บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 12 แค่อยากช่วยให้เข้าใจกันเร็วขึ้นไง?

ยนตร์มองเห็นเพื่อน ๆ เริ่มทยอยเดินมารวมตัวกันสุ่มหัวอยู่ที่ซุ้มหน้าคณะแล้ว หากเขาจะต้องวิ่งไล่จับกับนรินทร์คงจะไม่ไหว คงจะกลายเป็นเป้าให้ถูกล้อซะมากกว่า ที่สำคัญเขามองเห็นสายตาของแสงชัยที่กำลังมองตรงมา

“เออ ๆ” ยนตร์ยอมรับอย่างขอไปที เขาลืมเสียสนิทเลยว่า สั่งปารไม่ให้มาหาเขาที่ซุ้มอีก มิน่าล่ะ! ไม่เห็นเธอมาหาเลย ไอ้บ้าเอ๊ย!

“ก็แค่เนี้ยะ!” นรินทร์เดินมาหายนตร์ยกเลิกแผนเล่นวิ่งไล่จับ แล้วยื่นถุงสีน้ำตาลไปตรงหน้าเพื่อนหนุ่ม ยนตร์รีบยื่นมือมารับถุงขนมสีน้ำตาลเข้ม แต่พอจะรับเข้าจริง ๆ เพื่อนตัวแสบก็แกล้งดึงหลบไปซะงั้น

“นี่นรินทร์! จะเล่นอีกนานมั้ย? ถ้าของข้างในเสียหายละก้อ...อย่าหาว่า ข้าไม่เตือนนะ” ยนตร์พูดด้วยน้ำเสียงขึงขัง สายตาที่จ้องมองผ่านกระจกแว่นสีชานั้น เอาเรื่องเอาราวน่าดู

นรินทร์อมยิ้มอย่างขำๆ ก่อนจะยอมส่งถุงสีน้ำตาลนั้นคืนเพื่อนหนุ่ม อย่างไม่มีเงื่อนไข ก่อนที่เพื่อนจะเข้ามาตื้บเขาจริง ๆ

หนุ่มหน้าขาวเดินตามเพื่อนกลับไปนั่งที่โต๊ะม้าหิน สายตาของยนตร์มองเจ้าถุงสีน้ำตาลในมือไม่วางตา กำลังสำรวจตรวจตราว่ามีตรงไหนบุบสลายหรือไม่อย่างไรอย่างถ้วนถี่

“ข้าบังเอิญไปเจอปารเข้า เขาก็เลยฝากถุงนี้มาให้แก แล้วฝากบอกว่า วันนี้ไม่ได้มาหา เพราะติดเรียนนะ”

“ไม่ขอบใจนะ” ยนตร์ละสายตาจากถุงขนมสีน้ำตาลในมือ ขึ้นมาจ้องหน้าเพื่อนหนุ่มอย่างไม่อยากเชื่อว่าบังเอิญ และหัวเสียไม่น้อย เพราะกว่าที่เพื่อนหน้าหล่อ จะยอมส่งถุงขนมให้ก็เกือบต้องให้ใช้กำลังกันซะแล้ว

“ยนตร์...ข้าอยากจะขอ ตัวการ์ตูนบนถุงขนมจะได้มั้ยวะ มันน่ารักดี” นรินทร์มองตัวการ์ตูนบนถุงขนมสีน้ำตาลอย่างเสียดาย

สายตาภายใต้แว่นสีชา ละจากถุงขนมในมือขึ้นมาประสานสายตากับคนขอ

“คงจะไม่ได้นะ ถ้าปารรู้ว่า ข้าเอาของที่เขาตั้งใจทำให้กับมือ ไปให้คนอื่นเขาจะเสียใจ”

นรินทร์ตีหน้าเก้อ เมื่อได้ยินคำตอบ ปกติยนตร์ไม่ใช่คนหวงของ ถ้าสิ่งไหนที่เพื่อนขอ แล้วเขาทำให้เพื่อนได้ ยนตร์มักไม่ปฏิเสธ

“วันนี้น้องปารส่งอะไรมาง้อเหรอ”

