บท
ตั้งค่า

บทที่ 2 บอกความจริงไปเลย

เฟิ่งจูหลานยกมือขึ้นเกาศีรษะตนเองปราดหนึ่ง นางรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างบอกไม่ถูก ทะลุมิติมาทั้งทีต้องมารับมือคนตระกูลเฟิ่งไม่พอ นี่นางยังต้องมารับมือกับคนตระกูลเซี่ยอีกอย่างนั้นหรือ

คนที่เคยดูซีรีส์ต่างรู้ดี คนแซ่เซี่ยนี่มันระดับตำนานทั้งนั้น!

ด้านเซี่ยเสวียนเย่เมื่อเห็นว่าเฟิ่งจูหลานเงียบไปก็เริ่มไม่สบายใจขึ้นมา เขาและนางรู้จักกันมาได้สักระยะแล้ว เขาจำได้ว่าเมื่อสามเดือนก่อนเขาไปที่นอกเมืองหลวงและถูกลอบทำร้าย ตอนนั้นเฟิ่งจูหลานไปไหว้พระที่วัดบนเขาและเดินทางกลับพอดี ระหว่างทางนางได้ช่วยเหลือเขาเอาไว้ นางใช้ร่างตนเองรับดาบแทนเขาจนบาดเจ็บสาหัส เขาจึงจดจำบุญคุณนั้นของนางไม่ลืม นางจิตใจดี น่ารักน่าชัง เขาชอบนางมากและหลงรักนางตั้งแต่แรกพบ แต่นางเป็นคนหัวอ่อนไม่ค่อยสู้คน เขาเคยสอนให้นางสู้คนหลายคราแต่นางกลับไม่กล้า วันนี้เมื่อได้เห็นว่านางกล้าลงมือเสียทีเขาจึงรู้สึกดีใจอย่างยิ่ง

แม้นางจะเป็นเพียงบุตรสาวที่เกิดจากอนุ แต่เขาหาได้สนใจไม่ เขารักนางที่จิตใจไม่ใช่รักชาติตระกูลของนาง

เขามีนามว่าเซี่ยเสวียนเย่ อายุสิบแปดปี เป็นพระราชนัดดาในฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน เซี่ยฮ่องเต้คือเสด็จปู่แท้ๆ ของเขา หลังจากเสด็จย่าตายจากไปก็ไม่แต่งตั้งฮองเฮาองค์ใหม่อีก ส่วนเสด็จพ่อของเขานั้นเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของเสด็จปู่ และยังเป็นองค์รัชทายาทอีกด้วย ครอบครัวของเขารักใคร่ปรองดองกันดี เสด็จพ่อและเสด็จแม่ก็ดีต่อเขามาก อีกทั้งยังบอกว่าหากเขาอยากแต่งงานกับสตรีใด ก็ล้วนสนับสนุนเขาทั้งสิ้น ขอเพียงนางเป็นคนดีก็พอแล้ว

นับแต่นั้นเขาและนางก็ส่งจดหมายตอบโต้กันไปมาอยู่ตลอด จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่งนางไม่ตอบจดหมายเขา เขาจึงส่งคนไปสืบเรื่องของนางและพบว่านางถูกพี่สาวต่างมารดาส่งมาอยู่ที่บ้านสวนเกษตรที่นอกเมืองหลวง เขาจึงตามมาหานางถึงที่นี่

บางคราอาจเป็นเพราะความลำบากที่ได้พบเจอจึงทำให้นางกลายเป็นคนเข้มแข็งขึ้นมากระมัง

ชายหนุ่มรีบออกคำสั่งให้เหล่าทหารและบ่าวไพร่ถอยออกไปจากเรือนทันที เมื่ออยู่กันเพียงลำพังแล้ว เขาก็เอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“จูหลาน เจ้าไม่ต้องกลัวเฟิ่งหลิงหลง เจ้าไม่ต้องกลัวใครทั้งนั้น เจ้ามีข้าอยู่ ข้าจะปกป้องเจ้าเอง ข้าจะพาเจ้ากลับเมืองหลวง พวกเราจะแต่งงานกัน ข้าจะพาเจ้าหลุดพ้นจากจวนเฮงซวยนั้นเอง”

