บทที่14 ไม่ไหว
ประมาณสองทุ่มนักธุรกิจที่พันวาต้องเสนองานให้นั้นเพิ่งเดินทางมาถึง พวกเขามากันสามคนดูเหมือนหนึ่งในนั้นจะเป็นคนรู้จักของช้องนาง กลายเป็นเธอที่ได้แต่นั่งเงียบเพราะบทสนทนาเป็นภาษาอังกฤษ พุดตานพอจับใจความและฟังรู้เรื่องได้พอประมาณ แต่โดยส่วนมากคนที่ผูกขาดการสนทนาเหมือนจะเป็นพันวากับช้องนางมากกว่า
มีบ้างที่ทางครอบครัวเจมีจะหันมาพูดคุยกับเธอ ซึ่งพุดตานใช้สมองประมวลคำถามพอสมควรถึงตอบกลับไป ขอบคุณสมองอันน้อยนิดที่ยังพอมีเหลืออยู่ ไม่อย่างนั้นคงได้โดนพันวามองตากลับ
“ดื่มอะไร” พันวากระซิบถาม
“ไม่ดื่มได้ไหมคะ พุดดื่มไม่เป็น”
“เลือกๆ มาสักอย่าง อย่าเสียมารยาท” ชายหนุ่มกระซิบเสียงลอดไรฟัน ทั้งที่สีหน้ายังปั้นยิ้มสมควรมอบโล่รางวัลแห่งการแสดงให้
“pink lady แล้วกันค่ะ” ชื่อดูน่ารักดี หวังว่าส่วนผสมคงไม่แรงจนเกินไป เธอแทบไม่แตะเครื่องดื่มพวกนี้ แต่การเข้าสังคมการที่เลี่ยงไม่แตะเลยถือเป็นการเสียมารยาทอย่างที่พันวาว่าไว้จริงๆ
“จะว่ายังไง ถ้ามื้อนี้ผมขอเป็นเจ้ามือ”
“ยินดีครับ หวังว่าครั้งหน้าผมจะมีโอกาสได้เป็นเจ้ามือคุณบ้าง”
พวกเขานั่งคุยนั่งหัวเราะราวกับว่างานที่คุยกันนั้นลุล่วงไปได้ด้วยดี แต่ความจริงคือทางเจมีบอกจะขอกลับไปคิดดูก่อน พุดตานก็ได้แต่ภาวนาว่ามันจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ดูแล้วทางฝ่ายนั้นไม่ใช่คนเขี้ยวลากดินอะไรมาก แต่การที่สีหราชพูดครั้งก่อนก็น่าจะเป็นโครงการที่สร้างชื่อเสียงให้ไม่มากก็น้อย
เครื่องดื่มที่สั่งมาเสิร์ฟที่โต๊ะ พุดตานพยายามยกขึ้นจิบปริมาณน้อยนิด แต่คนนั่งข้างปรายตามองเหมือนออกคำสั่งทางนั้น แต่เธอเลือกที่จะเมินเฉย
ของแบบนี้มันต้องเซฟตัวเองด้วยไม่ใช่เหรอ
“ไม่ถูกปากคุณเหรอ ?” เจมีเลิกคิ้ว “สั่งใหม่ดีไหม”
“เอ่อ…” พุดตานเผลอย่นหัวคิ้ว กำลังนึกว่าต้องเรียงประโยคยังไง “มันอร่อยค่ะ ดีมากเลย”
เธอยกแก้วขึ้นเล็กน้อยแล้วค่อยๆ ดื่มจนเจมีชูนิ้วโป้งให้ รสชาติมันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นแต่เธอก็ไม่ชินอยู่ดี ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอของคนข้างๆ แล้วนึกเอ็ดในใจ ที่จริงเธอไม่ได้มีบทบาทในงานด้านนี้ของเขาด้วยซ้ำ
เหมือนเอามาเป็นก้างขวางคอ นี่สัมผัสได้หลายหนแล้วว่าช้องนางมองตาขวางอยู่หลายครั้ง
เวลาเดินไปเรื่อยๆ กระทั่งสี่ทุ่มกว่า ทางด้านเจมีขอตัวกลับก่อน พุดตานเห็นแบบนั้นจึงบอกขอพันวากลับก่อนด้วย เพราะเธอเริ่มรู้สึกกรึ่มๆ หลังจากดื่มไปสองแก้วกว่าๆ เพราะเจมีเห็นว่าเธอชอบจึงสั่งมาเพิ่ม
