บทนำ
เจี้ยนหยวน ศกปีที่ 1 ในรัชกาลจักรพรรดิฮั่นอู่
ท่ามกลางรัตติกาลคืบคลานเข้าปกคลุม ร่างหนึ่งเงยหน้าอาบโลหิตขึ้นจากพงหญ้าสูงท่วมศีรษะ สีหน้าบ่งบอกความรวดร้าวทรมานที่เกิดจากแผลขนาดใหญ่ ช่างเจ็บปวดเหมือนจะตายเสียให้ได้...
เพียงปลายนิ้วสั่นระริกแตะสัมผัสใบหน้าเหวอะหวะ หยดน้ำตาพลันไหลริน ดวงตาพร่าเลือนด้วยโลหิตจากศีรษะไหลรวมกับน้ำตาราวกับเป็นเนื้อเดียว นางมิอาจตายในตอนนี้ แม้สวรรค์ไร้ปรานี
แต่นางจำต้องอยู่...
ร่างอวบอัดในชุดแพรไหมสีกุหลาบเอนกายนอนแผ่ยาว ลมหายใจผ่อนหนักเบาตามจังหวะการเต้นของหัวใจ แพขนตาชุ่มไปด้วยน้ำตา นางตั้งสติได้เพียงครู่ก็เห็นภาพเบื้องหน้าปรากฏแก่สายตา
เขาหินสูงดำทะมึนล้อมรอบ ในยามนี้มีเพียงจันทร์เต็มดวงส่องแสงสีนวลโดดเด่นมองเห็นท่ามกลางความมืดรอบกายเท่านั้น เหตุใดสวรรค์จึงไร้เมตตาต่อนางถึงเพียงนี้ ความเจ็บร้าวทั่วทั้งสรรพางค์กายที่ได้รับทำให้นางชังนักกับการมีชีวิตอยู่ นางทำสิ่งใดผิดจึงถูกลงโทษโดยไร้ซึ่งความปรานี หรือเพียงเพราะรักคนที่มิอาจหักใจไม่ให้รัก...
เจ็บกายหรือจะเท่าเจ็บใจ...
เพราะมิได้รู้กลจึงเพลี่ยงพล้ำถูกทำปางตาย แต่นางมิอาจตายตราบที่ยังมีอีกชีวิตอยู่ในท้อง
“ยังอยู่ดีใช่หรือไม่... ลูกแม่...หากเจ้ายังอยู่ทำให้แม่รู้ แม่จะไม่มีวันยอมพ่ายแพ้ต่อโชคชะตา...”
นางเปรยเสียงแผ่วโหยหวังเพียงลูกน้อยในครรภ์จะได้ยิน ฝ่ามือสั่นระริกไร้เรี่ยวแรงลูบแผ่วเบาตรงส่วนนูนป่องกลางลำตัว รับรู้ได้ถึงชีวิตเล็ก ๆ ที่เคลื่อนไหวภายในร่างกาย ด้วยสายโลหิตกำลังตอบรับสัมผัสที่มอบให้
“หากยังมีบุญเหลืออยู่บ้าง ขอให้เจ้าเกิดมาอย่างปลอดภัยด้วยเถอะ เจ็บเพียงใดแม่ก็จะยอม ถึงต้องตายแม่ก็จะยอมทนเพื่อเจ้า”
นางคร่ำครวญเพียงครู่จึงรวบรวมแรงกายลุกนั่ง พลันดวงหน้าอาบโลหิตกลับเหยเกปวดร้าว ก้มมองสภาพตัวเองเห็นกระโปรงสีสดเต็มไปด้วยโคลนดินผสมของเหลวจากในกายไหลหลั่งราวทำนบแตก นางถึงกับกรีดร้องโหยหวน
“ช่วยด้วย! ช่วยข้าด้วย! ใครอยู่แถวนี้บ้างช่วยข้าด้วย!”