เซี่ยเสวียนเย่เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง เฟิ่งจูหลานเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขาปราดหนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ นางรู้ดีว่าคนที่เขารักคือเจ้าของร่างเดิมไม่ใช่นาง และนางก็ไม่อยากโกหกเขาเพื่อเสพสุขกับอำนาจของคนอื่น จึงตัดสินใจบอกเขาไปตามตรง

“พระราชนัดดาเซี่ย หม่อมฉันซาบซึ้งในความรักที่พระองค์ทรงมีต่อหม่อมฉันมาก แต่หม่อมฉันมีความจริงข้อหนึ่งอยากจะบอกพระองค์เพคะ”

“ว่ามาเถอะ”

“หม่อมฉันไม่ใช่เฟิ่งจูหลาน เฟิ่งจูหลานตัวจริงตายไปแล้ว หม่อมฉันมาจากอีกโลกหนึ่ง และมาอยู่ในร่างของนางเพคะ”

เซี่ยเสวียนเย่เมื่อได้ฟังก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะส่งเสียงหัวเราะออกมา พลางเอ่ย

“จูหลาน ข้าไม่ใช่คนซื่อบื้อนะ เจ้าหลอกพี่สาวเจ้าได้ แต่ถึงขนาดเอ่ยเรื่องโกหกเช่นนี้ให้ข้าฟังเลยหรือ?”

“ข้าไม่ได้โกหก ท่านไม่สงสัยบ้างหรือ จูหลานคนเก่าอ่อนแอ หวาดกลัวคนอย่างกับอะไรดี ไม่มีทางที่นางจะลุกขึ้นมาสู้กับคนอื่นได้อย่างแน่นอน แต่ข้าไม่ใช่ ข้าสู้คน ข้าไม่มีทางยอมให้ใครมารังแกข้าได้ หากท่านยังไม่เชื่อ ท่านจะพิสูจน์อย่างอื่นด้วยก็ได้ อย่างเช่น ลายมือ นิสัย อาหารการกิน ไม่ช้าไม่นานท่านย่อมต้องสังเกตเห็นอย่างแน่นอน”

เซี่ยเสวียนเย่เมื่อได้ฟังก็แน่นิ่งพลางครุ่นคิด เขามองไปโดยรอบ ก่อนจะดึงตัวนางเข้ามาในห้อง และตรงมายังโต๊ะตัวหนึ่งที่มีพู่กันและแท่นหมึกเก่าๆ วางอยู่

“เขียนตัวอักษรมาที”

เฟิ่งจูหลานเข้าใจดีว่าเขาจะให้นางทำสิ่งใด นางเองก็ยอมทำตามแต่โดยดี ไม่เพียงเท่านั้นเขายังถามนางว่านางเคยพบเจอเขาที่ไหน เมื่อไหร่ เจอกันได้อย่างไร แล้วเขาชอบกินสิ่งใด ไม่ชอบสิ่งใด และนางชอบสิ่งใดบ้าง แน่นอนว่าเรื่องเช่นการพบกันที่ไหนอะไรยังไง ในซีรีส์เคยเล่าเอาไว้อยู่แล้ว นางย่อมตอบได้ แต่เรื่องอื่นนางไม่รู้จริงๆ

เมื่อเห็นว่าหญิงสาวตรงหน้าไม่ได้มีท่าทีโกหกเลยแม้แต่น้อย เซี่ยเสวียนเย่ก็เริ่มวางหน้าไม่ถูก แม้จะรู้จักกับนางได้ไม่นาน แต่เขาใส่ใจนางยิ่งนัก ย่อมรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับนางทั้งหมด รวมไปถึงความชอบของนางด้วย แม้แต่เรื่องลับระหว่างเขากับนางที่รู้กันเพียงสองคน สตรีตรงหน้ากลับไม่รู้ และนางก็ไม่ได้มีท่าทีโกหกเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งการพูดการจายังต่างจากเดิมเป็นอย่างมาก

เฟิ่งจูหลานของเขา นางตายไปแล้วอย่างนั้นหรือ เป็นไปไม่ได้!