“อืม กลับได้ใช่ไหม อย่าไปเรี่ยราดที่อื่นแล้วกัน”
“ได้ค่า ใกล้แค่นี้เอง”
ประโยคหลังเจ้าตัวพูดเสียเสียงสูงยิ่งส่งผลให้ชายหนุ่มส่ายหน้า พันวาลุกขึ้นทว่าโดนช้องนางแตะแขนไว้
“นางมีเรื่องจะคุยกับคุณค่ะ” คนพูดเหลือบมองไปยังพุดตานที่เดินออกไปแล้ว
“เดี๋ยวผมกลับมา”
พันวาตบที่หลังมือเบาๆ ก่อนเดินตามแผ่นหลังบอบบางไปอย่างห่างๆ เห็นพุดตานยืนงุนงงอยู่ตรงทางแยกก็หยุดยืนรอดูว่าเจ้าตัวจะกลับถูกทางหรือเปล่า
มุมปากกดยิ้มเมื่อหญิงสาวเอาแต่ยืนเกาศีรษะ แต่สักพักก็เลี้ยวซ้ายเขาเลยเดินตามไป
รอกระทั่งพุดตานเข้าบ้านพัก ถึงได้เดินกลับไปยังเลาจ์ของโรงแรม ช้องนางยังคงนั่งที่เดิมเพิ่มเติมเข้ามาคือเครื่องดื่ม ครั้งนี้เขาเลือกที่จะนั่งฝั่งตรงข้าม
“นางสั่งเครื่องดื่มแบบเดิมให้คุณ หรือเดียวอยากดื่มอย่างอื่นคะ”
“อันนี้แหละ ไม่ต้องสั่งเพิ่ม” พันวาปัดมือขี้เกียจยุ่งยากกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง จุดประสงค์ที่กลับมาเพราะอยากรู้ว่าช้องนางต้องการคุยเรื่องอะไร
“นางรู้สึกว่าตัวเองแทบไม่ได้ช่วยอะไรเดียวเลย” เอื้อมมือไปกลางโต๊ะ วางทาบหลังมือชายหนุ่ม “จริงๆ ที่นางขอตามมา เดียวคงรู้ว่าเพราะอะไร”
“ผมไม่รู้” พันวายกยิ้ม ก่อนหยิบเครื่องดื่มจรดริมฝีปากจิบเบาๆ “เพราะอะไรล่ะ คุณถึงตามผมมา”
ช้องนางกัดริมฝีปากจนเจ็บไปหมด เธออยากจะย้อนเวลากลับไปวันละร้อยรอบ
“เรากลับมาคบกันอีกได้ไหมคะ เดียวให้โอกาสนางได้หรือเปล่า”
พันวาตีหน้าเรียบก่อนผ่อนลมหายใจ คว้าของตรงหน้ากระดกลงคอรวดเดียว ไม่อยากทำร้ายน้ำใจคนที่เคยคบหามาก่อน เขาเคารพการตัดสินใจของช้องนางไม่เคยคัดค้านสักนิด
“จำได้ว่า ผมเคยถามคุณไปแล้ว แต่คุณยังยืนยันที่จะไป”
คนฟังนั่งบีบมือตัวเองแน่น ก่อนตัดสินใจย้ายก้นไปนั่งข้างๆ พันวา หางตามองแก้วไร้ปริมาณของเหลวที่อยู่ในนั้น ไม่ได้ทางตรงก็คงต้องเอาทางอ้อม
เวลาแบบนี้เธอยอมเทหมดหน้าตัก
“นางเข้าใจค่ะ นางก็แค่ลองเสี่ยงถามเดียวดูอีกครั้ง” ใช้ปลายนิ้วไล้หลังมือชายหนุ่มเบาๆ
“แต่เรายังคบหากันในฐานะอื่นได้ใช่ไหมคะ นางยอมนะคะเดียว...ในฐานะอะไรก็ได้ นางจะไม่เรียกร้องอะไรเลย”
ช่วงอกกระเพื่อมแรงหายใจลึกกว่าเดิมทำให้ช้องนางช้อนตามอง พันวาหลับตาลงสะบัดศีรษะอยู่หลายครั้ง เขาหัวเราะในลำคอเบาๆ
“นางว่าคืนนี้เดียวดื่มไปหลายแก้วแล้วนะ เมาทีไรเป็นแบบนี้ทุกที...”