เสียงนั้นทำให้สองหนุ่มรีบหันไปมองต้นเสียง มองเห็นแสงชัยยืนอยู่

แสงชัยมองถุงสีน้ำตาลในมือของยนตร์ วันก่อนเขาแอบยืนมองยนตร์กับปารเหมือนคนกำลังงอนง้อกันไม่มีผิด นึกไม่ถึงเลยยนตร์จะมีสาวน้อยน่ารักตามง้อขนาดนี้ นอกเหนือจากธารน้ำแล้ว

“ยนตร์ต้องรายงานแกด้วยเหรอ” นรินทร์ย้อนคำถาม

“เปล๊า...” อีกฝ่ายตอบขึ้นเสียงสูง

“แค่อยากช่วยทำให้เข้าใจกันเร็วขึ้นไง” รอยยิ้มเหยียด ๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของอีกฝ่าย

“ขอบใจ ไม่รบกวนจะดีกว่ามั้ง” หนุ่มหน้าขาวช่วยตอบแทน

“เตรียมกิจกรรมรับน้องของคณะไปถึงไหนแล้ว” ยนตร์ตัดบทเอ่ยถามถึงงานที่แสงชัยได้รับมอบหมาย

“ไม่ต้องห่วง พรุ่งนี้จะเอารายการมาให้ อย่าลืมล่ะ! อาสาไปช่วยซื้อของไม่ใช่เหรอ เตรียมตัวได้เลยนะ?”

“แสงชัยอยู่นี่เอง เราหิวข้าวแล้ว ไปกินข้าวกันเถอะ” ธารน้ำรีบเดินมาคว้าแขนแฟนหนุ่มไว้ แล้วพาไปทันทีก่อนจะมีเรื่องกันมากกว่านี้

ยนตร์มองธารน้ำเดินไปกับแสงชัย นึกไม่ถึงว่า เธอจะประชดเขาด้วยการเป็นแฟนกับแสงชัยจริง ๆ หลังจากที่เขาบอกเธอว่า เขารู้สึกดีกับเธอเหมือนเพื่อนมากกว่าจะเป็นอย่างอื่น มันแปลกคนที่มาชอบ เขากลับไม่ได้ชอบเธอ และไปชอบคนที่ไม่มีใจให้ ไม่งั้นเขาน่าจะลบคำสบประมาทจีบใครไม่ติดเลยได้แล้ว

“เมื่อไหร่แกจะเลิกโกรธปารวะ ไม่สงสารน้องเหรอ โดนพวกแสงชัยเอามาล้อสนุกเลย”

ยนตร์มองหน้าเพื่อนหนุ่ม คำพูดนั้นทำให้เขาเอะใจ มันชักจะยังไง ๆ อยู่ เหมือนเพื่อนหน้าหล่อจะเป็นห่วงปารจนออกนอกหน้า ทั้งที่เพิ่งจะรู้จักกันไม่นาน บรรดาสาว ๆ ที่มารุมชอบนรินทร์มากมาย แต่ไม่เคยเห็นเพื่อนออกอาการว่าเป็นห่วงสาวคนไหนแม้แต่คนเดียว แม้แต่จันทร์เจ้า สาวสวยที่เขาตามจีบ ก็ยังมาชอบเพื่อนซี้ของเขา แต่ก็ไม่มีท่าทีตอบรับแต่อย่างใด แถมยังออกอาการพยายามหนี พยายามอยู่ห่าง ๆ อีกด้วย

