บทที่ 5 สมุดเปื่อย
ในขณะเท้าคู่นั้นของเขากำลังเดินใกล้เข้ามา ไม่มีใครรู้หรอกว่าก้อนเนื้อข้างซ้ายเต้นระทึกขนาดไหน
ดวงตาดุดัน แฝงบางอย่างที่ไม่สามารถคาดเดาออกมาเป็นคำพูดได้ จ้องเขม็งมายังเธอ ท่ามกลางความเงียบกริบ ไม่สมเหตุสมผลกับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ที่ทำให้เธอต้องปิดหู และฟุบลงกับโต๊ะ
จนกระทั่งได้ยินเสียงนินทาวาจาดูแคลน ถึงขั้นผงกขึ้นมาเพราะอดทนต่อไปไม่ไหว และประจวบเหมาะกับตอนที่เขาเดินเข้ามา เห็นแววตาของเธอ ที่มันขึงขึ้นเตรียมเอาเรื่องพอดี ทว่ากลับต้องเบรกล้อลากไม่เป็นท่า เมื่อประสานเข้ากับดวงตาที่ร้ายกว่า ช่างไม่เข้ากันกับใบหน้าคมคายของเขาเอาเสียเลย
ใช่ เขาดูหล่อ และจะหล่อมากกว่านี้ ถ้าบุคลิกที่ใช้ไม่ถัดไปทางเย็นชาจนดูน่ากลัว
ท่าทางการเดินเหล่านั้นก็เช่นกัน กำลังบ่งบอกให้รู้ว่า เธอไม่ควรไปจ้องหน้าเขา ฉุกคิดได้อย่างนั้น สาวเจ้าจึงหรี่ตาลงต่ำทันที
อึก!
หญิงสาวลอบกลืนน้ำลาย เมื่อเขาเดินมาหยุดอยู่ใกล้ๆ ก้มลงมองเธอ ทั้งที่มือคู่ยังอยู่ในถุงกางเกง
" เด็กใหม่งั้นหรือ? "
ก่อนคำถามนั้นจะทำให้เธอหลุดสะดุ้ง ไม่คิดว่าน้ำเสียงจะทุ้มใหญ่เกินตัวขนาดนี้ ช่างน่าเกรงขามและดูอบอุ่นในเวลาเดียวกัน แตกต่างกันโดยชิ้นเชิงกับแววตาคู่นั้นของเขา ที่เอาแต่จ้องมองมา ราวกับสะกดจิตสั่งให้เธอนั้นมองตอบ
" เอ่อ.."
" ไม่ต้องบอกก็รู้ ดูจากสีกระดุม " ประโยคหลังเขาหรี่ตาลงมามองปกเสื้อ พลางถอนหายใจเบา โน้มตัวมาหาเธอ " งั้นก็แสดงว่าเธอยังไม่รู้กฎของที่นี่ "
การกระทำของเขากำลังทำเธออึดอัด ไม่ใช่เพราะกลัวจนขึ้นสมอง แต่กลิ่นโคโลญจน์ออกไปทางแมนๆ ต่างหาก ที่กำลังจะทำให้เธอคลั่ง!
" ฉัน.."
หญิงสาวถึงกับกลั้นหายใจ เผลอห่อไหล่ทำตัวลีบ เสียความเป็นตัวเองไปชั่วขณะ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง ยอมเป็นผู้ฟังนี่ดี รอจนกว่าเขาจะพูดจบ และผละออกไปในที่สุด
" คงไม่ว่าอะไรใช่ไหม ถ้าฉันจะให้เพื่อนในห้องนี้สอนเธอ เกี่ยวกับเรื่องกฎ "
ซึ่งเหมือนจะใช้เวลาเพียงไม่นาน ที่ทำให้เธอกลับมาหายใจได้ถึงปอดอีกครั้ง พลางกวาดมองไปรอบห้อง ก่อนจะเกิดความรู้สึกแปลกๆ ต่อสายตานับสิบคู่ที่มองมายังเธอเป็นจุดเดียว ซึ่งมีความหมายเหมือนกัน หลังเขาเอ่ยประโยคนั้น
และประโยคนี้ ที่โน้มตัวลงมากระซิบใหม่ คราวนี้ได้กลิ่นน้ำหอมอย่างชัดเจน เพราะปลายจมูกของเขาห่างกับกระหม่อมเธอแค่คืบเดียว
" แต่ก่อนจะรู้กฎ ช่วยไปหาที่นั่งให้ฉันหน่อย ฉันไม่มีที่นั่ง "
แน่นอน มันทำคนฟังอย่างเธอตาลุกวาวเลยทีเดียว พลางหันไปยังโต๊ะว่างข้างหน้าต่างโดยสัญชาตญาณ แทนคำถามที่ไม่ต้องรอคำตอบ เพราะเขารู้ทัน
" โต๊ะนั้นคือของเธอ โต๊ะนี้ก็เหมือนกัน เธอมีโต๊ะสองโต๊ะ ที่จะนั่งตรงไหนก็ได้หลังจากนี้ แล้วแต่เธอเลย ฉันยกให้ แต่ตอนนี้ ไปยกโต๊ะใหม่มาให้ฉันก่อน เพราะฉันไม่มีที่นั่ง "
ประโยคหลังเขากัดฟันกรอด พร้อมดวงตาเรียบเฉยคู่นั้นเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ในจังหวะที่เธอช้อนหน้าไปสบตา และรู้เลยทันทีว่าเขากำลังไม่พอใจ ที่ถ่ายทอดออกมาราวกับไอน้ำแข็ง
" เดี๋ยวนี้.."
พูดจบเขาก็เดินออกไป ปล่อยเธอให้นั่งอ้าปากค้าง และมองตามแผ่นหลัง ที่ไม่สนใจว่าจะกระทบไหล่กับอาจารย์ประจำวิชาหน้าห้อง ที่เดินสวนมาพอดี ซึ่งดูงุนงงมากกว่าคนอื่น ทว่าเลือกที่จะทำเป็นไม่เห็น แทนที่จะเรียกเขาไว้
...หมอนี่ ใช่นักเรียนจริงหรือนี่ ทำไมถึงมีแต่คนกลัว..
...แล้วเรื่องโต๊ะล่ะ?!
" เงอๆๆ อยากจะบ้าตาย.."
ยูรีครวญครางอย่างเหนื่อยหน่าย ก่อนจะปล่อยครางมนหล่นลงบนโต๊ะอีกครั้ง
ท่ามกลางนักเรียนคนอื่น ที่มองมาด้วยสายตาซ้ำเติมมากกว่าการเห็นใจกัน
หลังเลิกเรียน
เธอใช้เวลานั้นไปยกโต๊ะ ตามคำสั่งของเขา ซึ่งไม่เข้าใจตนเองเหมือนกัน ทำไมถึงต้องทำ ทั้งที่ไม่รู้จักเขาเลยสักหน่อย หรือว่าเพราะเธอกลัว กลัวสายตานั้น กลัวความเงียบของเขา ที่ไม่มีทางได้รู้เลยว่า เขากำลังคิดอะไรอยู่
อีกอย่าง วันเปิดเทอมวันแรกก็ไม่อยากให้มันพังไปแบบไม่หลงเหลือชิ้นดี นั่นเพราะ.. พ่อกับแม่ของเธอปรารถนาเรื่องนี้เอาไว้มากพอควร พวกเขามักจะพูดกับเธอเสมอ เป็นเด็กทุน น้อยนักจะโชคดี
แถมเพิ่งมาเหยียบที่นี่แค่เทอมที่สอง คงเทียบไม่เท่ากับคนที่เรียนมาตั้งแต่เตรียมอนุบาลหรอก!
ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ เธอคงไม่รับทุนนั้นมา ทุนที่มีพันธสัญญาว่าจะต้องเรียนต่อจนจบ!
" เอ่อ..รุ่นพี่คะ "
"อ่าวยูรี เลิกเรียนแล้วนี่ ยังไม่กลับอีกเหรอ รออะไรอยู่"
" รอยกโต๊ะค่ะ "
" หืม? "
สก็อต ที่กำลังล็อกประตูห้องชมรมอยู่ถึงกับชะงักกึก เมื่อเห็นแคนเชลสกี้มายืนเงอะงะอยู่ใกล้ๆ เขาหันไปมองพลางขมวดคิ้ว หลังได้รับคำตอบที่ทำให้มึนงง
" โต๊ะ? โต๊ะอะไร "
" เอ่อ เรื่องมันยาวน่ะ แล้วตอนนี้ยูรีก็รีบด้วย กลัวพ่อมารับแล้วไม่เจอ แค่อยากจะทราบว่า ถ้าอยากได้โต๊ะเก้าอี้ใหม่ จะต้องไปเบิกที่ไหนคะ "
" อะไร? งง? ช่วยขยายความที "
" หรือไม่ รบกวนพาไปหน่อยได้ไหมคะ ระหว่างเดินไป จะเล่าให้ฟัง "
" คิดว่าพี่อยากรู้เรื่องของเธอขนาดเชียวเหรอ ถ้าจะขอให้ไปช่วยยกก็พูดมาตรงๆ "
" แหะๆๆ แล้วได้ไหมคะ"
ยูรียิ้มแฉ่ง หลังเขารู้ทัน อ่านความคิดเธอออก พลางเดินตามไป เมื่อเขาพยักหน้า พร้อมหย่อนลูกกุญแจลงไปในกระเป๋า รู้สึกใจชื้นขึ้นมาเปลาะหนึ่ง ในความโชคร้ายที่ยังมีความโชคดีหลงเหลืออยู่บ้าง อย่างน้อยคนที่เดินนำอยู่ตอนนี้ ไม่ได้ใจจืดใจดำไปแล้วหนึ่งคน
" เล่ามาสิ เธอไปมีปัญหากับใคร ถ้าจะบอกว่าโต๊ะในห้องเรียนเธอไม่พอสำหรับนักเรียน พี่ไม่เชื่อหรอกนะ "
" รุ่นพี่ถามเหมือนรู้"
" ก็นิดหน่อย รู้แค่ว่าเธออยู่ห้องไหน และห้องเดียวกับใคร หวังว่าคงไม่ได้ไปมีเรื่องกับ.."
" ใช่ค่ะ โต๊ะของเขา "
" เอาแล้วไง? "
" คะ? "
ยูรีหันมาถามด้วยสีหน้าไร้เดียงสา หลังเล่าเรื่องราวแบบรัดกุม แต่กลับเข้าใจ ให้เขาฟัง ในขณะเขาถึงกับเอามือบีบสันจมูกทันทีเมื่อได้ยิน
" เธอเป็นเด็กทุนซะด้วยสิ"
" เขาเป็นใครหรือคะ ทำไมถึงมีแต่คนกลัว แล้วเด็กทุนไปเกี่ยวอะไรกับเขา"
" เต็มๆ เลยล่ะยูรี เพราะเด็กการกุศล ที่ใช้เงินพ่อของเขา ในอนาคตเรียนจบไปจะต้องทำงานให้กับพวกเขา "
" พวกเขา? "
ก่อนจะถอดหายใจพรืด แล้วหันมาตอบเธอ สีหน้าจริงจัง
"ใช่พวกเขา และตอนนี้เธอกำลังถูกพวกเขารับน้องอยู่ "
" คะ? "
" ทำใจไว้เลยยูรี เพราะจะไม่มีใครช่วยเธอได้เลยสักคน แม้แต่อาจารย์ในโรงเรียน"
