บท
ตั้งค่า

5

เสี่ยวเยว่เกือบหลุดหัวเราะออกมาเสียงดัง

“เพคะ หม่อมฉันรับบัญชา”

เซียวจิ้งเหยามองรอยยิ้มล้อเลียนบนใบหน้านางแล้วรู้สึกเสียหน้าอย่างบอกไม่ถูก จึงไม่คิดจะอยู่ต่อแม้แต่น้อย

ร่างสูงทะยานขึ้นเหนือกำแพงด้วยวิชาตัวเบา ก่อนหายลับเข้าไปในความมืดอย่างรวดเร็ว

เสี่ยวเยว่ยืนกะพริบตาปริบๆ มองตามไป ก่อนหัวเราะเบาๆ พลางหันกลับไปพลิกไก่บนเตา

“ปากบอกพอกินได้ แต่ยังนัดมื้อถัดไปเสียแล้ว ท่านอ๋องผู้นี้ปากแข็งกว่าที่คิดแฮะ”

นางหยิบไก่ย่างขึ้นมาอีกไม้ กัดกินอย่างอารมณ์ดีโดยไม่รู้เลยว่าอาหารเพียงไม้เดียวในคืนนี้ กำลังค่อยๆ ทำลายกำแพงความหวาดระแวงที่เซียวจิ้งเหยาสร้างขึ้นมานานหลายปี

ส่วนอีกด้านหนึ่ง

หลังจากกลับถึงตำหนักหย่งอัน เซียวจิ้งเหยาไม่ได้ตรงเข้าห้องบรรทมทันที

เขายืนอยู่ใต้ชายคาเงียบๆ แล้วก้มมองไม้เสียบไก่ที่ยังถืออยู่ในมือ

ไม้ธรรมดาไร้ค่า ไม่มีสิ่งใดพิเศษแม้แต่น้อย

ทว่าเขากลับไม่ได้โยนมันทิ้ง

เซียวจิ้งเหยามองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเก็บไม้ชิ้นนั้นเข้าไปในแขนเสื้ออย่างเงียบงัน

เมื่อเดินเข้าไปด้านใน โม่เฉินที่กำลังเข้าเวรเงยหน้าขึ้นทันที

“ท่านอ๋อง เสด็จไปที่ใดมาหรือพ่ะย่ะค่ะ”

เซียวจิ้งเหยาชะงักฝีเท้า

“เรื่องของเปิ่นหวาง”

โม่เฉินสูดจมูกเบาๆ แล้วดวงตาพลันเป็นประกาย

“กลิ่นนี้...”

สายตาเย็นเยียบตวัดมาทันที โม่เฉินรีบปิดปาก

เซียวจิ้งเหยาเดินผ่านไปสองก้าว ก่อนหยุดแล้วเอ่ยโดยไม่หันกลับมา

“เรื่องคืนนี้ ห้ามบอกผู้ใด”

โม่เฉินประสานมือทันที “พ่ะย่ะค่ะ”

เมื่อแผ่นหลังของผู้เป็นนายหายเข้าไปในห้อง โม่เฉินจึงค่อยเงยหน้าขึ้น สูดกลิ่นหอมของเครื่องเทศที่ยังติดอยู่ในอากาศอีกครั้ง แล้วพึมพำกับตัวเองเสียงเบา

“ท่านอ๋องได้กินแล้วจริงๆ สินะ” สีหน้าของยอดองครักษ์พลันเต็มไปด้วยความเสียดาย

“แล้วเหตุใดไม่เหลือให้ข้าสักไม้เล่า”

แสงตะวันยามเช้าสาดลงบนเรือนไผ่เขียวที่เคยเงียบเหงา บรรยากาศวันนี้กลับดูมีชีวิตชีวาขึ้นผิดหูผิดตา

เสี่ยวเยว่ตื่นขึ้นมาบิดขี้เกียจรับลมเย็น สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด ก่อนนึกถึงคำประกาศิตของ ‘ท่านอ๋องจอมเก๊ก’ เมื่อคืนขึ้นมา

‘พรุ่งนี้ยามโหย่ว เปิ่นหวางจะมาตรวจความเรียบร้อยที่เรือนไผ่เขียวอีกรอบ เตรียมอาหารว่างไว้รอด้วย’

“สั่งเสียเป็นเจ้านายเลยนะ อ้อ... ลืมไป เขาก็เป็นเจ้านายจริงๆ นี่นา”

