อไปให้ถึงจุดหมาย แต่หนทางกลับยิ่งห่างไกลเหมือนหลงวนในป่าสนกลับไปมาครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับหาหนทางไปต่อไม่ได้ สองนายบ่าวร่างกายอ่อนล้าจนออกอาการประท้วงด้วยเสียงท้องร้องไม่หยุดจากการรอนแรมนานหลายชั่วยาม ชุดผ้าต่วนเนื้อหยาบสีเทาหม่นที่สวมใส่เปรอะเปื้อนโคลนดินจนเลอะเทอะ พลันผู้เป็นนายร้องทักเมื่อสอดส่ายสายตาเจอกับอะไรบางอย่างจึงชะงักฝีเท้าออกคำสั่ง
“ช้าก่อน! ข้าได้ยินเสียงเหมือนน้ำไหล”
“คุณชายหูแว่วไปแล้ว”
“ข้าได้ยินจริง ๆ เป็นไปได้ว่าทางนั้นอาจจะมีลำธาร ข้าคิดว่าเราควรแวะพักกันก่อนดีกว่า”
“แต่เรามีหมั่นโถวเหลืออีกไม่มากแล้วนะคุณชาย หากขืนชักช้ากว่านี้เกรงว่าจะหาเสบียงเพิ่มเติมกับหาที่พักลำบากแล้ว”
“ข้ารู้” ผู้เป็นนายเอ่ยเสียงขึ้นจมูกราวกับคนเอาแต่ใจ “แต่ขอเวลาครู่เดียว คงไม่มีอะไรแย่กว่านี้แล้ว”
“เช่นนั้นไปให้ถึงที่หมายก่อนดีหรือไม่ขอรับ”
“ไม่! เจ้าดูสิข้าสกปรกมอมแมมมากมายเพียงใด ลำพังไล่ตามพวกปล้นม้าไม่พอกลับยังมาหลงทางอีก ข้าเหนื่อยแทบขาดใจอยากลงแช่ในลำธารนั่นแล้ว”
“แต่ข้าว่า...”
“เจ้าก็รู้ว่าไม่ควรขัดใจข้า”
“ก็ต้องเป็นเช่นนั้นสิขอรับ” คนตัวเตี้ยกว่าอีกฝ่ายครึ่งเซียะแต่อวบกว่ามากจำใจพยักหน้าพลันร้องตามหลัง “ข้าแค่อยากให้คุณชายคิดไตร่ตรองอีกครั้ง หากมีคนมาเห็นเข้า...”
“เจ้าอย่าทำกลัวเป็นกลัวตาย” ผู้เป็นนายค่อนขอดไม่ฟังคำทักท้วงกลับก้าวเดินนำไป ทำให้อีกฝ่ายต้องเดินแกมวิ่งตามด้วยความหวาดหวั่น
“รอด้วยขอรับ คุณชาย! ข้าเดินตามไม่ทันแล้ว”
“ขืนช้าก็นอนรออยู่ที่นั่นเถอะ”
“โธ่! คุณชาย”
ดวงหน้าอ้วนกลมง้ำงอเพราะอีกฝ่ายมิเพียงไม่สนใจไยดีกลับยังทิ้งห่างจึงจำต้องวิ่งตามไป แต่แค่ไม่กี่ก้าวแอ่งน้ำขนาดใหญ่ใต้ธารน้ำตกไหลแรงก็ปรากฏแก่สายตาจนเป็นที่น่าตื่นใจ
ประกายน้ำสะท้อนแสงจันทร์ระยิบระยับ เหล่าแมลงกลางคืนส่งเสียงขานขับราวกับท่วงลำนำ แสงกะพริบของหิ่งห้อยรายล้อมจนสองนายบ่าวถึงกับตะลึงในความงาม มิคาดว่าหุบผาป่าสนอมตะที่ผู้คนหวั่นเกรงยังคงความอุดมสมบูรณ์ถึงเพียงนี้...
