ตอนที่ 6 ตามง้อเธอ
“งั้น...ปารไปก่อนนะคะ” เด็กสาวยกมือขึ้นไหว้ชายหนุ่ม ก่อนจะโบกรถประจำทางให้จอดรับ เมื่อขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว เธอหันกลับไปมองพี่รหัส พลางโบกมือให้ มองเห็นเขายังยืนมองเธออยู่ แต่เมื่อหนุ่มแว่นเห็นเธอมองมา จึงรีบหันหลัง ขี่รถไปอย่างรวดเร็ว
‘ใจอ่อนแล้วละซี’ ปารพูดกับตัวเองเบา ๆ
เธอนั่งยิ้มไปตลอดทาง แม้ว่าเขาจะยังทำหน้าตึงใส่ แต่ก็รู้สึกมีกำลังใจที่จะง้อเขาต่อไป ทุกครั้งที่โกรธกันเป็นเพราะเธอพูดไม่ดีกับเขานั่นเอง ทำไมเธอถึงไม่จำก็ไม่รู้ กลุ้มกับตัวเองจริง ๆ
ความทรงจำวัยเด็กค่อย ๆ ปรากฏขึ้นในหัวสมอง ภาพเหตุการณ์ที่เธอไม่เคยลืมเลย วันนั้น...
เวลาโพล้เพล้ใกล้ค่ำ…
ควันไฟพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นสีเทาเข้ม สามารถมองเห็นได้แต่ไกล ลมแรงยิ่งพัดให้ไฟลุกโชติช่วงเป็นทวีคูณ เกิดเพลิงไหม้ขึ้นพร้อมกัน สองจุดราวกับนัดกันไว้ แต่ละจุดอยู่ห่างกันมาก ชาวบ้านหลายคนกำลังวุ่นวายโกลาหลกับการช่วยกันดับไฟที่ยุ้งฉางข้าว ส่งเสียงเอ็ดตะโรกันเซ็งแซ่ไปหมด ส่วนอีกที่หนึ่งอยู่ปลายนา ไกลออกไปจากแหล่งน้ำมาก ยากต่อการดับไฟ เด็ก ๆ พากันหยุดเล่นมายืนออมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใจจดใจจ่อ
และหลายคนรู้ว่า นี่ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นการวางเพลิง!!
เด็กหญิงปารวิ่งวุ่นอยู่กับการตามหาพ่อ หลังจากที่แม่เป็นลมล้มพับไป เมื่อเห็นพระเพลิงลุกไหม้ยุ้งฉางข้าวเปลือก เพื่อนบ้านต่างช่วยกันนวดเฟ้นและพัดวีให้
เธอยังมองไม่เห็นพ่อเธอเลย…
“เห็นพ่อปารมั้ย!! ”
“ใครเห็นพ่อปารบ้าง!!”
“พ่อปารอยู่ไหน! ใครเห็นบ้าง!”
ปารวิ่งไปเขย่าแขนถามใครต่อใครที่พบเจออย่างร้อนรน แต่ไม่มีใครพบเห็นพ่อของเธอเลย และคิดได้ว่าในยามเย็นเช่นนี้ พ่อมักทำงานอยู่ที่ปลายนาเสมอ พ่อมักขลุกอยู่กับการเพาะชำต้นไม้เอาไว้แจกชาวบ้าน การทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ และคิดวิธีพัฒนาการเกษตรให้กลับเข้าหาธรรมชาติเป็นสำคัญ เป็นงานที่พ่อรักมาก และวิธีของพ่อ ก็ได้ผลดี จนอาจมีใครที่เสียผลประโยชน์ไม่พอใจ
เธอใจหายวาบ!!
ปลายนา!
ไฟไหม้โรงนาที่ปลายนา!
ไม่..!
ปารรีบวิ่งไปที่ต้นเพลิงทันที!
เด็กหนุ่มเห็นเด็กหญิงวิ่งหน้าตั้งมุ่งไปยังปลายนาที่ฟอนไฟกำลังลุกโชนแสงสว่างเจิดจ้า มองเห็นอยู่ไกลลิบ แล้วรีบวิ่งตามไป
“ปาร!!”
เขาพยายามตะโกนเรียกเธอครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เธอไม่หันมาตอบ ราวกับว่าไม่ได้ยิน และจิตใจจดจ่ออยู่กับการวิ่งไปยังเป้าหมายเท่านั้น เขารีบกวดฝีเท้าตามไปอย่างรวดเร็ว และรู้สึกว่า เขาไม่เคยใช้เวลามากขนาดนี้ในการจะวิ่งตามเธอให้ทันเหมือนทุกครั้ง แต่อย่างไรก็ตามด้วยความเป็นเด็กผู้ชาย ทั้งยังโตกว่ามาก เขาจึงวิ่งไล่เธอทันในที่สุด
“ปาร! จะไปไหน!” เขารีบคว้าแขนเด็กหญิงไว้
“ปารจะไปช่วยพ่อ! พ่อปารอยู่ในนั้น”
“ไปไม่ได้นะปาร! อันตราย!”
ลมร้อนจากเปลวไฟพัดกรูมาทางเด็กทั้งสอง เปลวไฟขนาดใหญ่ลุกแดงฉานไปทั่วบริเวณ
“ไม่! ปารจะไปช่วยพ่อ!” เด็กหญิงไม่ฟังเสียง สะบัดมือเขา แล้วรีบวิ่งต่อไปทันที
เขาคว้าตัวเด็กหญิงไว้ได้ทัน!
“ปาร! ฟังพี่ก่อน!” เขาตะโกนแข่งกับเสียงลมอื้ออึง
“ไม่! ปารไม่มีเวลาฟัง ปล่อยปารนะ ปารจะไปช่วยพ่อ” เด็กหญิงดิ้นเร่า ๆ อยู่ในอ้อมแขนของเด็กหนุ่ม
“เด็กโง่! ปารตัวแค่นี้จะไปช่วยอะไรพ่อได้ ไปเป็นภาระมากกว่า คิดถึงแม่บ้างหรือเปล่า ถ้าปารเป็นอะไรไป แม่ปารจะเสียใจแค่ไหน” เขารัวพูดด้วยเสียงอันดัง ราวกับกลัวว่าเธอจะไม่อยู่รอฟังจนจบ
ปารร้องไห้โฮ…มองภาพไฟแดงฉานตรงหน้า โครงไม้ของโรงนามอดไหม้เต็มที่ แล้วพังคลืนลงมาต่อหน้าต่อตา
“พ่อ..!” ปารกรีดร้องเสียงหลง
ยนตร์กอดเด็กหญิงไว้แน่น เขาเองก็สะเทือนใจไม่น้อยไปกว่าเธอเลย เพราะพ่อของเธอเป็นครูที่สอนเขามาตั้งแต่เล็ก คอยอบรมสั่งสอน ราวกับเป็นพ่อคนที่สองของเขา เป็นครูที่เขารัก เคารพ ศรัทธามากที่สุด ที่สำคัญรู้ดีกว่า การสูญเสียพ่อนั้น เป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหน ยิ่งเป็นคนดีดีอย่างพ่อของเธอด้วยแล้ว ความสูญเสียที่เกิดขึ้นนั้นมันมากมายเหลือเกิน
“ปาร…กลับบ้านเถอะ ป่านนี้แม่ปารเป็นห่วงแย่แล้วนะ” เขาบอกเด็กหญิงที่นิ่งเงียบไปอย่างเศร้าซึม มองเห็นเธอเช็ดน้ำตาที่ไหลรินออกมาไม่ขาดสาย เขาไม่รู้จะปลอบเธออย่างไรดี เพราะเขาเองก็เสียใจมากมายเหลือเกิน น้ำตารื้นขึ้นมาคลออยู่ในดวงตา แล้วไหลกลับเข้าไปข้างใน เขาได้แต่จับมือเธอไว้เพื่อส่งผ่านความห่วงใย และกำลังใจที่จะคอยให้เธอที่มีมากกว่าคำพูด
“แล้วปารเห็นแน่หรือเปล่า ว่าพ่ออยู่ในโรงนาน่ะ”
ปารส่ายหัว
“แต่พ่อชอบทำงานอยู่ที่นั่นนี่ แล้วก็ไม่มีใครเห็นพ่อเลย”
“บางที…พ่ออาจจะหนีออกมาได้ทัน ปลอดภัยแล้วก็ได้นะ และกำลังรอปารอยู่”
เด็กหญิงหันมามอง
“จริงหรอ…พี่ยนตร์”
“จริงสิ!” เขาพยักหน้า มองเด็กหญิงตรงหน้าที่ตัวสูงแค่ต้นแขนของเขา “ปารนะ ชอบตีตนไปก่อนไข้เรื่อยเลย ดูซิ ร้องไห้จนตาบวมหมดแล้ว”
แววตาของเด็กหญิงเริ่มมีประกายแห่งความหวังขึ้นมา
“ไป! รีบกลับบ้านกันเถอะ” เขาจับมือเธอพาวิ่งไปตลอดทาง
ควันไฟจาง ๆ ลอยตัวอ้อยอิ่งอย่างช้า ๆ ขึ้นสู่ด้านบน กลิ่นไหม้ยังคละคลุ้งอยู่ในอากาศตลบอบอวล ไฟดับมอดลงเรียบร้อยแล้วด้วยน้ำใจของเพื่อนบ้าน ทุกคนกำลังตามหาตัวปารกันจ้าละหวั่น
“ปาร! หายไปไหนมา แม่เป็นห่วงมากรู้มั้ย!” แม่เป็นคนแรกที่ปราดเข้ามาถามทันทีด้วยน้ำเสียงกึ่งดุกึ่งเป็นห่วง
“พ่อละจ๊ะแม่ ปารหาพ่อไม่เจอ ปารไปตามหาพ่อมาจ้ะ” เด็กหญิงกวาดสายตามองหาพ่ออย่างมีความหวัง ค่อย ๆ ไล่มองคนที่ล้อมรอบตัวเธออย่างห่วงใยไปทีละคน ทีละคน จนหมด ถึงคนสุดท้าย
แต่….ไม่พบพ่อของเธอเลย….
น้ำตาพาลจะไหลออกมาอีกแล้ว
“พ่ออยู่นี่ปาร” ชายหนุ่มวัยสี่สิบสามปี แทรกผู้คนเข้ามาหาเธอ ที่แขนมีผ้าพันแผลพันอยู่
เด็กหญิงยิ้มทั้งน้ำตา แล้วโผเข้ากอดบิดาไว้แน่น
“ไปเกเรที่ไหนมาล่ะปาร ใคร ๆ เขาเป็นห่วงลูกมากนะ” บิดากล่าวตำหนิด้วยน้ำเสียงห่วงใย
“ปารนึกว่าพ่ออยู่ที่ปลายนา ปารจะไปช่วยพ่อ”
“เด็กโง่! ปารตัวแค่นี้จะช่วยอะไรพ่อได้ จะทำให้พ่อเป็นภาระ แล้วก็เป็นห่วงน่ะสิ”
“พ่ออ่ะ! ทำไมต้องพูดเหมือนพี่ยนตร์ด้วยละคะ” เด็กหญิงทำหน้ายู่ยี่ ก่อนจะหันไปค้อนเด็กหนุ่ม ยนตร์ได้แต่ทำหน้ายิ้ม ๆ อยู่ในที
“ขอบใจมากนะยนตร์ ที่ช่วยดูแลน้อง”
“ผมยินดีมากครับครู และดีใจมากครับที่ครู…ปลอดภัย…” น้ำใส ๆ มันรื้นขึ้นมาคลออยู่ในดวงตาที่เปี่ยมล้นด้วยความดีใจเป็นที่สุด หลังจากที่พ่อของเขาถูกยิงตายในหน้าที่ เขาก็มีแต่ครูที่คอยสอน คอยชี้แนะ คอยเป็นกำลังใจให้ และที่สำคัญเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเขาเสมอมา
ครูเข้าไปสวมกอดลูกศิษย์เอาไว้
“เธอเป็นเด็กดี… ครูรู้…ขอบใจเธอมาก ครูฝากดูแลปารด้วยนะ”
ยนตร์รู้สึกอบอุ่นใจทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้ผู้ชายคนนี้ และซึมซับรับรู้สิ่งดีดีผ่านจากการกระทำของครู ที่มีมากมายกว่าคำพูด
================
ปารสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ เพื่อให้น้ำในดวงตาเหือดแห้งไป หลังจากที่นั่งนึกถึงเรื่องราวเก่า ๆ ในอดีต และนี่อาจเป็นคำตอบของคำถามที่ว่า ทำไมเธอต้องคอยง้อ “พี่ยนตร์” ตลอดมาทุกครั้งที่ทะเลาะกัน เพราะเขาเป็นคนดีและคอยดูแลเธอเสมอ ราวกับเป็นฮีโร่คนที่สองรองจากพ่อ
