บทที่ 6 ความกดดัน
เสียงเดินของคนสองคนดังก้องตึกอาคารเรียน พร้อมบทสนทนาแว่วมาตั้งแต่หน้าอาคารจนถึงทางเดินชั้นสี่ กับโต๊ะและเก้าอี้ที่แบกกันคนละตัวราวกับน้ำหนักเบาหวิว พวกเขาเดินตีคู่คุยกันมาตลอดทาง จนกระทั่งมาถึงที่เกิดเหตุ
นั่นคือห้องเรียนวิชาแรกของแคนเชลสกี้
" จะให้ไว้มุมไหน "
" ติดหน้าต่าง หลังสุดเลยค่ะ "
สก็อตมองตามนิ้วของเธอที่ชี้ไปยังมุมหลังห้องที่ว่างเปล่าไม่มีโต๊ะ ก่อนจะเข้าใจภายหลังเมื่อเห็นบางอย่างเป็นแกะดำ นั่นก็คือแถวกลางมีโต๊ะสองตัว ถูกลากมาต่อกัน
" อย่าบอกนะว่านั้นที่นั่งเธอ "
พลางเอ่ยถาม ยูรีพยักหน้ารับ
" อือ "
ยิ้มเจื่อน ทั้งรู้สึกแย่ทั้งขายขี้หน้า
"แค่เรื่องโต๊ะ ก็เอามาแกล้งกันหรือ "
เขาบ่นพึมพำ ก่อนจะยกโต๊ะที่แบกมา ไปไว้ให้เธอ
"อ่ะ เรียบร้อย "
" ขอบคุณค่ะ^^"
" เลี้ยงข้าวสิ ไม่อยากได้คำขอบคุณ มันไม่อิ่ม "
" อ่า~ " และพยักหน้าอีกครั้ง ยกมือลูบผมตัวเองแก้เขิน " ก็ได้ค่ะ "
" ตอนนี้นะ เพราะหิวตอนนี้ "
" ขอโทรบอกพ่อกับแม่ก่อนได้ไหมคะ กลัวท่านเป็นห่วงค่ะ "
" ไม่ต้องลำบากหรอก แค่แฮมเบอร์เกอร์ชิ้นเดียวที่ร้านสะดวกซื้อหน้าโรงเรียนก็ได้ "
" เอ๋?? "
ไม่ทันที่เธอจะท้วงติง เพราะความสงสัยว่าเขานั้นกินง่าย สก็อตก็ตบไหล่มน เป็นเชิงบอกให้เดินนำไปเสียก่อน ทำเธอจำต้องทำตามไปแต่โดยดี
" เธอชอบกินชีสเหรอ "
เสียงทุ้มถาม หลังเดินมาถึงร้านสะดวกซื้อสั่งของอุ่นอาหาร และพากันมานั่งกินหน้าร้าน กลายเป็นเป้าสายตาคนเดินผ่านไปผ่านมา ทว่าพวกเขากลับไม่สนใจ
" อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ผัก .. โห~ อาหย่อย ไอ้อ้ายอิน อึก แบบนี้มานานมาก"
เธอบอก กัดคำโตแล้วพูด ทำคนฟังถึงกับหลุดขำ
" ฮ่าๆๆ ขนาดนั้นเชียว ค่อยๆ ดีกว่าไหม เดี๋ยวติดคอ "
" แหะๆ ขอโทษค่ะลืมตัว "
" ไม่เป็นไร ว่าแต่ทำไมไม่ชอบผัก มันขมเหรอ "
" ใช่ๆ แม่ยูรีน่ะ อยากให้ยูรีกินผัก เอาแต่ผักมาให้กิน "
" ก็ดีแล้วนี่ เขารักเธอ เลยสรรหาสิ่งดีๆ มาให้ "
" ดีนั่นแหละ แต่มันขมอะ "
" ฮ่าๆๆ โอเคเข้าใจแล้วว่าไม่ชอบ ถ้างั้นก็กินให้หมดเถอะ กลับไปถ้าได้กินผัก จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลัง "
" ฮ่าๆๆ "
ไม่นานเธอก็เป็นฝ่ายหัวเราะบ้าง ก่อนจะพากันหัวเราะทั้งคู่ จนกระทั่งสก็อตเป็นฝ่ายขอตัว เพราะกลัวไม่ทันรถไฟฟ้าเที่ยวสุดท้าย
" จริงๆ แล้วไปกับฉันก็ได้นะ จะให้พ่อไปส่ง "
" ไม่เป็นไรหรอก มันไม่ใช่ทางผ่าน เธอกับพ่อเธอจะลำบากเปล่าๆ ไปละ"
เขาโบกมือบอกลาเธอ ในขณะตัวนั้นเดินไปถึงถนนแล้ว ก่อนจะยิ้มบางๆ ให้อีกที ก็ตอนที่เธอตะโกนตามหลัง ประโยคนี้ ซึ่งไม่ได้ยินแค่เขา
" รุ่นพี่! "
" หืม.."