ร่างผอมเพรียวของผู้เป็นนายถอดรองเท้าฟางเปื้อนโคลน ก่อนดึงผ้าผูกเอวออกรุดลงริมลำธารพลางร้องสั่ง “เร็ว ๆ เข้า เจ้าช่างชักช้าร่ำไร”
“ก็ข้าต้องระวังหลังให้คุณชาย”
บ่าวร่างอวบเอ่ยพลันสืบเท้าก้าวตามเสียงดังสวบสาบแต่ยังตามไม่ทันก็ได้ยินเสียงน้ำตูมใหญ่ เพียงครู่เดียววงน้ำก็ค่อย ๆ กระจายเป็นวงกว้างก่อนจะปรากฏร่างงามผมยาวถึงกลางหลังผุดขึ้นกลางวงน้ำ
ทันทีที่ได้ยินเสียงวัตถุตกกระทบผืนน้ำ ร่างกำยำที่เอนกายใต้ต้นสนใหญ่ก็ผงกศีรษะขึ้น คิ้วหนาไม่เป็นระเบียบย่นเข้าหากันด้วยความสงสัย เหตุใดมืดค่ำป่านนี้ยังมีคนอื่นอยู่กลางหุบผาป่าสนอมตะได้อีก คิดดังนั้นร่างล่ำสันจึงผุดลุกนั่งคุกเข่า เอื้อมมือแหวกพงหญ้าเบาที่สุด มิให้มีเสียงสวบสาบเล็ดลอดไปยังเป้าหมาย ดวงตาคมปลาบมองออกไปครู่หนึ่งแล้วถึงกับขยี้ตาเพ่งมองซ้ำสองก่อนจะรำพึงรำพัน
“หรือข้าตาฝาด นั่นผีสางหรือนางไม้กัน...”
ภาพที่ปรากฏไม่ใกล้ไม่ไกลคือร่างอรชรผิวขาวราวหิมะแหวกว่ายในสายธารา ผมสยายเส้นเล็กตรงยาวราวแพรไหมเปียกลู่ถูกเสยขึ้นเผยวงหน้างดงามดุจภาพวาด ดวงตาระริกสดใสคล้ายกวางป่านั้นสะกดสายตาให้จ้องมองและสุดท้ายสะดุดอยู่ตรงริมฝีปากอวบอิ่มสีดอกท้อที่กำลังแย้มยิ้มสดชื่นงดงามจนมิอาจละสายตา แต่เสียงหยอกล้อแผ่วเบาที่ได้ยินนั้นดึงสติบุรุษหนุ่มให้กลับมาเงี่ยหูฟังอีกครั้งด้วยความอยากรู้
“เร็ว ๆ เข้าเถอะคุณหนู อย่ามัวแต่เล่นน้ำอยู่เลย”
“ข้ายังอยากแช่น้ำต่อนี่นา”
“แต่คุณหนูบอกข้าว่าครู่เดียวหรือมิใช่”
“เจ้าอย่าพูดมาก มาเล่นน้ำกับข้าดีกว่า” นางเอ่ยพลันตีน้ำใส่
“ไม่เอานะคุณหนู! ข้าไม่ชอบน้ำเย็น ๆ”
“ก็เรื่องของเจ้าสิ” นางว่าพลางส่งเสียงหัวเราะดังราวเผลอไผล
ร่างสูงใหญ่หลังพงหญ้าลอบมองนางตีน้ำใส่บ่าวที่นั่งยองริมตลิ่งหลบลี้พัลวันจนหงายหลังก็ปรากฏรอยยิ้มครู่หนึ่ง พลันดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงเมื่อร่างอรชรในน้ำเอื้อมมือรับผ้าคลุมจากบ่าวร่างอวบมาพันกายแล้วก้าวขึ้นจากลำธาร
อา... ช่างพลิ้วไหวราวกับสกุณางาม...
สตรีอรชรผู้นี้ช่างแตกต่างจากผู้ใด แม้แต่เสียงที่เปล่งจากริมฝีปากของนางยังไพเราะราวสดับเพลงพิณ หรืออาจเป็นเพราะว่าเขาห่างเหินจากอิสตรีมานานจึงเกิดความรู้สึกเช่นนี้
หยางซุนหยางใจลอยเคลิบเคลิ้มไปครู่ใหญ่ฉับพลันต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อรู้สึกถึงบางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่ใกล้ ๆ หลังเท้า มือแข็งแกร่งล้วงหยิบมีดพับจากบั้นเอวออกมากระชับแน่นก่อนจะหันกลับพุ่งประชิดก่อนที่อีกฝ่ายจะทันรู้ตัว
“โธ่เอ๊ย! ที่แท้คือเจ้ากระต่ายป่าหรอกหรือ!”