==================

ลมพัดม่านสีฟ้าอ่อนลายดอกไม้ไหวเบา ๆมือบางเอื้อมมาเปิดม่านแล้วรวบผูกไว้ด้วยผ้าสีฟ้าอ่อนลายเดียวกัน พระจันทร์เสี้ยวส่องแสงนวลตาโด่ดเด่นอยู่บนท้องฟ้าแห่งรัตติกาล ปารมองกระปุกออมสินรูปช้างสีฟ้าบนโต๊ะเขียนหนังสือ เป็นกระปุกที่มีกระจกทรงกลมติดอยู่ด้านข้างของท้องช้าง ด้านบนของกระปุก หมึกสีน้ำเงินจาง ตัวอักษรบางส่วนขาดหายไปบ้าง ‘happybirthday ปาร จากพี่ยนตร์’ เธอรู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ได้เห็นหน้าช้างสีฟ้าตัวนี้ ซึ่งได้รับเป็นของขวัญวันเกิดก่อนที่ยนตร์จะถูกส่งไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ถัดไปเป็นที่ใส่ดินสอปากการูปแมวน้อยแสนขี้อ้อน นั่นเป็นของขวัญจากนภา เห็นแล้วทำให้นึกถึงความขี้อ้อนของคนให้

“ก็...ก็เราอยากได้ปารเป็นพี่สะใภ้นี่นา...”

คำพูดของนภาลอยขึ้นมาให้ห้วงนึก

“บ้า! พูดออกมาได้ยังไง” ปารนั่งอมยิ้มเขินอยู่คนเดียว

เสียงสัญญาณไลน์จากโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ปารรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู เห็นมีข้อความส่งมาจากนภา

“ตายยากจริงแม่สายสืบ” นิ้วเรียวกดข้อความขึ้นมาอ่าน

พี่ยนตร์ฝากบอกว่า ต่อไปไม่ให้ปารฝากของใด ๆ มากับพี่นรินทร์อีก ถ้าจะฝากให้ฝากกับเราคนเดียวเท่านั้น พรุ่งนี้ชวนพี่ยนตร์มาทานข้าวกลางวันกันมั้ย? ปารทำกับข้าวมานะ อยากกินฝีมือปารอีก ปารมีอะไรจะเคลียร์กับพี่ยนตร์ก็พูดคุยกันซะเลยนะ โอเคมั้ย?

ปารอ่านข้อความอย่างง ๆ แต่ก็ตอบโอเคไป

“พ่อคะ พี่ยนตร์ต้องหายโกรธปารใช่ไหมคะ”

ปารเงยหน้ามองพระจันทร์เสี้ยวนอกหน้าต่าง เหมือนกำลังถามคำถามนี้กับพ่อผู้เป็นที่รัก ซึ่งจากไปอยู่บนฟากฟ้าแสนไกล ถ้าพ่อยังมีชีวิตอยู่ พ่อมักจะปลอบเสมอว่า

“เดี๋ยวพี่ยนตร์ก็หาย ที่ผ่านมาก็ไม่เคยเห็นโกรธปารได้นานซักที ไม่ใช่เหรอลูก”

สองมือเอื้อมไปประคองกระปุกรูปช้างสีฟ้ามาวางตรงหน้า พลางถอนหายใจเบาๆ

ในใจคิดกังวลถึง “พี่ยนตร์” จากกันไปนานถึงหกปี กว่าจะได้เจอกัน กว่าจะได้พูดกัน อุตส่าห์รอคอยเมื่อไหร่เขาจะกลับมา แม้จะน้อยใจว่าเขาไม่เคยติดต่อกลับมาเลย แต่ก็ยังรอเขากลับมาเสมอ แต่แล้วพอกลับมาเจอกัน ยังไม่ทันได้พูดกันดีดีเลย กลับต้องมาโกรธกันซะแล้ว ทำไมถึงต้องเป็นแบบนี้ โกรธตัวเองทำไมถึงพูดออกไปอย่างนั้น ทำให้เขาโกรธเธอขนาดนี้ ทั้งที่รู้ดีว่าเขาไม่ชอบ ปารรู้สึกไม่สบายใจ อดคิดไม่ได้ว่า

‘เวลา...อาจทำให้พี่ยนตร์ที่แสนดีคนนั้น เปลี่ยนไปแล้ว ตอนนี้พี่ยนตร์อาจไม่ใช่คนเดิมอีกแล้ว’

เด็กสาวสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ไม่ว่าอย่างไรก็ตามเธอจะต้องทำให้เขาหายโกรธเธอให้จงได้