นางคร่ำครวญก้องป่าแต่กลับไร้เสียงตอบรับโดยสิ้นเชิง เพียงแมลงกลางคืนเท่านั้นที่ร้องประชันขับขานเซ็งแซ่ นางร้องเรียกจนอ่อนใจแต่หามีผู้ใดล่วงรู้ เพียงแค่คิดว่าอาจตายในดงป่าก็ไร้ซึ่งพลังใจหยัดยืน และไม่นานร่างอวบอัดอาบด้วยโลหิตก็กระเถิบถอยหลบซุกร่างซ่อนหลังขอนไม้ใหญ่ทันทีที่ปรากฏเสียงชนิดหนึ่งที่ทำให้นางหวาดกลัว
ทั้งที่เจ็บเจียนตายแต่ต้องกลั้นน้ำเสียงไว้ไม่ให้เล็ดลอดออกมา ครู่ใหญ่เสียงฝีเท้าม้าจึงใกล้เข้ามาและหยุดลงไม่ไกล ร่างที่เห็นเพียงเงาตะคุ่มนั้นกระโดดลงจากหลังม้าด้วยความว่องไว ก้าวเท้าสวบสาบแหวกพงหญ้าเข้ามา นางลอบมองฝ่าความมืดพลันตกใจแทบสิ้นสติเมื่อร่างนั้นเดินตรงมาและหยุดลงตรงหน้า
“ออกมาเถอะ”
เสียงเรียกไร้อารมณ์ทำให้นางลังเล อาการปวดท้องเริ่มรุนแรงจนมือสั่นระริกต้องล้วงหยิบม้วนผ้าที่ซ่อนในอกเสื้อออกมากัดเอาไว้ไม่ให้เสียงเจ็บปวดทรมานเล็ดลอดออกมา แต่คนผู้นั้นกลับยังคงอยู่และทรุดลงนั่งชันเข่าอีกฝั่งหนึ่งของขอนไม้
“ข้ารู้ว่าเจ้าอยู่ตรงนั้น ออกมาเถอะแม่นาง”
ร่างอวบอัดโชกเลือดค่อย ๆ คายม้วนผ้าเผยอริมฝีปากสั่นระริกพยายามเปล่งเสียงตอบแต่กลับแห้งโหยราวกับต้องรวบรวมแรงกายมหาศาลกว่าจะค่อย ๆ ขยับตัวออกจากมุมมืดแล้วถามเสียงสั่นหวั่นกลัว
“ผู้ใดใช้เจ้ามา”
“ไม่จำเป็นต้องรู้ แต่หากเจ้าไร้เรี่ยวแรง ข้าจะช่วยพยุง” เขาเอ่ยพลันเอื้อมมือหมายจะดึงร่างนางออกจากมุมมืดแต่นางสะบัดมือหนี
“อย่า! ขะ... ข้า... ข้ากลัวแล้ว ปล่อยข้าไปเถอะ” นางร่ำร้องพลันก้มศีรษะโขกพื้นดินหลายครั้งก่อนเงยหน้าช้อนตามอง ปรากฏร่างบุรุษผู้หนึ่งเป็นภาพซ้อนจนต้องขยี้ตาแต่อีกฝ่ายรั้งมือนางไว้
“เจ้ามองไม่เห็นข้าหรือ?”
“ดวงตาข้าพร่าเลือนหนักแล้ว” นางเอ่ยเสียงเครืออีกครั้งก่อนน้ำตาจะไหลริน “เหตุใดท่านจึงมาพบข้ากลางหุบเหวเช่นนี้ได้”
อีกฝ่ายไม่ตอบแต่ล้วงหยิบขวดยาเล็ก ๆ ขึ้นมา นางเงยหน้าขึ้นจึงเห็นแสงแวววาวของตราสัญลักษณ์สีทองก็พอปะติดปะต่อเรื่องราวได้
“ดื่มเสียแล้วเจ้าจะไม่เจ็บปวดอีกตลอดชีวิต”
“มะ! ไม่!... ได้โปรดไว้ชีวิตข้าเถอะ”
“ข้าปล่อยเจ้าไปก็เป็นข้าที่ต้องรับผิดชอบแทน”
“ข้าขอร้อง! ชะ... ช่วยข้า!”
ร่างเก้งก้างไม่เพียงไม่ฟังคำร้องขอกลับทรุดลงคุกเข่าเปิดจุกขวดออก มืออีกข้างบีบสองแก้มนางจนริมฝีปากเผยออ้า กลิ่นระเหยฉุนจัดจนนางต้องเมินหน้าหนีเมื่ออีกฝ่ายพยายามกรอกสิ่งที่อยู่ในขวดใส่ปาก
“หากเจ้าไม่ยินยอมคงต้องบังคับ ซึ่งข้ามิได้ต้องการให้เป็นเช่นนั้น”
“ถ้าเช่นนั้นก็ช่วยข้า... ”
“นั่นยิ่งเป็นไปไม่ได้”
นางรับฟังสีหน้าเจ็บช้ำ แต่ช้ำใจหรือจะเท่ากาย เมื่อความเจ็บปวดปะทุขึ้นถึงขีดสุดร่างนางเริ่มสั่นไหวควบคุมอาการไว้ไม่อยู่จนร้องออกมา “อะ... โอย ช่วยด้วย! ช่วยลูกข้าด้วย! ข้าจะคลอดแล้ว”
“คลอด! คลอดหรือ! นี่เจ้า!”
