บทที่2 การกลับมา
หนี่โหยวเหยาเสียชีวิตลงในกองเพลิง จากที่นางคิดว่าตนเองได้ตายไปแล้ว และจะได้ไปเกิดใหม่เพื่อเริ่มต้นใหม่ แต่สุดท้ายนางกลับพบว่า ตนเองได้ย้อนเวลากลับมาสู่คืนวันแต่งงานที่นางได้แต่งเข้าจวนของเขา
เจ้าสาวแสนสวยอยู่ในชุดสีแดงสวยสดนั่งเหม่อมองเปลวเทียนที่ส่องแสงริบหรี่บนโต๊ะไม้ ภายในห้องหอที่ตกแต่งด้วยสีแดงอย่างงดงาม กลับไร้ซึ่งความอบอุ่น ดวงตาของนางว่างเปล่า ราวกับจิตใจล่องลอยอยู่ในห้วงอดีต ความทรงจำต่าง ๆ ไหลบ่าเข้ามา ทั้งความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมาน และความเฉยชาจากเขา จวบจนนางได้สิ้นใจ
หรือว่านี่จะเป็นผลของการสวดมนต์ภาวนาในทุกวัน จึงทำให้นางได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง แต่นางก็ไม่เข้าใจอยู่ดี เหตุใดผลบุญกุศลเหล่านั้นถึงไม่ส่งให้นางไปเกิดใหม่ เพื่อมีชีวิตที่ดี แต่ยังจะส่งนางกลับมาในร่างเดิมนี้เพื่อเหตุใดกัน
หนี่โหยวเหยาหลับตานึกถึงเรื่องราวที่ตนได้ผ่านพ้นมาอย่างเหนื่อยล้า ภาพเงาของกู้หมิงเหยียนลอยเข้ามาในความคิด ชายผู้เป็นสามีแค่เพียงในนามของนาง โดยที่เขาไม่เคยเห็นนางอยู่ในสายตาเลยสักครั้ง
นางจดจำได้ดีว่าในคืนวันแต่งงาน เขาได้ทิ้งนางไว้ในห้องหอเพียงลำพังเพื่อไปอยู่กับฮูหยินรอง สตรีผู้เป็นที่รักของเขา
กู้หมิงเหยียน... ในชีวิตใหม่นี้ ข้าจะไม่ร้องขอความรักจากท่านอีกต่อไปแล้ว นางคิดพลางกำมือแน่นด้วยความช้ำใจ
หนี่โหยวเหยาตัดสินใจอย่างแน่วแน่ที่จะหย่าขาดจากเขา แต่คิดแล้วก็น่าเสียดาย ที่นางย้อนเวลามาช้าไปสักหน่อย น่าจะย้อนกลับไปในช่วงที่ยังไม่แต่งงานกัน ทุกอย่างจะได้ไม่วุ่นวายมากถึงเพียงนี้
แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด หวนคืนครานี้ นางจะไม่ยอมปล่อยให้หัวใจที่เคยบอบช้ำต้องถูกเหยียบย่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า
นางหันไปมองเตียงนอนที่ประดับด้วยผ้าสีแดงสด ภาพในความทรงจำยังคงชัดเจน เหมือนว่าทุกอย่างเพิ่งผ่านมาได้ไม่นาน นางจำได้ดีว่าคืนนี้เขาจะไม่กลับมา เขาปล่อยนางให้นั่งรอหลังขดหลังแข็งอยู่ในห้องหอนี้จวบจนฟ้าสาง
เมื่อย้อนนึกถึงเรื่องราวเหล่านั้น นางก็พลันยิ้มแสยะออกมา ให้กับความโง่งมของตนเอง นางไม่ใช่คนรักของเขาอีกต่อไปแล้ว เช่นนั้นแล้ว เขาจะมาหานางได้อย่างไรกัน
จะมีประโยชน์อะไร หากนางได้มีโอกาสหวนคืน แต่จะยังทำตัวโง่งมเหมือนที่ผ่านมา แม้จะยังปวดใจ แต่นางจะไม่ยอมเลือกเส้นทางเดิมอีกต่อไป
มือเรียวบางยกขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเปิดผ้าคลุมหน้าที่บดบังใบหน้านางออก โดยไม่ต้องรอให้ผู้เป็นเจ้าบ่าวมาเปิดให้
เสียงโลหะเบา ๆ ดังขึ้นขณะนางถอดเครื่องประดับทีละชิ้น สร้อยไข่มุกระยิบระยับ กำไลข้อมือทองคำ และอื่น ๆ อีกมากมาย ถูกวางลงบนโต๊ะไม้เคลือบเงาอย่างไม่ไยดี รวมไปถึงชุดเจ้าสาวที่หนักไปทั้งกาย ก่อนที่นางจะเปลี่ยนมาสวมใส่ชุดนอนที่เบาสบายตัว เพราะไม่อยากที่จะต้องทนอึดอัดไปมากกว่านี้