เสี่ยวเยว่พึมพำขำๆ กับตัวเอง พลางก้าวออกไปยังแปลงผักเพื่อรดน้ำ ทว่ายังไม่ทันได้หยิบถังน้ำ เสียงกระแอมที่จงใจให้ได้ยินก็ดังขึ้นจากด้านหลัง

“แฮ่ม” เสี่ยวเยว่หันขวับไปมอง

ร่างสูงโปร่งในชุดองครักษ์สีน้ำเงินเข้มยืนกอดกระบี่นิ่งอยู่ข้างกำแพง ใบหน้าคมคายเรียบสนิทราวกับหินสลัก แต่สายตากลับเหลือบมองเตาถ่านที่ดับสนิทอยู่เป็นระยะ

ชายผู้นี้คือโม่เฉิน องครักษ์คนสนิทของเซียวจิ้งเหยา

“อ้าว... ท่านองครักษ์ มีธุระอันใดหรือ”

เสี่ยวเยว่เลิกคิ้วถาม โม่เฉินก้าวเข้ามาใกล้ ก่อนค้อมกายคำนับอย่างนอบน้อมกว่าทุกครั้ง แล้ววางห่อผ้าใบใหญ่สองห่อกับตะกร้าสานลงบนโต๊ะหินอย่างเบามือ

“พระชายา ท่านอ๋องมีรับสั่งให้กระหม่อมนำสิ่งเหล่านี้มาส่งพ่ะย่ะค่ะ” โม่เฉินเอ่ยเสียงขรึม

“ท่านอ๋องตรัสว่า ไม่ต้องการให้ผู้คนครหาว่าเรือนท้ายจวนต้องเก็บของที่โรงครัวคัดทิ้งมาประทังชีวิต จึงให้เบิกวัตถุดิบชั้นดีจากคลังจวนมาส่งให้ และมีรับสั่งว่าอาหารเย็นนี้ให้ใช้ของเหล่านี้ปรุงพ่ะย่ะค่ะ”

เสี่ยวเยว่เปิดห่อผ้าออกดู ดวงตากลมโตพลันเป็นประกายทันที

ด้านในเป็นเนื้อสันในวัวชั้นดีสีแดงสด เนื้อละเอียด มีไขมันแทรกบางๆ อย่างเหมาะสม ถัดมาเป็นพริกไทยดำเม็ดเงางามจากต่างแคว้น เห็ดหอมแห้งดอกหนา ไหกระเบื้องบรรจุน้ำมันงาหอมบริสุทธิ์ รวมถึงเครื่องเทศอีกหลายชนิดที่หาได้ยาก

เสี่ยวเยว่หยิบพริกไทยดำขึ้นมาดม ก่อนยิ้มอย่างพึงพอใจ

“ของดีทั้งนั้นเลยนี่นา ท่านอ๋องของเจ้าเข้าใจเลือกวัตถุดิบเหมือนกันนะ”

โม่เฉินยืนนิ่ง ทำราวกับคำชมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับตน

เสี่ยวเยว่กวาดตามองอีกครั้ง ก่อนชี้ไปยังตะกร้าสานใบเล็กที่วางแยกอยู่

“แล้วตะกร้านั่นล่ะ ของท่านอ๋องด้วยหรือ”

โม่เฉินชะงักเล็กน้อย สีหน้าที่นิ่งขรึมมาตลอดพลันมีร่องรอยกระดากอายปรากฏขึ้นอย่างหาได้ยาก เขาก้มมองซ้ายขวาให้แน่ใจว่าไม่มีผู้อื่นอยู่ใกล้ ก่อนเลื่อนตะกร้ามาทางนาง

“อันนี้เป็นของกระหม่อมเองพ่ะย่ะค่ะ”

เสี่ยวเยว่เปิดดู แล้วพบหมูสามชั้นสดใหม่วางอยู่ด้านใน นางเงยหน้ามองเขาอย่างรู้ทัน

“อ้อ...”

โม่เฉินกระแอมเบา ๆ

“กระหม่อมซื้อหมูสามชั้นมาจากตลาดนอกจวน หากพระชายาจะกรุณา ช่วยแบ่งไปย่างแบบเมื่อคืนให้กระหม่อมสักสองสามไม้” ประโยคหลังเบาลงเรื่อย ๆ จนแทบกลายเป็นเสียงกระซิบ

เสี่ยวเยว่กลั้นขำ โม่เฉินรีบพูดต่อราวกับกลัวอีกฝ่ายปฏิเสธ

“กระหม่อมสัญญาว่าจะคอยรายงานความเคลื่อนไหวในจวน หากมีผู้ใดคิดมารบกวนเรือนไผ่เขียว กระหม่อมจะช่วยดูแลให้ดีที่สุดพ่ะย่ะค่ะ”

เสี่ยวเยว่หลุดหัวเราะออกมาในที่สุด

องครักษ์มาดเข้มผู้หนึ่ง ถึงกับเอาหมูสามชั้นมาติดสินบนนางเพื่อแลกกับของกิน

“ได้สิ เรื่องแค่นี้สบายมาก ถือเป็นค่าจ้างส่งข่าวลับก็แล้วกันนะ ท่านองครักษ์โม่”

โม่เฉินได้ยินดังนั้นก็ระบายลมหายใจอย่างโล่งอก แววตาที่เคยเรียบเฉยพลันเป็นประกายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“ขอบพระทัยพระชายาพ่ะย่ะค่ะ”

เขาค้อมกายคำนับอย่างจริงใจจนเสี่ยวเยว่แทบหัวเราะอีกครั้ง ก่อนร่างสูงจะใช้วิชาตัวเบาทะยานหายไปจากเรือนอย่างรวดเร็ว

เสี่ยวเยว่ก้มมองหมูสามชั้นในตะกร้า แล้วส่ายหน้าอย่างขบขัน

“คนหนึ่งเอาเนื้อวัวมาติดสินบน อีกคนเอาหมูสามชั้นมาแลกข่าวสาร จวนนี้ชักจะน่าอยู่ขึ้นทุกวันแล้วสิ”

เมื่อยามโหย่วเวียนมาถึง ท้องฟ้าค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีส้มอมม่วง ลมเย็นพัดโชยผ่านเรือนไผ่เขียว บรรยากาศรื่นรมย์ขึ้นมาก

เสี่ยวเยว่จัดเตรียมวัตถุดิบทั้งหมดอย่างพิถีพิถัน

นางแล่เนื้อสันในวัวเป็นชิ้นบางพอดีคำ หมักกับซีอิ๊วหมัก เหล้าหวาน น้ำมันงา และพริกไทยดำตำหยาบ คลุกเคล้าจนเครื่องปรุงเคลือบเนื้อทุกชิ้น จากนั้นพักไว้ให้รสชาติซึมเข้าเนื้อ ไม่นานกระทะเหล็กบนเตาก็ร้อนจัด

เสี่ยวเยว่ตักน้ำมันหมูลงไปเพียงเล็กน้อย ตามด้วยกระเทียมสับกับพริกหวาน ผัดเร็วๆ จนกลิ่นหอมลอยขึ้น จากนั้นจึงเทเนื้อวัวหมักลงไปทันที

ฉ่า…

เสียงเนื้อกระทบกระทะดังขึ้นพร้อมควันหอม พริกไทยดำและน้ำมันงาส่งกลิ่นฟุ้งชวนเจริญอาหาร เนื้อวัวถูกผัดด้วยไฟแรงเพียงพอให้ผิวนอกสุกหอม แต่ด้านในยังคงนุ่มฉ่ำ

เสี่ยวเยว่พลิกกระทะสองสามครั้ง ก่อนยกลงจากเตา

เมนูนี้คือ ‘เนื้อวัวผัดพริกไทยดำกระทะร้อน’ เสิร์ฟคู่กับข้าวสวยร้อนๆ และต้มจืดเห็ดหอมน้ำใสรสเบา สำหรับตัดความเข้มข้นของจานหลัก

นอกจากนี้นางยังไม่ลืมสัญญากับโม่เฉิน

หมูสามชั้นถูกหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ เสียบไม้ ทาซอสและโรยเครื่องเทศหม่าล่า ก่อนนำไปย่างจนผิวเหลืองเกรียม ไขมันส่วนเกินหยดลงเตาถ่านส่งกลิ่นหอมฟุ้ง

ไม่นานเงาดำคุ้นตาก็ปรากฏอยู่บนยอดไม้ไม่ไกล เสี่ยวเยว่เหลือบมองแล้วยิ้ม

“ท่านองครักษ์โม่” โม่เฉินที่ซ่อนตัวอยู่ถึงกับชะงัก

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel