บทที่3 หนี่โหยวเหยา
เรื่องราวในอดีต...
หนี่โหยวเหยา เป็นบุตรสาวคนเดียวของท่านเจ้าเมืองเสวียนหยาง เมืองเล็ก ๆ ทางแดนเหนือที่งดงามและสงบเงียบ ก่อนที่บิดาของนางจะย้ายไปรับราชการที่นั่น ครอบครัวของนางก็ได้อาศัยอยู่ในเมืองหลวงมาก่อน
หนี่โหยวเหยาเติบโตมากับพี่ชายคนสนิทคือกู้หมิงเหยียน ครอบครัวของทั้งสองต่างสนิทสนมกัน อีกทั้งจวนสกุลหนี่และจวนสกุลกู้ก็อยู่ในละแวกเดียวกัน จึงทำให้ทั้งสองได้แบ่งปันทุกช่วงเวลาที่มีร่วมกัน จวบจนวันที่บิดาของโหยวเหยาได้รับคำสั่งย้ายไปรับตำแหน่งที่เสวียนหยาง เมื่อนั้นทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป
ในครานั้น นางมีอายุได้เพียงสิบสี่ปี ขณะที่กู้หมิงเหยียนเองก็ต้องออกเดินทางสู่กองทัพเช่นกัน
หนี่โหยวเหยาไม่มีมารดาคอยเลี้ยงดู ในขณะที่กู้หมิงเหยียนเองก็สูญเสียบิดามารดาไปในกองทัพ จึงทำให้ทั้งสองต่างผูกพันและเข้าใจกันและกันเป็นอย่างมาก
“หมิงเหยียน ข้าจะคิดถึงท่าน แล้วท่านเล่า จะคิดถึงข้าหรือไม่” น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความคิดถึง แม้ว่าการจากลาจะยังมาไม่ถึงก็ตามที
“แน่นอนว่าข้าย่อมคิดถึงเจ้า” เขาตอบกลับด้วยความมั่นใจ
“ข้าอาจจะไม่ได้กลับมาที่เมืองหลวงอีก ท่านจะไปหาข้าบ้างหรือไม่” นางถามต่อด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง
“แน่นอนว่าข้าจะไปหาเจ้า” เขาตอบอย่างมั่นใจ
“ไม่เจอกันนานเช่นนี้ ท่านจะลืมข้าหรือไม่”
“โหยวเหยา ข้าจะไม่ลืมเจ้า” คำพูดนั้นของเขาหนักแน่นราวกับคำสาบาน จากนั้นเขาก็หยิบหยกชิ้นหนึ่งออกมา ยื่นส่งให้นางเพื่อเป็นการยืนยัน
“สิ่งนี้ข้าให้เจ้า นี่คือคำมั่นจากข้า ขอเพียงเจ้ามีหยกนี้ ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็ย่อมจดจำเจ้าได้” เขาอธิบายด้วยสีหน้าที่ดูจริงจัง
หนี่โหยวเหยารับหยกมาด้วยความลังเล หยกนี้เป็นหยกประจำตระกูลของเขา ของล้ำค่าที่บิดาและมารดาของเขาได้มอบไว้ก่อนที่ทั้งสองจะเสียชีวิตในสนามรบ
“หยกนี้มีค่ามากเกินไป เกรงว่าข้าคงไม่อาจรับไว้ได้” นางพยายามปฏิเสธ พร้อมยื่นหยกคืนกลับไปให้เขา
“หยกนี้มีค่า และเจ้าเองก็มีค่ามากสำหรับข้าเช่นกัน” เขายืนยันอย่างหนักแน่น
“ทะ...ท่านหมายความเช่นไร” แม้จะยังไม่ถึงวัยปักปิ่น แต่นางก็เข้าใจในคำพูดของเขาได้อย่างง่ายดาย
“หนี่โหยวเหยา เจ้าต้องรอข้า ห้ามแต่งกับผู้ใดก่อน เมื่อข้ากลับมา ข้าย่อมแต่งเจ้าเป็นฮูหยินของข้าอย่างแน่นอน”