“พรุ่งนี้ พี่ยนตร์หายโกรธแน่ ๆ มือระดับนี้แล้ว” ปารยิ้มให้กำลังใจตนเอง พลางคิดถึงเรื่องราววัยเด็กระหว่างเขาและเธอ

โรงเรียนเลิกแล้ว…

เด็ก ๆ ชั้นประถมทั้งเด็กหญิงเด็กชาย กำลังทยอยออกจากโรงเรียน เด็กหญิงสองคนในชุดนักเรียนขมุกขมอม เดินจูงมือกันมาทางด้านหลังของโรงเรียน ซึ่งติดกับคลองสายเล็ก ๆ สายหนึ่ง เป็นทางลัดกลับบ้านที่ใกล้ที่สุด แดดยามเย็นส่องแสงรอดผ่านใบไม้หนา ๆ ของต้นไม้ใหญ่ลงมาได้ไม่มากนัก เด็กหญิงสองคนพูดคุยส่งเสียงหัวเราะคิกคักอย่างร่าเริง

เสียงหัวเราะเงียบลง เมื่อเหลือบเห็น เด็กหญิงตัวโต กับเพื่อนหญิงอีกสองคน ยืนรออยู่ข้างหน้า วางท่าหาเรื่อง

ปารผ่อนลมหายใจออกเบา ๆ เพื่อผ่อนคลายความเครียดที่เริ่มมาเยือน

นภาจับมือปารไว้แน่น สีหน้าวิตกกังวล

“เธอใช่มั้ย! ที่เป็นคนฟ้องครู” เด็กหญิงตัวโตถามเสียงเครียดเอาจริงเอาจัง เมื่อฝ่ายคู่อริเดินเข้ามาใกล้พอสมควร

ปารไม่ตอบ ตีสีหน้าเรียบเฉย ทำทีไม่รู้ไม่ชี้ไม่สนใจ

“นี่! หูแตกหรือไง ได้ยินหรือเปล่าที่ถามน่ะ” อีกฝ่ายตะคอกถามอย่างรู้สึกยัวะ! เพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัว

“รู้ได้ไงล่ะ ว่าเราเป็นคนฟ้อง ไหนล่ะหลักฐาน” ปารหันมาจ้องหน้าเขม็ง ไม่เข้าใจคำถามที่ได้ยินว่ามันเรื่องอะไรกันแน่ อยู่ ๆ ไหงมายัดข้อกล่าวหากันง่ายดายอย่างนี้

“ไม่ต้องมาทำไก๋เลย ยอมรับมาซะดีดีว่าเธอเป็นคนฟ้อง”

“ใช่ ๆๆๆๆ “ เด็กหญิงสองคนที่มาด้วย ช่วยกันเป็นลูกคู่

“เอาหลักฐานมาสิ ไม่มีหลักฐาน แล้วมากล่าวหากันง่าย ๆ ได้เหรอ?” ปารลอยหน้าลอยตอบ

“ทำอะไรผิดไว้อีกล่ะ ถึงได้มาร้อนตัวแบบนี้ไม่ทราบ” ปารยิ้มเยาะ

“ไปล่ะ เสียเวลา” รีบดึงมือนภาไปจากตรงนั้น

“ยัยขี้ฟ้อง!!!” ฝ่ายตรงข้ามชี้หน้ากราด

“คิดว่าตัวเองเป็นลูกครูแล้วฉันจะกลัวเหรอ ครูไม่ได้สอนหรือไง ว่าอย่าแส่เรื่องชาวบ้าน อ๋อ…ลืมไป ตอนนี้พ่อเธอเด๊ทสมอเร่ย์ไปแล้วหนิ” พูดจบแล้วพากันหัวเราะชอบอกชอบใจ

ปารชะงักกึ้ก! หยุดเดินอย่างกะทันหัน! หันไปมองอย่างเดือดดาน ความโกรธพุ่งปี๊ดขึ้นมาจนถึงจุดระเบิด ใครจะว่าเธออย่างไรก็ได้ เธอยังตั้งสติพอที่จะอดทนฟังอย่างไม่สะทกสะท้าน แต่…ถ้าลามปามถึง “พ่อ” ของเธอละก็ เธอยอมไม่ได้อีกแล้ว

“หยุดพูดพล่อย ๆ นะ!”