นางพยักหน้าพลันรวบรวมแรงปัดขวดยากระเด็นก่อนล้มตัวลงนอนบิดตัวไปมา มือประคองท้องด้วยความเจ็บปวด บุรุษนิรนามถึงกับตะลึงเมื่อเห็นลักษณะนูนป่องที่ช่วงท้องของนางชัดเจน
“ไม่ไหวแล้ว!... อย่าให้ลูกข้าตาย เขาต้องรอด ต้องมีชีวิต!”
“เกือบไปแล้ว... ข้าเกือบไปแล้ว” น้ำเสียงที่เปล่งออกมาแห้งโหยดวงตาแข็งกร้าวฉายแววลังเล ฉับพลันจึงเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือ “ถึงข้าจะไม่ใช่หมอที่ดีนัก แต่มิอาจทำให้หนึ่งชีวิตไม่หายใจได้ ตกลงข้าจะช่วยเจ้า”
มือหยาบกร้านโยนจุกขวดทิ้งแล้วล้วงในสาบเสื้อหยิบบางสิ่งออกมาแล้วบีบปากนางอีกครั้ง แต่ก่อนจะหยอดสิ่งนั้นลงไปกลับยั้งไว้เมื่อริมฝีปากสั่นระริกของนางยังคงวิงวอนร้องขอ
“ข้าไม่กิน! ได้โปรดช่วยลูกข้าให้เกิดมาด้วย” นางวิงวอนน้ำตาไหลพราก “ข้าเจ็บปวดเหลือเกิน ได้โปรดช่วยเราแม่ลูกด้วย!”
“เช่นนั้นก็กลืนยานี่เสีย มันจะบรรเทาความเจ็บปวดของเจ้า”
ร่างเล็กผอมเกร็งรุดนั่งเคียงข้าง ช้อนตัวนางขึ้นนั่งพิงเข่าแล้วหยอดสิ่งนั้นลงไป นางหมดแรงขัดขืนจึงกลืนลงคอ ครู่ใหญ่สีหน้าเหยเกเจ็บปวดค่อยสงบลง อีกฝ่ายจึงก้มลงแนบหูกับท้องนูน
“ใกล้แล้ว ๆ” น้ำเสียงยินดีแต่สีหน้ายังคงเครียดขึ้นหลายส่วน เหงื่อเม็ดโตผุดเต็มหน้าจนต้องปาดทิ้ง ฝ่ามือกร้านขยับนวดผ่อนคลายรอบบริเวณท้องนูนของนาง
“ทำใจดี ๆ ไว้ หายใจเข้าแล้วค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออก จากนั้นออกแรงเบ่งเต็มที่ ข้าจะดึงตัวเด็กออกมา”
“ข้าทำไม่ได้!”
“เจ้าต้องทำ! มิเช่นนั้นลูกเจ้าอาจไม่รอด”
นางชะงักครู่หนึ่งจึงกลั้นใจทำตาม นาทีนั้นความอายก็ไร้ค่าเมื่ออีกฝ่ายจับขาทั้งสองข้างของนางตั้งชันเข่า เปิดกระโปรงเปื้อนเลือดแล้วก้มมอง
“ออกแรงเบ่ง!”
นางหลับตากลั้นใจเบ่งสุดชีวิต เจ็บปวดเกินกว่าจะอับอาย นางต้องอดทนตราบเท่าที่ยังต้องรักษาอีกหนึ่งชีวิตที่แม้นมีวาสนาคงได้ลืมตาในชาตินี้ เขาจะต้องได้ลืมตาดูโลกในอีกชั่วอึดใจ แรงเฮือกสุดท้ายจึงถูกขับออกมาด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี
ในที่สุดเสียงแหลมเล็กก็แผดก้องดังลั่นป่า เหล่าสกุณาพลันโบยบินทั่วท้องนภา จันทร์เต็มดวงเปล่งแสงเรืองรองออกจากกลุ่มเมฆ ส่องสว่างกว่าคราใดในคืนเดือนดับ
บุรุษนิรนามอุ้มร่างที่เต็มไปด้วยคราบโลหิตและน้ำคร่ำจากครรภ์มารดาออกมาเช็ดทำความสะอาด เสร็จแล้วคลี่ผ้าผืนเดิมของนางออกมาคลุมทารกน้อยในอ้อมกอดเอาไว้ สีหน้าแช่มชื่นมองดวงหน้าอิ่มพวงแก้มกลมด้วยความเอ็นดูก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงยินดี
“เจ้าให้กำเนิดบุตรชาย...”