สายตาของเซี่ยเสวียนเย่ฉายแววเจ็บปวดรวดร้าวอยู่ครู่หนึ่ง ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเก็บกดความโศกเศร้าจากการสูญเสียหญิงคนรักไว้ในอก ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้ากลับมารับมือกับสตรีตรงหน้า

เมื่อมั่นใจแล้วว่าสตรีตรงหน้าไม่ใช่หญิงคนรัก แววตาที่เขามองเฟิ่งจูหลานก็พลันเย็นชาขึ้นมาหลายส่วน ไม่เหลือความอ่อนโยนอีกแม้แต่น้อย เฟิ่งจูหลานเริ่มปั้นหน้าไม่ถูก นางคิดจะเขยิบหนี แต่เขากลับคว้าแขนนางเอาไว้พลางเอ่ย

“เจ้าโผล่มาจากหลุมไหน เป็นวิญญาณที่เฟิ่งหลิงหลงส่งมาใช่หรือไม่?”

มารดามันเถอะ!

เฟิ่งจูหลานถึงกับร้องโอดครวญในใจ ก่อนจะเอ่ย

“ไม่ใช่เพคะ หม่อมฉันมาจากดินแดนแสนไกล และหม่อมฉันก็ไม่ใช่ผีของหลิงหลงนะเพคะ ไม่ใช่!”

“เจ้าแน่ใจนะ?”

“แน่ใจเพคะ”

เมื่อได้ยินเฟิ่งจูหลานเอ่ยย้ำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น มือของชายหนุ่มที่จับแขนนางก็พลันอ่อนลงหลายส่วน อย่างไรนี่ก็คือร่างของสตรีที่เขารัก เขาย่อมไม่อาจกระทำการรุนแรงอันใดได้ เซี่ยเสวียนเย่พยายามระงับสติอารมณ์ตนเอง แต่ภายในใจกลับร้อนราวกับไฟเผา ตอนนี้เขาแค้นสองแม่ลูกนั่นที่ทำร้ายคนรักของเขายิ่งนัก ชายหนุ่มหันมามองเฟิ่งจูหลานก่อนจะเอ่ย

“เพราะเจ้าไม่ใช่นาง เมื่อครู่จึงเอ่ยว่าอยากตัดสัมพันธ์กับข้า สินะ เพราะเหตุใด?”

เมื่อเห็นว่าเขาเริ่มใจเย็นลงและยอมเจรจากับนางแต่โดยดีแล้ว เฟิ่งจูหลานจึงพอจะวางใจลงไปได้มาก นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเอ่ยตอบเขาไปตามตรง

“เดิมทีหม่อมฉันไม่อยากมีปัญหากับใคร และพยายามหาทางกลับไปยังโลกเดิมที่จากมา หากกลับไปไม่ได้อีก ก็คิดว่าจะตั้งรากฐานอยู่ที่ชนบทแห่งนี้ หม่อมฉันมีความรู้เรื่องปลูกผักทำสวนอยู่บ้าง และยังมีความรู้เรื่องการทำเครื่องประทินโฉมอีกด้วย คงพอหาเลี้ยงชีพได้ไม่ลำบาก แต่พระองค์ไม่ต้องกังวล หม่อมฉันไม่คิดหวังสิ่งใดจากพระองค์อยู่แล้ว ไม่คิดแอบอ้างแทนเฟิ่งจูหลานคนเก่าด้วย จึงตัดสินใจบอกกับพระองค์เช่นนี้เพื่อตัดสัมพันธ์เพคะ”

เมื่อเห็นว่าสตรีตรงหน้าค่อนข้างมีสติปัญญาอยู่ไม่น้อยและยังไม่คิดใช้ร่างของคนรักเขามาหาผลประโยชน์ เซี่ยเสวียนเย่จึงไม่อาจตำหนิอันใดนาง เขามีท่าทีครุ่นคิดก่อนจะหันมาเอ่ย

“เจ้าอยู่ที่นี่ไปก่อน คอยปกป้องร่างนี้ให้ดีอย่าให้ใครมาทำร้ายได้ หากขาดเหลือสิ่งใดก็ส่งคนไปบอกข้า ข้าจะทิ้งคนของข้าเอาไว้เพื่อคอยฟังข่าวสารจากเจ้า ที่สำคัญข้าจะช่วยหาทางส่งเจ้ากลับไปยังโลกที่เจ้าจากมา และจะหาทางพาเฟิ่งจูหลานกลับมาให้ได้”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นเฟิ่งจูหลานก็ดีใจมาก แต่นางเพิ่งจะดีใจได้ไม่นาน ประโยคถัดมาของเซี่ยเสวียนเย่ก็ทำเอานางถึงกับเอ่ยสิ่งใดไม่ออก

“แต่ถ้านางกลับมาไม่ได้และเจ้าก็ออกจากร่างนี้ไม่ได้ เช่นนั้นพวกเราก็แต่งงานกันเสีย ข้าจะทำตามเจตนาเดิมของข้า ข้าจะไม่ยอมให้นางต้องอยู่ในจวนตระกูลเฟิ่งที่แสนเฮงซวยนั่นอีก”

เฮ้! ช้าก่อนสิน้องชาย อยู่ๆ จะมาคลุมถุงชนกันแบบนี้มันถูกต้องจริงๆ หรือ?

“เอ่อ ไม่ดีกระมังเพคะ”

เมื่อเห็นว่าเฟิ่งจูหลานตั้งท่าจะปฏิเสธเขาก็หันมามองนางด้วยสายตาคมกริบ ก่อนจะเอ่ย

“อย่าได้คิดปฏิเสธเด็ดขาด อ้อ จริงสิ ข้าขอถามหน่อย อายุเจ้าเท่าใดแล้ว ข้าจะได้เรียกขานเจ้าถูกยามสนทนากัน”

ปากเสีย! ใครเขาถามอายุกันตรงๆ บ้าง เด็กเปรตนี่!

แม้ในใจจะด่าทอ แต่เบื้องหน้าเฟิ่งจูหลานกลับทำได้เพียงยิ้มแย้มอ่อนโยนเท่านั้น

“อ้อ ในโลกของหม่อมฉันหรือเพคะ หม่อมฉันอายุยี่สิบห้าปีแล้วเพคะ”

เฟิ่งจูหลานตอบอย่างมั่นอกมั่นใจ เพราะในโลกปัจจุบันอายุขนาดนี้ถือว่ากำลังดี และเป็นวัยที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัวอีกด้วย

“อ้อ อายุมากกว่าข้าหลายปีเลย ข้าอายุสิบแปด เช่นนั้นเรียกเจ้าว่า ท่านป้าเฟิ่งไปก่อนก็แล้วกัน”

ท่านป้าเฟิ่ง?

เมื่อได้ยินคำว่าท่านป้าเฟิ่ง ในใจของเฟิ่งจูหลานก็เหมือนมีมดไต่ยั้วเยี้ยจนแสบคันไปหมด เซี่ยเสวียนเย่นี่ในปากเหมือนเลี้ยงหมาเอาไว้อย่างไรอย่างนั้น

เพราะความโมโหนางจึงยกเท้าถีบเข้าไปที่กลางอกของเซี่ยเสวียนเย่จนเขาหงายหลังตึง เมื่อชายหนุ่มตั้งสติได้ก็ลุกขึ้นมาหมายจะเอาเรื่องนาง แต่เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่านางอยู่ในร่างของสตรีที่เขารัก และเขาย่อมไม่อาจทำร้ายได้ จึงทำได้เพียงกำมือแน่น

“เจ้ากล้าถีบข้าหรือ!”

“ขออภัยเพคะพระราชนัดดา เท้าคนแก่ก็แบบนี้มันลั่นบ่อยๆ เพคะ หวังว่าจะไม่ถือสาป้าเฟิ่งนะเพคะ”

เซี่ยเสวียนเย่ “......”

ได้! ฝากไว้ก่อนเถอะท่านป้าเฟิ่ง!

ด้านเฟิ่งจูหลานก็ลอบอุทานในใจเบาๆ เช่นเดียวกัน

พูดไปใครจะเชื่อ ว่านางทะลุมิติมาถีบพระเอกในซีรี่ส์แนวตั้งน่ะ!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel