บทที่ 8 มือปริศนา
นาทีนั้น แคนเชลสกี้เร่งกอบโกยร่างตัวเองมากกว่านอนร้องโอดโอย ยกจักรยานขึ้นเข็นมาจอดข้างถนน พลางก้มสำรวจหาแผลสดจากจุดที่แสบและเจ็บบนตัวเอง ก่อนเห็นเลือดออกซิบๆ หลายจุด หนักสุดคือแผลตรงหัวเข่ามีเลือดไหลเป็นทาง
" ฮึก.."
เธอถึงกับปาดน้ำตา ไม่ใช่เพราะเจ็บแผล ทว่าเป็นการน้อยเนื้อต่ำใจที่วันนี้ทั้งวันเธอเจอแต่เรื่องแบบนี้ เจอแต่คนรังแก!
ขาสวยเรียวเล็กพยุงเดินพร้อมเข็นรถไปยังร้านสะดวกซื้อ ก่อนจะวางขาตั้งลงราวกับไม่เจ็บอะไรอย่างไรของที่จะใช้ก็ยังสำคัญอยู่ เมื่อได้ในสิ่งที่ต้องการ แลกมาด้วยสายตาคนพบเห็น ที่ต่างพากันทำหน้าฉงนระคนสงสัย เกิดคำถามว่าเธอไปโดนอะไรมา แต่ไม่มีใครกล้าถามไถ่ หญิงสาวก็เดินออกมาจากร้านนั้นทันที พลางเข็นรถจักรยานกลับบ้าน เพราะหากจะให้ปั่นต่อ ก็คงจะไม่ไหวแล้ว อีกทั้งระยะทางก็ไม่ใช่ใกล้ๆ หนีไม่พ้นการฝืนใจกัดฟันทน!
จนกระทั่งถึง..
นอกจากจะเจ็บจนพูดไม่ออกที่ว่าหนักมากแล้ว สิ่งที่กำลังจะเผชิญเหมือนจะหนักมากกว่า เมื่อเธอเห็นผู้เป็นแม่ยืนเท้าสะเอวต้อนรับอยู่หน้าบ้าน ดวงตาลุกวาวจ้องเขม็งมาที่เธอ ความรู้สึกในตอนนั้น แผลที่ว่าแสบหายไปเลยในทันที
" เซอร์ไพรส์ไปอีก "
หญิงสาวบ่นพึมพำ ถอนหายใจพรืดใหญ่ หยุดความคิดไปชั่วขณะ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอเองก็ตกใจตั้งตัวไม่ทัน ก่อนจะค่อยๆ เข็นรถพร้อมเดินกะเผลกเข้าไปจอดอยู่ตรงหน้า
"??? "
หญิงวัยชราราวหกสิบกว่า ที่เตรียมจะคาดโทษเมื่อเห็นลูกบุญธรรมเดินมาในท่านั้น ถึงกับขมวดคิ้วทำหน้าฉงนแทนคำถามหลังมาถึง และเบิกตาลุกวาวหลังก้มลงเห็นด้วยความตกใจ
" มะ.. แม่ ฮือๆๆ "
ยูรีดวงตาแดงก่ำ ปลายจมูกรั้นแดงเถือก บ่งบอกให้รู้ว่าเธอนั้นผ่านการร้องไห้มาอย่างชัดเจน ไม่ได้เอ่ยอะไรเลยนอกจากช้อนตามองด้วยความสลด และปล่อยโฮออกมาในที่สุด
" ยูรี ลูกไปโดนอะไรมาเนี่ย! "
ด้านของสองหนุ่ม
เรอัสซ์และบรูโน่ หลังบังคับบิ๊กไบค์จากตรอกซอย ใช้เป็นทางลัด สู่ถนนใหญ่ด้วยความเร็วสูง พวกเขาเพิ่งจะนึกได้ ไม่ควรวิ่งเข้ามาเส้นทางนี้ ซึ่งก่อนหน้าคิดไปเองเช่นเดียวกันกับยูรี ดึกป่านนี้คงไม่มีรถเพ่นพ่านแน่นอน จะมีก็แต่คนเดินอยู่บนทางเท้าไม่ก็ข้ามถนน โดยไม่คิดว่าจะต้องเฉี่ยวเข้ากับใคร ที่ไม่มีโอกาสแม้จะลงไปดู เพียงแค่กลัวจะเสียเวลาไปหาบีน่าไม่ทัน ทว่าผ่านไปสักพักจิตใต้สำนึกที่มีเหมือนจะย้อนกลับมาให้สำเหนียกใหม่ ว่าสิ่งที่ทำอยู่แท้จริงเป็นเรื่องที่ผิด ซึ่งกว่าจะคิดได้ และวนรถกลับไปดูทั้งที่เลยมาไกลแล้ว ก็เหมือนจะสายเกิน เมื่อสิ่งที่เห็น กลายเป็นถนนคอนกรีตสีดำว่างเปล่า
เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเฉี่ยวใคร?!
" ไปเถอะเรส ลุกได้แบบนี้ คงไม่เจ็บมากหรอก"
ร่างสูงจอดรถยืนในท่าคร่อมอยู่อึดใจหนึ่ง มือคู่จับแฮนด์ไว้แน่น กวาดสายตามองไปทั่วราวกับกำลังพิจารณาและสังเกตการณ์ ก่อนบรูโน่จะเป็นฝ่ายออกความคิดเห็น ปลุกให้จิตในภวังค์เขาหลุด พร้อมตบหน้ากากหมวกกันน็อคตนเองลงมาปิดใบหน้า และออกไปจนล้อหลังสะบัด นาทีนั้นในใจบรูโน่มีแค่น้องสาวที่เริ่มจะทำให้เป็นห่วง ไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างเลยสักนิด จึงไม่ทันได้เห็นสีหน้าของเพื่อนร่วมทาง ที่ถัดไปในทางรู้สึกผิดเต็มประตู ก่อนจะถอนใจพรืด ใส่เกียร์และออกตัวตามเขาไป!
" โอ๊ยแม่ แสบๆ "
เสียงยูรีร้องด้วยความเจ็บปวดทุกครั้งที่วิล่าใช้สำลีจุ่มแอลกอฮอล์สัมผัสโดนแผลเธอ ราวกับจงใจทำให้นั้นเจ็บ แถมความวุ่นวายที่เกิดขึ้นยามดึก ปลุกผู้เป็นพ่อให้ตื่นขึ้นมาดูด้วย เขายืนกอดอกมองลูกสาวที่เบ้หน้าเบะปาก บ่งบอกว่าเจ็บจริงไม่ได้แกล้ง สลับกับส่ายหน้าเอือมระอา
" ไปโรงพยาบาลดีกว่าไหม เผื่อกระดูกหักหรืออะไร จะได้รักษาอย่างถูกวิธี " พลางออกความเห็น
ทว่ากลับถูกคนป่วย หันกลับมาทักท้วง
" ไม่เอาพ่อ ไม่ไปโรงพยาบาล "
" ก็เป็นซะอย่างนี้แหละ แม่ถึงต้องมานั่งทำแผลให้อยู่นี่ เราก็รู้อยู่ว่าแม่มือหนัก "
กลายเป็นว่าผู้เป็นแม่ไม่กล้าดุด่าอะไรเลย ต่างกันกลับรู้สึกสงสารเธอจับใจ หลังได้ซักถามและฟังเรื่องราวทั้งหมด
"ถ้างั้นพรุ่งนี้ลูกก็ต้องหยุดเรียน "
ในขณะผู้เป็นพ่อยังคงออกความคิดเห็นต่อเนื่อง แน่นอนคนเป็นลูกก็ยังเหมือนเดิม ยูรีหันขวับสวนกลับทันควัน ทั้งน้ำหูน้ำตายังไหล
" ฮือๆๆ ไม่เอาพ่อ พรุ่งนี้หนูหยุดไม่ได้ โอ๊ยแม่..เจ็บ"
" ทำไม? ลูกเกิดอุบัติเหตุขนาดนี้ จะไปด้วยสภาพนี้ได้ยังไง "
" หนูนัดหัวหน้าชมรมเอาไว้ ไม่อยากถูกเขามองไม่ดี"
" ลูกจะแคร์ความรู้สึกคนอื่น ทั้งที่ตัวเองเจ็บเนี่ยนะ? "
วิล่าออกความคิดเห็นบ้าง พลางมองหน้าเธอแววตาถัดไปทางเหนื่อยใจ เพราะรู้จักยูรีดี
" ค่ะ "
" จะไหวเหรอลูก"
" ไหวค่ะ "
" เฮ้อ~"
กลับกลายเป็นว่าคนทั้งสองหันมองมาหน้ากันเอง ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ไปพร้อมๆ กัน ก็ตอนร่างบางลุกขึ้นยืน แล้วเดินกะเผลกขึ้นบันได แบบไม่คิดจะสนใจคำคัดค้าน
เช้าของอีกวัน
หากยูรีตื่นขึ้นมาพบกับความเจ็บปวดมากกว่าเมื่อคืน เนื่องจากแผลตึงและอักเสบ ก็คงจะเป็นเรื่องปกติ
" ซี๊ด~"
เธอถึงกับเบ้ปากจะร้องไห้ กว่าจะลุกและเดินเข้าห้องน้ำได้ใช้เวลาเป็นชั่วโมง การประคองตัวเองลงมาชั้นล่างจึงใช้ความอดทนมากกว่าปกติ ถึงจะเจ็บ ก็ไม่กล้าปริปากบ่นเพราะกลัวพ่อกับแม่จะซ้ำเติม หญิงสาวจึงกัดฟันสู้ ทำทุกอย่างเป็นปกติราวกับไม่เจ็บไม่ปวด จนกระทั่งถึงโรงเรียน
แน่นอนสิ่งที่เกิดขึ้นขณะนั้น คือทุกสายตาจ้องมองมาแต่เธอ ยามที่เดินสวนกัน ยูรีอายจนอยากจะร้องไห้หลายระลอก เอาหน้าซุกแผ่นดินหนี เพราะคนที่มองไม่ได้ใช้สายตาของความสงสาร แต่ใช้สายตาแห่งความสมเพชมองเธอแทน
ท่ามกลางสิ่งที่เจอ ในขณะเดินเข้ามาในตัวอาคาร และมุ่งหน้าสู่วิชาแรก เธอบอกตัวเองตลอดทางที่เดินให้ทำเป็นมองไม่เห็น พยายามปลอบใจมาจนกว่าจะถึงห้องเรียน
แต่แล้ว..
กลับต้องชะงักกึก เมื่ออยู่ดีๆ ถูกมือปริศนายื่นเข้ามาคว้าแขน ออกแรงประคองให้เธอเดิน
"..!!! "
เรียกเสียงฮือฮา และตาลุกวาวจากคนที่เห็นกันเป็นพรวน