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว หนี่โหยวเหยาก็ทิ้งกายลงนอนด้วยความเหนื่อยล้า เตียงนอนที่แสนนุ่ม พร้อมด้วยผ้าห่มหนาที่สามารถให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายได้เป็นอย่างดี นางคิดถึงสิ่งเหล่านี้มากที่สุด มากกว่าใบหน้าของคนใจร้ายผู้นั้นเสียอีก
หลังจากที่หนี่โหยวเหยาจมลงในห้วงนิทรา เสียงเงียบสงัดของค่ำคืนกลับถูกแทรกด้วยเสียงเปิดประตูที่แผ่วเบาราวกับลมหายใจ กู้หมิงเหยียนก้าวเข้ามาในห้องหอ แสงเทียนสลัวเผยให้เห็นใบหน้าของเขาที่ไร้ซึ่งอารมณ์ชัดเจน มีเพียงดวงตาลึกล้ำดุจท้องฟ้าในยามค่ำคืนที่ปิดบังความคิดทั้งหมดไว้
เขาเดินเข้ามาอย่างแผ่วเบา แต่ละก้าวสะท้อนถึงความลังเลที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในใจ ก่อนที่จะมาหยุดอยู่ข้างเตียงที่ฮูหยินของเขานอนอยู่ บัดนี้ลมหายใจของนางราบเรียบฟังดูสม่ำเสมอ บ่งบอกถึงการหลับใหลอย่างสนิทแล้ว
กู้หมิงเหยียนทรุดกายลงนั่งบนเตียง ดวงตาคมกริบทอดมองใบหน้านวลเนียนของหนี่โหยวเหยาที่ปราศจากการปกปิดด้วยผ้าคลุมหน้าอีกต่อไป นางในยามหลับใหลช่างดูบอบบางและเปราะบาง ราวกับดอกบัวขาวที่ล่องลอยอยู่ในสายธาร
“โหยวเหยา...เจ้าช่างดื้อรั้นยิ่งนัก” เสียงของเขาแผ่วเบาราวกับลมกระซิบ ล่องลอยหายไปในอากาศโดยไม่หวังให้ใครได้ยิน
ฝ่ามือหนายื่นออกไปอย่างแผ่วเบา เกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาบดบังใบหน้าของนาง เส้นผมดำขลับนุ่มลื่นราวกับแพรไหม เขาจัดเก็บมันไว้อย่างระมัดระวัง คล้ายกลัวว่านางจะตื่นขึ้นมา
กู้หมิงเหยียนโน้มตัวลงไปช้า ๆ ประทับจูบเบา ๆ บนหน้าผากของนาง ความอบอุ่นของสัมผัสนี้ช่างอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมายที่ซับซ้อน ราวกับว่าเขากำลังฝากคำพูดที่ไม่อาจเอ่ยออกมาไว้กับจุมพิตนั้น
“ไม่ว่าต้องแลกด้วยสิ่งใด ข้าก็ต้องปกป้องเจ้าเอาไว้ให้จงได้” เขากระซิบอีกครั้ง แม้ไม่มีผู้ใดได้ยิน แต่มันกลับเป็นคำที่ออกมาจากส่วนลึกในจิตใจของเขา
ความจริงแล้ว สาเหตุที่นางนอนหลับใหลได้ลึกถึงเพียงนี้ เป็นเพราะเขาได้ให้คนมาจุดธูปราตรีไว้ในห้องนี้เอาไว้ล่วงหน้า กลิ่นหอมละมุนของมันช่วยให้นางนอนหลับสนิท ไม่ต้องเผชิญกับความวุ่นวายและความทุกข์ใจในค่ำคืนนี้
กู้หมิงเหยียนยังคงนั่งอยู่ข้างเตียง สายตาของเขาไม่เคยละจากใบหน้าของนาง ราวกับกลัวว่าหากเขาละสายตาไปเพียงครู่ นางอาจจะเลือนหายไป เหมือนกับหมอกในยามเช้าที่จางหายเมื่อดวงตะวันโผล่ขึ้นมา
เวลาค่อย ๆ เคลื่อนผ่าน ค่ำคืนที่เงียบสงัด แสงเทียนในห้องเริ่มริบหรี่จนแทบดับ แต่ดวงตาของกู้หมิงเหยียนยังคงจ้องมองร่างบางที่กำลังนอนหลับอย่างไม่รู้เรื่องราว
เขานั่งอยู่เช่นนั้น จวบจนรุ่งเช้า แสงอ่อนของตะวันยามเช้าสาดส่องเข้ามาแตะใบหน้าของหนี่โหยวเหยา ทำให้ผิวพรรณของนางดูเปล่งปลั่งงดงาม กู้หมิงเหยียนยกมือขึ้นอีกครั้ง ลูบเส้นผมของนางอย่างแผ่วเบา
“โหยวเหยา ข้าขอโทษ...”
