บทที่ 2 หันหลังกลับ
ความมืดมิดรอบกายนำมาซึ่งความหวาดหวั่น หากเป็นคนขวัญอ่อน คงไม่แคล้วรู้สึกหวาดกลัว หากแต่นางกลับไม่ได้รู้สึกกลัวถึงเพียงนั้น ชีวิตนี้คนเช่นนางยังกลัวอันใดอีก...โลกหลังความตายก็แค่นี้เองหรือ?
“สมกับที่แซ่เยว่” เสียงหนึ่งดังมาโดยไร้ซึ่งทิศทาง นางมองไปรอบ ๆ ก็ไม่อาจเห็นได้ว่ามีคนอยู่หรือไม่ จึงทำเป็นไม่ได้ยินแล้วเดินต่อ
“เจ้าเด็กน้อย หากเดินต่อ เกรงว่าไม่อาจแก้ไขสิ่งใดได้แล้ว”
ปลายเท้าของคนคิดจะเดินชะงักนิ่ง แต่เพียงชั่วครู่ก็ก้าวเดินต่อ ไม่เดินต่อ แล้วแก้ไขสิ่งใดได้เล่า หลิงเอ๋อร์ อิงเอ๋อร์ของนางจะกลับมามีชีวิตหรืออย่างไร
“หากเจ้าเดินต่อบุตรสาวและบุตรชายก็คงไม่มีชีวิตแล้ว แม้แต่น้องชายและแคว้นก็อาจจะต้องล้มสลาย แต่หากเจ้าหันหลังกลับ ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นเช่นนั้น” ทั้งที่นางไม่ได้เอ่ย แต่เสียงนั้นกลับคล้ายว่าอ่านใจนางได้ สตรีผู้รู้ตัวว่าไม่ได้มีชีวิตอยู่แล้วชะงักอีกรอบพร้อมกับพยายามมองหาต้นเสียงอีกครั้ง ยายแก่ที่ใดมาพล่ามอยู่กัน
“บรรพบุรุษของเจ้ากระมังเจ้าเด็กน้อยแสนโง่งม ข้ามิใช่ยายแก่เสียหน่อย!” เสียงนั้นตอบกลับราวกับอ่านใจนางได้ น้ำเสียงนั้นคล้ายมีน้ำโหอยู่ไม่น้อย หากแต่สุดท้ายก็มีเสียงถอนใจหนัก ๆ ดังมาและเอ่ยต่ออย่างคนไม่ลืมจุดประสงค์สำคัญของตนเอง “ข้าเป็นผู้ใดมิได้สำคัญไม่ แต่หากกลับไปได้ เจ้าจะกลับไปหรือไม่เล่า”
กลับหรือ?
เยว่เฟิงหนิงเผลอครุ่นคิดตามอย่างเงียบ ๆ หากกลับไปได้ นางจะกลับหรือไม่เช่นนั้นหรือ...
“หากกลับได้หรือ...หากหลิงเอ๋อร์และอิงเอ๋อร์ยังอยู่ ย่อมกลับไป”นางเผลอตอบทั้งที่รู้ว่าการกลับไปมันยากก่อนจะหลับตาลงสงบสติอารมณ์ของตน รู้ดีว่าอย่างไรก็เป็นไปไม่ได้ แต่หากมีผู้มาถามคำถามนี้นางอีก นางก็จะตอบเช่นนั้น นางจะกลับไป หากบุตรทั้งสองยังอยู่
“เช่นนั้นก็กลับไปเถิด...เด็กสองคนนั้นของเจ้ากับต้าเยว่และน้องชายผู้นั้นจะเป็นเช่นไร นับจากนี้ อยู่ที่การตัดสินใจของเจ้าแล้ว สายเลือดของข้าเอ๋ย จงเลือกเส้นทางที่ปลอดภัยเพื่อเจ้าเองและเพื่อต้าเยว่เถิด อย่าได้หูหนวดตาบอดอีกเลย”
สิ้นเสียงแสงสว่างจ้าจนมองไม่เห็นสิ่งใดก็ปรากฏต่อหน้าของวิญญาณโปร่งใสก่อนที่ทุกอย่างจะขาวโพลนจนไม่อาจมีความคิดอันใดเกิดขึ้นกับวิญญาณสาวได้อีก และเมื่อแสงสว่างนั้นจางหายไป ร่างโปรงใสก็ไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว แต่กลับปรากฎสตรีงดงามผู้หนึ่งที่มีใบหน้าคล้ายกับวิญญาณสาวราวกับแกะมาแทน
แต่แม้จะเป็นสตรีที่ดูอายุไม่มาก หากแต่ท่าทีกลับคล้ายกับคนแก่ที่เหนื่อยหน่ายใจกับลูกหลานของตนอย่างไรอย่างนั้น
“ต้องให้ข้าลำบากไปด้วยถึงยามใดกัน ลูกหลานสกุลเยว่ มารดาเหนื่อยหน่าย รู้หรือไม่”
เยว่เฟิงหนิงคล้ายล่องลอยไร้ทิศทาง สุดท้ายทุกอย่างก็เงียบสงบ นางสะดุ้งตื่นในฉับพลันราวกับตื่นจากความฝันอันยาวนานเพราะฝันร้าย ด้านนอกมีสายฟ้าและเสียงฟ้าดังสนั่นพร้อมกับสายฝนที่ตกลงมา นางไม่สนใจเสียงของฟ้าฝน ทำเพียงฝืนเปิดเปลือกตาที่หนักอึ้งให้เปิดขึ้นอย่างยากลำบาก อาการปวดศีรษะเกิดขึ้นทันทีเมื่อลืมตาเต็มที่ เยว่เฟิงหนิงหลับตาลงอีกครั้ง รอจนอาการเจ็บปวดบรรเทาลงจึงฝืนลืมตาอีกครั้งพร้อมกับความประหลาดใจและคำถาม
ยังไม่ตายหรือ?
คำถามนั้นเกิดขึ้นในทันทีที่ได้เห็นว่าทุกอย่างรอบกายเป็นสิ่งคุ้นตา มิได้แปลกประหลาดหรืออาบย้อมไปด้วยเลือด สตรีผู้คิดว่าตนตายไปแล้วด้วยสุราพิษลุกขึ้นนั่ง ความทรงจำทุกอย่างยังแจ่มชัด ความรู้สึกเจ็บปวดเจียนตายยังคงอยู่ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน แต่พิษร้ายเพียงนั้น นางจะรอดมาได้อย่างไรกัน
นางลองจับชีพจรตนเอง ก่อนจะพบเข้ากับความประหลาดใจอีกระลอก เมื่อไม่พบร่องรอยของยาพิษแม้แต่เพียงนิด
นัยน์ตาหงส์ไม่ปกปิดความสูงศักดิ์กวาดมองไปรอบ ๆ อีกครั้งพร้อมกับขบคิดอย่างสับสน ที่แห่งนี้คือเรือนเฟิงอวิ๋นในจวนแม่ทัพที่นางเคยอยู่มากว่าหกปีไม่ผิดแน่ หากแต่...เหตุใดจึงสะอาดสะอ้านเช่นนี้
มันควรจะอาบไปด้วยเลือดของสาวใช้ที่ถูกทหารไล่สังหารแล้วมิใช่หรือ หรือนางเพียงแค่ฝันไปว่ามีเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้น?
“มีใครอยู่ด้านนอกหรือไม่” นางส่งเสียงทั้งที่ใจหนึ่งก็หวั่นกลัวว่าจะไม่มีผู้ใดขานรับ ด้วยจดจำได้ดีกว่าสาวใช้และทุกคนภายในจวนแม่ทัพแห่งนี้ได้ตายไปหมดแล้ว แต่ใจหนึ่งก็อยากจะรู้ความจริง หากแม้นางไม่ตาย และฟื้นกลับมาได้ อย่างน้อยก็คงจะมีหานชิงซาน และอวี้ชิงเหอ และองครักษ์ในหน่วยองครักษ์เฟิงหู่ที่ในที่สุดก็มาพบเจอกับนายเหนือหัวในช่วงสุดท้ายของชีวิต...เหล่าบุรุษผู้อยู่กับนางเป็นคนสุดท้ายก่อนที่จะสิ้นสติไป
เพียงชั่วอึดใจคนผู้หนึ่งก็เปิดประตูเข้ามา ดวงตาหงส์ขยายกว้างในทันทีที่ได้เห็น ไม่ใช่หานชิงซาน ไม่ใช่อวี้ชิงเหอ หรือองครักษ์คนใดของนาง หากแต่เป็นเสี่ยวซู่ สาวใช้ที่ติดตามมาจากจวนเว่ย...สตรีที่ควรจะตายไปแล้วตั้งแต่ก่อนเกิดการกวาดล้างจวนแม่ทัพ
“ฮูหยิน มีอันใดให้บ่าวรับใช้หรือเจ้าคะ” เสี่ยวซู่ส่งคำถามมา น้ำเสียงมิได้แข็งกร้าวอันใด ทั้งยังมองมาที่นางด้วยความเป็นห่วง
ผีหลอกหรือ? คนตายไปแล้วไยยังมายืนอยู่ตรงหน้านาง หรือที่แห่งนี้คือเมืองผี คนที่ตายไปแล้วยังคงอยู่ที่เดิม รับใช้คนเดิมหรือ?
“เจ้า...เจ้าและคนในจวน อยู่ที่นี่หมดเลยหรือ?”
“เจ้าคะ? ทุกคนย่อมต้องอยู่ที่นี่สิเจ้าค่ะฮูหยิน ไยถามเช่นนั้นเจ้าคะ?” เสี่ยวซู่ตอบด้วยท่าทีงุนงง แต่ก็ปล่อยให้ฮูหยินของตนได้มีเวลาคิดกับตนเอง
เยว่เฟิงหนิงมองใบหน้ากระจ่างใสของสาวใช้ก่อนจะขมวดคิ้ว และถามออกไป “วันนี้วันที่เท่าใด”
“วันนี้ วันที่ห้า เดือนสาม รัชศกอันหมิงที่ยี่สิบห้าเจ้าค่ะ” เสี่ยวซู่แม้จะงุนงงแต่ก็ตอบออกมาตามความจริง
ฮูหยินน้อยจวนแม่ทัพตกตะลึงจนแทบลืมหายใจ รัชศกอันหมิงที่ยี่สิบห้าหรือ...มิน่าเล่าเสี่ยวซู่จึงยังอยู่ ที่แท้ก็เป็นช่วงเวลาก่อนที่นางจะถูกมอบสุราพิษถึงสองปีนี่เอง
นี่นางย้อนกลับมาสู่วันวานหรือนี่?
ฉับพลันก็จดจำเรื่องที่เสียงปริศนานั้นพูดขึ้นมาได้ ที่เสียงปริศนานั่นบอกให้นางกลับ มิใช่ให้นางกลับมาปัจจุบัน แต่กลับมายังอดีตเช่นนั้นหรือ?
“ดี ดียิ่ง” สตรีผู้มั่นใจว่าตนย้อนกลับมาช่วงเวลาสองปีก่อนร้องอุทานอย่างยินดี หากเป็นเช่นที่นางคิดย่อมเป็นสิ่งที่ดี สวรรค์เมตตานางแล้ว ทุกอย่างยังไม่สายไป ยังไม่มีผู้ใดต้องตาย
และ...นางจะไม่ยอมให้ผู้ใดตาย