" ขอบคุณอีกครั้งนะ ไว้เจอกัน "
" ไว้เจอกัน .. พรุ่งนี้อย่าสายล่ะ "
" ฮ่าๆๆ ค่า.."
แต่มีใครคนหนึ่ง เพิ่งออกมาจากร้านเกมส์ และยืนตอบข้อความเพื่อนอยู่บริเวณนั้น เขาขมวดคิ้ว ในจังหวะเหลือบไปเห็นเสี้ยวหน้าของเธอ หลังละสายตาจากหน้าจอสมาร์โฟนพอดี และหย่อนมันลงกระเป๋า หลังพิมพ์เสร็จ
" เด็กการกุศลนี่หว่า "
พลางเลิกคิ้วสูง ริมฝีปากยกขึ้นถัดไปทางขำ ก็ตอนเธอทำแฮมเบอร์เกอร์ตกลงพื้น
" อร๊ายยย~ ฮือ ฉันยังไม่อิ่มเลยนะ "
" หึ ท่าจะบ๊องแฮะ "
ก่อนจะหมุนตัวกลับไปยังบิ๊กไบค์ของตัวเอง หลังได้รับข้อความตอบกลับจากเพื่อน
+ เรอัสซ์+
' กูอยู่คอนโด ถึงแล้วบอกด้วย'
ใกล้ค่ำ
หลังแคนเชลสกี้นั่งอยู่บนรถ พูดคุยกับผู้เป็นพ่อจนเกิดเสียงหัวเราะ เธอไม่ได้หลุดคำพูดเกี่ยวกับปัญหาที่เธอเครียดแม้แต่น้อย กลับกันเธอเลือกที่จะพูดแต่เรื่องดีๆ จนกระทั่งถึงบ้าน
หญิงสาวถอดรองเท้าก่อนเป็นอันดับแรก พลางเดินหิ้วกระเป๋าเข้าไปโดยสภาพอิดโรย ตาปรือเต็มที
" กลับมาแล้วค่า~ "
" เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วลงมาทานมื้อค่ำนะลูก "
" ไม่กินได้ไหมคะ หนูอิ่มแล้ว "
เธอบอก ในขณะเปิดขวดน้ำในตู้เย็นมารินใส่แก้ว ก่อนคำถามผู้เป็นแม่จะทำให้เธอชะงัก กระดกรวดเดียวหมด เพื่อตอบคำถามแม่
" กินอะไรเข้าไป มีผักหรือเปล่า "
" นิดหน่อยค่ะ "
"ดีแล้ว ลูกควรกินผักเยอะๆ กระดูกจะได้แข็งแรง"
" กระดูกนี่ หนูต้องกินแคลเซียมหรือเปล่าคะ "
" กินผักก็เหมือนกันแหละน่า ภูมิคุ้มกันดี ไม่เจ็บไม่ป่วย เราก็แข็งแรง "
" ฟู่ววว~ "
เธอถอนหายใจพรืด นำแก้วไปล้างเก็บที่เดิม
"ว่าแต่ เรียนวันแรกเป็นยังไงบ้างลูก เพื่อนๆ ดีกับลูกใช่ไหม "
อันดับถัดมาสิ่งที่จะต้องรับมือก็คือการฝืนมองหน้าผู้เป็นแม่และตอบคำถามเหล่านั้น ที่มาพร้อมกับน้ำเสียงภาคภูมิใจทุกครั้งที่เอ่ยออกมา เธอไม่อยากจะคิดเลยว่า หากแคนเชลสกี้ วิล่ารู้ว่าลูกบุญธรรมของตนถูกเพื่อนบูลลี่จะเป็นอย่างไร!