“ครูฝากดูแลปารด้วยนะ” เธอเพิ่งรู้สึกเอะใจกับคำพูดประโยคนี้ของพ่อ เมื่อมาคิดทบทวนอีกครั้ง เหมือนว่าพ่อจะรู้ตัวอยู่แล้ว ว่าจะอยู่ได้อีกไม่นาน เพราะหลังจากนั้นพ่อของเธอก็เสียชีวิตด้วยโรควัณโรค เธอไม่อยากจะเชื่อว่า พ่อจากไปด้วยโรคนี้ เพราะพ่อของเธอไม่เคยกินเหล้า สูบบุหรี่ หรือเที่ยวเล่นอบายมุขทั้งหลายเลย ตั้งแต่เธอลืมตาขึ้นมาดูโลก หรือจำความได้ พ่อเป็นพ่อที่ดี เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง พ่อคือความภาคภูมิใจของครอบครัวเสมอ
เธอลุกขึ้นจากที่นั่งเบาะเดี่ยวบนรถประจำทางเมื่อใกล้ถึงบ้าน
‘พรุ่งนี้ พี่ยนตร์ต้องหายโกรธแน่ ระดับนี้แล้ว’ เธอให้กำลังใจตนเอง และคิดแผนง้อเขาไว้มากหมาย
==============
ปารเดินเตร่ไปเตร่มาบริเวณใต้ร่มไม้ ที่มักเห็นกลุ่มรุ่นพี่รหัสมานั่งสังสรรค์สรวนเสเฮฮากันประจำ เด็กสาวคอยมองหาหนุ่มตัวสูง สวมแว่นสีชา ที่กำลังเป็นโรคอกหักกำเริบ ใบหน้านั้นเครียดขึ้นมาทันที รู้สึกลำบากใจ หากจะต้องเดินฝ่าวงล้อมของบรรดาหนุ่ม ๆ รุ่นพี่ เพื่อไปถามหาพี่รหัสขี้งอนคนนั้น เธอเป็นผู้หญิงจะให้ไปเที่ยวถามหาผู้ชายได้อย่างไร ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นพี่รหัสของเธอก็ตาม รู้สึกกลุ้มใจจนต้องถอนหายใจแล้วถอนหายใจอีก พยายามเดินมองหารุ่นพี่ผู้หญิงที่พอจะเข้าไปถามข่าวพี่รหัสของเธอได้
“มาหาใครจ๊ะ” บรรดาหนุ่ม ๆ รุ่นพี่ต่างส่งเสียงหยอกล้อเมื่อเห็นสาวน้อยมายืนด้อม ๆ มอง ๆ เหมือนมาหาใครซักคนอยู่นานแล้ว
“พี่ยนตร์อยู่ไหมคะ”
แสงชัยนั่งอยู่ที่โต๊ะม้าหินหันมามองเธอทันทีเมื่อได้ยินชื่อนั้น พาลขยับตัวลุกขึ้น
“มาหายนตร์นี่เอง อย่าบอกนะว่า ยนตร์เลี้ยงต้อย” อีกฝ่ายหัวเราะชอบใจ เพื่อนในกลุ่มต่างหัวเราะรับกันอย่างสนุกสนาน แล้วเดินมาล้อมเด็กสาวเอาไว้
ปารเดินถอยหลังช้า ๆ มองรุ่นพี่ที่ดาหน้าเดินเข้ามาใกล้ มือบีบถุงกระดาษสีน้ำตาลในมือแน่น
“ปะ เป็น..น้องรหัสพี่ยนตร์ค่ะ”
รุ่นพี่อีกคนทำตาโต
“ว้าว! ยนตร์ได้น้องรหัสน่าตาน่ารักว่ะ!”
“ตกลงพี่ยนตร์อยู่หรือเปล่าคะ” ปารถามด้วยเสียงหนักแน่น รู้สึกว่าพวกรุ่นพี่ช่างยียวนกวนประสาทเสียจริง จะบอกเธอตรง ๆ ก็ไม่บอกโยกโย้อยู่ได้
“ไม่อยู่หรอก...มีอะไรฝากพี่ไว้ก็ได้น้า...” แสงชัยเดินแทรกกลุ่มเพื่อนมายืนข้างหน้าเด็กสาว มาหาใครไม่มาหา ดันมายนตร์ มีหรือคนอย่างเขาจะบอกดี ๆ มันได้เวลาแก้เผ็ดคนที่เขาไม่ชอบขี้หน้าแล้ว
“เลิกแกล้งน้องเขาได้แล้ว” เสียงเข้มดังขึ้นด้านหลังของปาร ก่อนจะรีบเดินมาเผชิญหน้ากับแสงชัย