คำมั่นของเขาทำให้นางรู้สึกซาบซึ้ง น้ำตารื้นขึ้นในดวงตา “ท่านพูดจริงหรือ ท่านจะแต่งกับข้าจริงหรือ”
“จริง แล้วเจ้าเล่า เมื่อถึงครานั้น เจ้าจะยังยินดีที่จะแต่งงานกับข้าหรือไม่” เขาถามกลับ
“ชีวิตข้า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็มีเพียงท่าน ถ้อยคำที่ท่านได้กล่าวออกมา ข้าล้วนจดจำขึ้นใจไว้หมดแล้ว เมื่อนั้นท่านจะลืมถ้อยคำเหล่านี้ไม่ได้โดยเด็ดขาด” นางกล่าวด้วยสีหน้าที่ดูจริงจัง ขณะที่แก้มทั้งสองข้างแดงไปหมดแล้วด้วยความเขินอาย
“แน่นอนว่าข้าจะไม่มีวันลืม”
จากนั้นทั้งสองก็ลาจากกัน เส้นทางชีวิตพาให้พวกเขาเดินไปในทิศทางที่แตกต่างกัน แต่คำมั่นเหล่านั้นกลับฝังลึกอยู่ภายในใจของหนี่โหยวเหยา นางจดจำทุกถ้อยคำและเฝ้ารอวันที่เขาจะกลับมา
เวลาผ่านไป โหยวเหยาก้าวสู่วัยปักปิ่น แม้ว่าบิดาจะเอ่ยถามถึงเรื่องแต่งงาน นางกลับปฏิเสธเรื่อยมา ในใจของนางยังมีเพียงกู้หมิงเหยียนแต่เพียงผู้เดียว
หนี่โหยวเหยาใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองเสวียนหยางอย่างมีความสุขพร้อมด้วยบิดา แต่ชีวิตคนเราก็เช่นนี้ สั้นยาวใครเล่าจะรู้ บิดาของนางล้มป่วย ก่อนที่จะจากไปอย่างไม่ทันให้นางได้ตั้งตัวและเตรียมใจ
เมื่อชีวิตนี้ไร้ที่พึ่งพิง นางที่เฝ้ารอกู้หมิงเหยียนมาเนิ่นนานก็ไม่อาจทนรอเขาอยู่ที่เมืองเสวียนหยางนี้ได้อีกต่อไป สุดท้าย นางจึงตัดสินใจที่จะเดินทางกลับไปยังเมืองหลวง เพื่อทวงถามสัญญานี้จากเขา
กู้หมิงเหยียนกลับมาที่เมืองหลวงในฐานะแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่หลังจากนำทัพไปคว้าชัยชนะที่สำคัญ ผู้คนต้อนรับเขาด้วยความชื่นชมและยกย่อง ชื่อเสียงของเขาเกรียงไกร แต่เมื่อเขาได้พบกับหนี่โหยวเหยาอีกครั้ง เขากลับจดจำนางไม่ได้
“หยกชิ้นนี้เล่า... ท่านจำมันไม่ได้หรือ?” น้ำเสียงของหนี่โหยวเหยาสั่นเครือขณะยื่นหยกประจำตระกูลให้เขา นางหวังว่าหยกนี้จะรื้อฟื้นความทรงจำที่เขาเคยมีต่อนางขึ้นมาอีกครั้ง
กู้หมิงเหยียนจ้องมองหยกในมือของนางอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไร้ความอบอุ่นเช่นเคย
“นี่คือหยกประจำตระกูลข้า มันไปอยู่ที่เจ้าได้อย่างไร?” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ดุดัน แววตาไม่มีความอ่อนโยนเหมือนในอดีตเลยแม้แต่น้อย
คำพูดนั้นเป็นเหมือนคมมีดที่ทิ่มแทงหัวใจของหนี่โหยวเหยา “ท่านเป็นคนมอบมันให้ข้า ท่านจำไม่ได้หรือ?”
“ข้าจำไม่ได้” เขาตอบเรียบ ๆ แต่คำพูดของเขากลับทำให้นางรู้สึกราวกับโลกทั้งใบถล่มลงมา
“หมิงเหยียน เกิดสิ่งใดขึ้นกับท่าน?” นางถามต่อด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวัง
“ข้าได้รับบาดเจ็บครั้งหนึ่ง ทำให้จดจำเรื่องราวในอดีตไม่ได้” คำตอบของเขาทำให้นางแทบล้มทั้งยืน
“เช่นนั้นคำมั่นสัญญาระหว่างเราเล่า?” นางยังไม่ยอมแพ้
เขาส่ายหน้าเบา ๆ “ขอโทษเจ้าด้วย แต่ข้าจำมันไม่ได้จริง ๆ”
คำพูดเหล่านั้นทำให้หนี่โหยวเหยารู้สึกเหมือนกำลังจมดิ่งสู่ความมืดมิด นางจ้องมองเขาด้วยสายตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
“กู้หมิงเหยียน ข้าบอกท่านแล้ว ว่าห้ามลืมข้าเด็ดขาด ท่านเองก็รับปากแล้ว แต่วันนี้ เพียงแค่ความทรงจำของท่านหล่นหาย ข้าก็ต้องยอมรับคำขอโทษนี้หรือ?” นางเอ่ยวาจาตัดพ้อทั้งน้ำตา
“เช่นนั้นเจ้าจะให้ข้าทำเช่นไร?” เขาถามกลับ น้ำเสียงของเขายังคงเรียบเฉย ราวกับเรื่องนี้ไม่มีความสำคัญใด ๆ
“แต่งงานกับข้า เพราะท่านได้ให้คำมั่นนี้กับข้าไว้แล้ว” นางกล่าวด้วยความเด็ดเดี่ยว แม้น้ำตาจะร่วงหล่น
“ข้าจะแต่งกับเจ้าได้อย่างไร เจ้าคือใครข้าก็จดจำไม่ได้ และไม่แน่ว่าวันพรุ่งนี้จะจำเจ้าได้หรือไม่” คำตอบของเขาเย็นชาเกินกว่าที่นางจะรับไหว
“ท่านจำไม่ได้ แต่ข้าจำได้ทุกถ้อยคำไม่มีลืม ข้าจะแต่งงานกับท่าน หยกประจำตระกูลของท่าน คือสิ่งยืนยันว่าข้าไม่ได้โกหก”
“แต่ข้าไม่ได้รักเจ้า” คำพูดนั้นทำให้หัวใจของนางแทบแตกสลายลงในพริบตา แต่นางต้องแสร้งทำเป็นเข้มแข็ง เพื่อที่จะได้อยู่เคียงข้างเขา เขาผู้เป็นเพียงความอบอุ่นเดียวในชีวิตของนางที่เหลืออยู่ในตอนนี้
“ท่านแค่จำข้าไม่ได้ ข้าเชื่อว่าท่านจะต้องจดจำข้าได้ในสักวันหนึ่งอย่างแน่นอน” นางยังคงยืนกราน ทั้งที่ความหวังเริ่มริบหรี่ลง
“แม่นาง ข้ามีคนในใจแล้ว” คำพูดนี้เหมือนค้อนที่ทุบหัวใจของนางจนแหลกละเอียด
“ทะ ท่านหมายความว่าอย่างไร?” นางถามทั้งที่น้ำเสียงสั่นเครือเมื่อได้ยินถ้อยคำนั้น
“ข้ามีคนรักแล้ว” เขาตอบอย่างตรงไปตรงมา เพื่อหวังว่านางจะตัดใจจากเขาได้อย่างง่ายดาย
“อ่า กู้หมิงเหยียน ท่านช่างน่าชังนัก กักขังข้าไว้ด้วยคำสัญญา แต่ตัวเองกลับเป็นฝ่ายลืมมัน อีกทั้งยังมีคนรักใหม่ได้หน้าตาเฉย” น้ำตาของโหยวเหยาหลั่งไหลออกมาด้วยความเสียใจ
นางรู้ว่านี่ไม่ใช่ความผิดของเขา แต่ในเมื่อหัวใจของนางไม่อาจลืมเขาได้ จะให้นางยอมแพ้ในตอนนี้ได้อย่างไรกัน
หนี่โหยวเหยายืนกรานที่จะทวงคำมั่นสัญญานั้น โดยใช้หยกประจำตระกูลกู้เป็นหลักฐาน และด้วยสถานการณ์ที่ถูกกดดันเช่นนี้ กู้หมิงเหยียนจึงจำต้องรับนางมาเป็นฮูหยินเอกของเขา แต่การแต่งงานครั้งนี้กลับไม่ใช่เรื่องราวที่งดงามดั่งที่หนี่โหยวเหยาเคยฝันไว้
เรียกได้ว่า ไม่มีความใกล้เคียงกันเลยแม้แต่น้อย เพราะในวันเดียวกันนั้น กู้หมิงเหยียนยังได้แต่งเจียงหลี สตรีคนรักของเขาเข้ามาเป็นฮูหยินรอง และยังรับอนุอีกสามคนเข้าจวนพร้อมกันอีกด้วย
หนี่โหยวเหยาในฐานะฮูหยินเอกที่ไร้ซึ่งความรักจากสามี แม้จะอยู่ในตำแหน่งสูงสุดในจวน แต่ก็ไม่ได้รับความรักหรือความใส่ใจจากผู้ใด เป็นดั่งเงาที่ไร้ค่าและไร้ซึ่งตัวตนใด
ในตอนนั้น นางยังคงแอบมีความหวังว่าสักวันเขาจะจดจำเรื่องราวในอดีตได้ แต่ทุกครั้งที่มองเห็นสายตาที่เขามองเจียงหลีด้วยความรักใคร่ นางก็รู้ดีว่าโอกาสนั้นอาจไม่มีวันมาถึง...