" ก็ดีค่ะ "
เธอบอกเสียงเบา เตรียมตัวเดินขึ้นบันได แต่กลับต้องชะงักเท้าอีกครั้ง เพราะถูกวิล่ายื้อเอาไว้
" ดีนี่คือ ดีทั้งวันเลยใช่ไหม "
หญิงสาวลอบมองบน พลางสูดลมหายใจเข้าปอดสุดลึก แล้วหันกลับมา ด้วยสีหน้าดูเย็นชาผิดปกติ
" หนูชักไม่แน่ใจแล้วว่า แม่กำลังคาดหวังอะไรในตัวหนูอยู่ แต่อยากจะบอกให้รู้เอาไว้เลยว่า มันกำลังจะทำให้หนูอึดอัด"
กับประโยคนี้ที่ทำวิล่า ซึ่งกำลังหั่นเนื้อเตรียมไว้สำหรับมื้อเช้า ต้องชะงักมือกลางคัน เปลี่ยนเป็นอ้าปากค้างแทน ก่อนจะหันไปมองหน้าผู้เป็นสามี ที่ยืนมองอยู่เงียบๆ อย่างไม่เข้าใจเช่นเดียวกัน พลางไหวไหล่
นาทีนี้พวกเขาทำได้แค่มองตามลูกสาวที่เดินขึ้นบันไดไปอย่างช้าๆ ด้วยความเป็นห่วงเท่านั้น ถึงจะรับรู้ว่าเธอไม่ได้หงุดหงิด แต่การที่เธอพูดแล้วเดินหนี นั่นเป็นการหมายถึงอะไรบางอย่าง ที่คล้ายกับการขีดเส้นแบ่งอาณาเขตชั่วคราว บ่งบอกให้รู้ว่าพวกเขาไม่ควรยุ่งกับเธอ จนกว่าจะถึงพรุ่งนี้เช้าเพราะเธอจะดีขึ้นเอง
ด้านของเรกาโด เรอัสซ์
ในห้องกว้างขวางดูหรูหราของคอนโด ชายหนุ่มเจ้าของใบหน้าคมสัน ผู้เงียบขรึมถอดแบบมาจากพ่อไม่มีผิด ยืนตระหง่านอยู่หน้าระเบียง ไร้การปกปิดท่อนบน เผยรอยสักรูปฟีนิกซ์คาบโซ่ ตรงปีกหลังด้านขวา สัญลักษณ์น่าเกรงขามที่ใครเห็นเป็นต้องวิ่งหนี หากรู้ที่มาของมัน
ถัดเข้ามาข้างใน บนโซฟาหนังแท้สีน้ำตาลเข้มกลางห้องโถง มีร่างสูงนอนอยู่ ลักษณะถอดเสื้อเหลือแต่กางเกงยีนเช่นเดียวกัน ต่างกันที่เขานั้นเล่นเกมส์ ส่วนอีกคนเอาแต่ยืนเงียบ มองไร้จุดหมายไปเรื่อย ราวกับมีเรื่องให้คิดมากมาย
" ป่านนี้แล้วบรูโน่ยังมาไม่ถึงอีกเหรอ"
ก่อนจะหันมาถามเพื่อนรุ่นน้อง ที่เอาแต่สนใจสมาร์ทโฟนในมือนับตั้งแต่มา หากแต่สามารถตอบคำถามเขาได้ทุกคำ แยกสมองแบบดีเยี่ยม
" เดี๋ยวก็มาแหละเฮีย จำได้ว่าเฮียเพิ่งจะส่งข้อความไปหาเขาเมื่อห้านาทีที่แล้ว "
" แต่มึงน่ะ สองชั่วโมงที่แล้ว ชักจะเกะกะลูกตา "
" อ่าว ไม่พอใจพี่บรูโน่ก็อย่ามาพานผมสิครับ "
ถึงแสร้งพูด ไม่ได้จริงจังจะว่า แต่นั่นก็ทำให้คนที่ไม่ชอบเล่นเกม หรือทำอะไรที่ดูเป็นเด็กอย่างเขา ถึงกับหงุดหงิด ปฏิเสธไม่ได้อยู่ดีว่าเขานั้นรำคาญ
เรอัสซ์ชักสีหน้า พลางลุกขึ้นไปแต่งตัว กว่าพาสคาล คนที่นอนอยู่จะรู้และเด้งตัวขึ้นมา ก็ตอนที่เขานั้นหยิบกุญแจรถบิ๊กไบค์ เตรียมจะออกนอกห้องแล้ว
" อ่าว นั่นเฮียจะไปไหน "
" ถ้าบรูโน่มาถึง บอกให้มันตามไปคาสิโน่เลยนะ "
" เอ่อ..."
ปัง!
" ครับ รับทราบครับ~ "
และเช่นเคย เมื่อไหร่ที่เรอัสซ์ใจร้อน เขามักจะได้คุยกับบานประตูทุกครั้ง ไม่เคยทันเขา