พันวาหัวเราะในลำคอ ไม่คิดว่าสุดท้ายตัวเองจะพลาดท่ากับคำว่า ‘มารยาหญิง’ จำเป็นต้องตามน้ำหาทางกันช้องนางออกจากตัวให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้
ไม่อยากผูกปัญหา เดี๋ยวมันจะคาราคาซังมากกว่าเดิม
“คุณ” พันวาแนบริมฝีปากบาง ก่อนกระซิบเสียงพร่า “ขึ้นไปรอผมที่ห้อง”
“ตอนนี้เลย...ไม่ได้เหรอคะ” ปลายนิ้วกรีดกลางอกแกร่งอย่างยั่วเย้า ช้องนางช้อนตามองหวานหยดเยิ้ม ใจสั่นเมื่อเห็นรอยยิ้มของคนตัวโต “ห้องน้ำ นางว่ามันก็...”
“ผมขอจัดการบางอย่างก่อน เจมีกำลังมา เขาอยากได้ข้อมูลเพิ่ม” กัดฟันพูด ความพลุ่งพล่านตีรวนอยู่ข้างในจนแทบบ้าคลั่ง
“ขึ้นไปรอที่ห้อง ผมจะรีบตามไป”
ช้องนางใช้เวลาตัดสินใจไม่นากนัก “เร็วๆ นะคะ นางรอ”
รอจนลับร่างผู้หญิงคนนั้น กรามแกร่งบดเข้ากันแน่น ฝืนร่างกายที่กำลังปั่นป่วนจนแทบบ้าคลั่ง
พนักงานอาจมองเห็นถึงความผิดปกติบางอย่างเดินเข้ามาถามไถ่ แต่พันวารีบปฏิเสธทำตัวให้ปกติที่สุดก่อนขอตัวกลับที่พัก
“เวรเอ๊ย !”
พันวาสบถลั่นรีบสาวเท้าถี่ยิบ ความทรมานอัดแน่นยิ่งกว่าเดิม หูตาพร่าเบลอจนแทบกระอัก มือใหญ่ล้วงหากุญแจห้องอย่างลนลานกระทั่งประตูปลดล็อกได้สำเร็จ พันวาไม่สนใจที่จะเปิดไฟ ชายหนุ่มตรงไปสุดท้ายหวังให้สายน้ำเย็นๆ ดับการความร้อนรุ่มในกาย เสื้อผ้าปลดออกปานสายลม หยาดน้ำที่ชโลมโอบร่างกลับไม่ได้ช่วยอะไรสักอย่าง
ร่างสูงก้าวขึ้นเตียงต้องการปลดปล่อยความอัดแน่นที่พลุ่งพล่านจนแทบบ้าคลั่ง แต่กลับมีการเคลื่อนไหวบนเตียงส่งผลให้พันวาขบกรามแน่น
ช้องนาง...
เธอคงรู้ว่าเขาหลอกล่อให้ขึ้นห้องแต่กลับตลบหลังด้วยการมานอนทอดกายอยู่บนเตียงเขา ไม่ได้สนใจว่าเธอเข้าห้องมาด้วยวิธีไหน คงออกอุบายขอกุญแจสำรองกับทางพนักงาน
พันวาขบกรามแน่น ภายในร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ เมื่อหญิงสาวพลิกตัวเข้าหา กลิ่นกายหอมหวนชวนทรมานเกินจะต้านทานไหว
ใช่...เขาไม่ไหว
