ตอนที่2/1 คุณหนูตระกูลจาง (2)
ทันทีที่จูลี่พูด พนักงานเขตได้สวนขึ้นมาทันควัน “คุณผู้หญิง นี่คุณไม่รู้จักตระกูลเฮ่อเหรอครับ คุณไปอยู่ไหนมา ในจื้อตูของพวกเรา ตระกูลอันดับหนึ่งที่มีอิทธิพลที่สุดก็คือตระกูลเฮ่อ ค่อยมาตระกูลอี้ จินและจางตามลำดับ หรือว่าคุณเป็นคนต่างถิ่นถึงไม่ทราบเรื่องพื้นฐานพวกนี้ แม้แต่ลูกผมเจ็ดขวบยังรู้เลย”
ตระกูลจาง…ใช่จางเดียวกับนามสกุลของจิ่นยี่หรือเปล่า จูลี่ประมวลข้อมูลใหม่อย่างรวดเร็ว บ้านเกิดเทพธิดาสุดที่รักของเธอคือเมืองจื้อตู มณฑลใหญ่ทางตะวันออกเฉียงใต้ ได้ยินมาว่าครอบครัวจิ่นยี่ฐานะทางบ้านแข็งแกร่งร่ำรวย ถ้าเป็นคนในวงสังคมเดียวกันก็น่าจะรู้จักตระกูลเฮ่ออะไรนี่ หากตอนนี้เธอบอกว่าไม่รู้จักย่อมเผยพิรุธน่ะสิ
“อา ที่แท้ก็คุณชายรองเฮ่อนี่เอง ขอโทษทีค่ะพอดีว่าฉันพึ่งกลับมาจากต่างประเทศ ช่วงนี้ยุ่งด้วยเลยเลอะเลือนไป ไม่เจอกันตั้งนานหล่อขึ้นเยอะนะคะเนี่ย เอาอย่างนี้นะคุณชายรอง พวกเราต่างคนต่างแยกย้ายดีกว่า ฉันต้องกลับบ้านแล้ว ฉันจดทะเบียนสมรสสุ่มสี่สุ่มห้ากับคุณชายรองไม่ได้หรอก อีกอย่างฉันมี…เอ่อ ฉันมีคนที่ชอบแล้ว ไม่ใช่คุณชายรองไม่ดีแต่คนเราต้องมีคุณธรรม ฉันทรยศคนรักของฉันไม่ได้จริงๆ” เธอใช้ไหวพริบปั้นแต่งเรื่องหาทางลงให้กับทั้งสองฝ่าย
เฮ่อหลงฟังบ้างไม่ฟังบ้างยื่นมือไปเก็บบัตรประชาชนคืน ดวงตาสีดำประกายครามอ่อนๆ หลุบลงมองนาฬิกาบนข้อมือ เดิมทีต้องจัดการเรื่องทะเบียนสมรสให้เรียบร้อยไปตั้งแต่ห้านาทีก่อน ในเมื่อติดปัญหาสารพัด ผู้หญิงที่เดินเข้ามาเสนอตัวให้เขาพูดมากความไม่ยินยอม ก็ให้จบเพียงเท่านี้ โอกาสในการเป็นคุณนายเฮ่อของเธอหมดแล้ว
“ให้คนไปส่งเธอซะ” เฮ่อหลงสั่งช่วยอี จากนั้นหมุนตัวเดินหลังตรงผึ่งผายออกจากห้องจดทะเบียนไป
ช่วยอีเชิญจูลี่ตามเขาออกไปอย่างสุภาพอีกครั้ง ด้านหลังพนักงานเขตปิดข้อมูลลงไปด้วยความเสียดายแทน หญิงสาวในเมืองจื้อตู ใครบ้างไม่อยากเป็นคุณนายเฮ่อ โอกาสทองหล่นทับแล้วแท้ๆ แต่คนบางคนกลับปล่อยให้หลุดมือไปได้
ผู้ไม่ทราบสถานะของเฮ่อหลงและไม่ได้สนใจเขาสักนิดไร้แววสะทกสะเทือน ออกจะยินดีด้วยซ้ำที่เอาตัวรอดมา จูลี่ปฏิเสธความช่วยเหลือของช่วยอี พอเปิดโทรศัพท์ติดต่อกับบอดี้การ์ดของที่บ้านจิ่นยี่ได้แล้วก็รอแค่พวกเขามารับ เหตุการณ์อึดอัดเข้าใจผิดทั้งหมดจึงคลี่คลายลง
สิบนาทีให้หลังบอดี้การ์ดชุดสูทสีดำแต่งกายเนี๊ยบขนกันมารับสามคันรถ จำนวนนับได้สิบกว่าชีวิต อลังการไม่ต่างจากพวกก่อนหน้าเลย ตระกูลจางในเมืองนี้คงจะรวยมากจริงๆ
ขบวนรถยนต์ขับผ่านทิวทัศน์ตึกสูงระฟ้า เคลื่อนห่างจากใจกลางเมืองอันแสนวุ่นวายไปเรื่อยๆ ระหว่างทางจูลี่สังเกตเห็นป้ายโฆษณาบนจอแอลอีดียักษ์มีใบหน้าของนักแสดงยอดนิยมลั่วเวยเวยเกือบแปดสิบเปอร์เซ็นต์ ก็อดที่จะลองคาดเดาเงียบๆ ไม่ได้ ว่าหากสามปีก่อนจิ่นยี่ไม่โดนใส่ร้าย ปัจจุบันชื่อเสียงคงตีคู่สูสีกับลั่วเวยเวย
ทั้งสองอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ขบเคี่ยวกันมาตั้งแต่ลงแข่งรายการไอดอลไนน์ทีไนท์ จิ่นยี่จบการแข่งอันดับที่สอง เป็นออลราวด์เดอร์ร้องเต้นสกิลวาไรตี้ครบเครื่อง เรียกว่าเกิดมาเพื่อเป็นไอดอลโดยแท้ ส่วนลั่วเวยเวยคนนี้ คำว่าตีแตกทุกบท สร้างความประหลาดใจได้เสมอคงอธิบายตัวตนอีกฝ่ายได้ดีที่สุด สกิลการแสดงละครเข้าขั้นอัจฉริยะ ความสามารถด้านดนตรีเป็นของจริง โดดเด่นทั้งเล่นไวโอลินและเปียโน เมื่อไร้คู่แข่งเส้นทางสตาร์ย่อมเปล่งประกาย ซึ่งนั่นก็ยินดีด้วย
เวลานี้เองที่จูลี่สังเกตเห็นสายตาคนขับมองมายังเธอ เขาเป็นชายหนุ่มดูอายุยังน้อย ในรถคันนี้มีเพียงพวกเขาสองคน จูลี่อยากรวบรวมข้อมูลจึงเอ่ยปากทำลายความเงียบ “มีอะไรหรือเปล่า นายเหมือนอยากพูดบางอย่างกับฉัน”
“เสียงคุณหนูเปลี่ยนไป” คนขับถามกลับตรงๆ ดวงตามองกระจกส่องหลังสลับกับมองถนนไปมา
จูลี่ลูบลำคอตัวเองอัตโนมัติ กระแอมไอเล็กน้อยลดความประหม่า “งั้นเหรอ ผลจากอุบัติเหตุน่ะ หน้ายังเปลี่ยนเลย”