“เด็กไม่มีพ่อ ฮ่า ๆๆๆ ยัยเด็กกำพร้าพ่อ ฮ่า ๆๆๆ” เมื่อเห็นอีกฝ่ายเริ่มโมโหก็รู้สึกสะใจ และถือว่าประสบความสำเร็จไปขั้นหนึ่งแล้ว

ปารโกรธจนหน้าแดงจัด คำพูดนั้นมันกระแทกจุดเจ็บปวดที่สุดในหัวใจ ความสูญเสียพ่ออันเป็นที่รัก มันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มากสำหรับเธอ แม้ว่าเวลาจะผ่านไปหลายเดือนแล้วที่พ่อจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ไม่อาจพูดคุย กินข้าว เกเรกับพ่อได้อีกแล้ว เธอยังไม่อาจทำใจยอมรับกับมันได้เลย

“หยุดพูดนะ!! ไอ้พวกปากเสีย สมน้ำหน้า สมควรแล้วที่ถูกครูตี ยัยอ้วน!!” ปารตะโกนออกไปอย่างโมโหสุดขีด

เด็กหญิงตัวโตหยุดหัวเราะ เข้ามาผลักปารเซไป เด็กหญิงสองคนรีบเข้ามาช่วยหัวหน้ารุม ถึงปารจะเป็นเด็กตัวเล็กกว่า แต่มากด้วยเรี่ยวแรง เพราะการช่วยพ่อทำสวน ทำเกษตรทุกวัน ทำให้กล้ามเนื้อมีกำลังและแข็งแรงมากกว่าฝ่ายตรงข้าม ที่กินทั้งวันจนอ้วน แถมยังไม่ทำงานทำการ ขี้เกียจ เอาแต่วางท่าข่มเหงเด็กคนอื่น

นภาเห็นไม่ได้การ รีบวิ่งไปตามพี่ชายมาช่วย

ปารได้ที ผลักยัยอ้วนเซถลาไปทางริมคลอง เด็กหญิงตัวโตเสียการทรงตัว ประกอบกับริมตลิ่งลื่นและชัน จึงพลัดตกลงไปในคลอง น้ำค่อนข้างไหลเร็ว และเย็นมากเนื่องจากเป็นฤดูหนาว

ปารตกใจ! รีบวิ่งไปดู มองเห็นเพื่อนผลุบ ๆ โผล่ ๆ จากผิวน้ำ ท่าทางเหมือนคนว่ายน้ำไม่เป็น

“ยัยอ้วน! ว่ายน้ำเป็นหรือเปล่า” เธอตะโกนถาม และมองเห็นร่างนั้นกำลังจะจมไม่จมแหล่ มองซ้ายมองขวา หาไม้ยาว ๆ ยื่นลงไปให้จับ

ปารรู้สึกใจคอไม่ดี ถึงเธอจะไม่ชอบเพื่อนคนนี้ แต่ก็ไม่เคยคิดจะทำร้ายเขาให้ได้รับอันตราย เธอต้องทำอะไรซักอย่างจะปล่อยให้เพื่อนจมลงไปต่อหน้าต่อตาเธอไม่ได้

“นี่! เธอสองคนช่วยจับไม้นี่ให้ดีนะ” ว่าแล้วบอกเพื่อนของยัยอ้วนให้ช่วยกันจับไม้เอาไว้

น้ำกำลังไหลเร็ว ยัยอ้วนจึงจับไม้อย่างค่อนข้างลำบาก ประกอบกับน้ำเย็นจัด จึงทำให้หมดกำลังลงไปเรื่อย ๆ

ปารตัดสินใจกระโดดลงน้ำ แม้จะไม่มั่นใจเลยว่าเธอจะช่วยได้ เพราะลำพังตัวเองยังว่ายน้ำไม่แข็ง ที่สำคัญ! เธอไม่รู้หลักการช่วยคนตกน้ำ!!

มือแข็ง ๆ คว้าแขนเด็กหญิงเอาไว้

“ปาร!!”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel