บทที่๒...ตกหลุมรักไม่รู้ตัว (๔)
“อ่ะคีย์การ์ด คราวหลังมาจะได้ไม่ต้องรอข้างล่างอีก” เข้ามาในห้องก็ยื่นคีย์การ์ดสำรองให้เธอทันที เล่นเอาหญิงสาวถึงกับอึ้งไม่คิดว่าตนจะได้ครอบครองมัน หัวใจทำงานหนักอีกครั้งเมื่อเขากำลังทำให้เธอคิดว่าตัวเองสำคัญ
“พี่ให้คีย์การ์ดผู้หญิงทุกคนเลยหรือเปล่า”
“เปล่า...ไม่เคยเอาให้ใคร เธอเป็นคนแรก” ตอบหน้าตายเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่คนฟังรู้สึกพิเศษไปแล้วจนต้องย้ำกับตัวเองว่าเข้าหาเขาเพื่ออะไร ห้ามหลงกลไปตกหลุมรักชายอันตรายคนนี้เป็นอันขาด
เขาแค่ล่อลวงเธอเท่านั้น...
“คิดว่าหนูจะเชื่อหรือไง ไหนพี่บอกว่าให้เชื่อข่าวลือ แล้วข่าวพวกนั้นพี่ทั้งเจ้าชู้ กะล่อน ชอบหักอกคนอื่นเป็นว่าเล่น พี่แค่จะล้อเล่นกับความรู้สึกหนูใช่ไหม” ตอกย้ำความเลวของเขาต่อหน้าเลยด้วยซ้ำ เล่นเอาคนฟังถึงกับหลุดขำ ไม่คิดว่าเธอจะมองเขาเลวร้ายขนาดนี้
รู้ว่าเป็นอย่างนั้นแล้วจะเข้ามาจีบทำไม...
“หึ ฉันเลวขนาดนั้นเลยเหรอในสายตาเธอ”
“เปล่า...แต่พี่บอกเองว่าพี่เลว แล้วก็ให้เชื่อข่าวลือ”
“แล้วถ้าฉันจะเปลี่ยนคำพูด อยากให้เธอเชื่อในตัวฉันที่เธอรู้จักมาเดือนกว่า...เธอจะยอมมองฉันในตัวตนของฉันได้หรือเปล่า” ระยะเวลาที่รู้จักกันมาถือว่านานกว่าผู้หญิงคนอื่น เพราะส่วนมากเขาไม่เคยคบใครเกินข้ามคืน ไม่มีหญิงคนไหนสามารถรั้งชายหนุ่มเอาไว้ได้
เพราะไม่เชื่อหรือศรัทธาในความรัก จึงหล่อหลอมให้วาโยกลายเป็นคนไร้หัวใจเช่นนี้ จนได้มาเจอผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้า เธอทำลายกฎเกณฑ์ทุกอย่างที่เขาตั้งเอาไว้
“คนเรามีหลายด้าน พี่ยังแสดงทุกด้านให้หนูเห็นไม่หมดเลย แล้วหนูจะรู้จักตัวตนแท้จริงของพี่ได้ยังไงล่ะ” พูดตามสิ่งที่ตัวเองคิดแล้วเขาก็พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดนั้น ไม่เคยมีใครใจเย็นกับเขาขนาดนี้มาก่อน เข้ามาส่วนใหญ่ไม่เรื่องเซ็กส์ก็หาผลประโยชน์ทางด้านการเงิน
“นั่นสิ ค่อยเรียนรู้กันไปดีไหม” จ้องเธอนิ่งทำเอาหล่อนไม่มั่นใจว่าจะตีความคำพูดนั้นไปในแนวทางไหน
“นี่พี่...จะขอคบเหรอ” เขาไม่ได้ตอบในตอนนั้นแต่เลือกเปลี่ยนเรื่องทันที
“หึหึ ทำรายงานไปเถอะ” วางมือลงบนศีรษะมนแล้วปล่อยให้เธอทำรายงานตรงโต๊ะเล็กกลางห้องรับแขก ถึงจะสงสัยแต่เลือกไม่ถามต่อ เธอต้องรีบทำรายงานให้เสร็จเพื่อจะได้กลับบ้าน ตัดสิ่งรบกวนรอบข้างออกแล้วพิมพ์รายงานโดยมีเจ้าของห้องนั่งมองอยู่ไม่ห่าง
แค่เธออยู่ด้วย...ก็ทำให้เขาสบายใจแล้ว
ผ่านไปสองชั่วโมงโดยที่หญิงสาวนั่งสัปหงกอยู่หน้าจอคอมจนนึกสงสาร จึงอุ้มเธอมานอนบนโซฟาอย่างเบามือกลัวทำให้หล่อนตื่น
“อือ ขออีกห้านาทีนะแม่” พูดเสียงเบาขณะที่โดนรบกวนการพักผ่อน เขานึกว่าเธอจะได้สติแต่ยังคงนอนหลับสนิทเหมือนเดิม กลายเป็นตนเสียเองที่มองพลางอมยิ้ม แล้วดูรายงานที่ยังทำไม่เสร็จจึงตัดสินใจทำให้หล่อน
ไม่รู้ว่าช่อพิกุลจะจำได้ไหม...แต่เขายังไม่เคยลืมเลยสักครั้ง
“ฮึก” เสียงร้องไห้ของเด็กที่ดังขึ้นระหว่างทางกลับบ้านจนเธอต้องหันไปมองด้วยความสงสัย พบเด็กผู้ชายหน้าตามอมแมมเปื้อนโคลนกับเสื้อผ้าที่ดูสกปรกก็นึกสงสาร มองถุงขนมในมือของตนแล้วตัดสินใจเดินเอาไปให้อีกฝ่ายโดยไม่หวงเลยสักนิด
“พี่ เอาปาท่องโก๋ไหม กินแล้วไม่ร้องไห้นะ” รอยยิ้มหวานกับคำถามที่เรียกความสนใจ จนอีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมามอง ปาดน้ำตาที่บดบังภาพตรงหน้าออกจนเห็นเด็กหญิงหน้ากลมที่ยื่นขนมมาให้กัน ความหิวทำให้เขาค่อยยื่นมือไปรับ
“ฮึก อึก จริง จริงเหรอ” ร้องไห้จนสะอื้นพลางถามเพื่อความแน่ใจ
“จริง ลองกินดูสิ อร่อยมาก” กัดคำแรกแล้วเงยหน้ามองเธอ
“โกหก อึก ยัง ร้องไห้อยู่เลย” เหมือนว่าเด็กชายจะเชื่อเด็กหญิงหมดหัวใจ เธอยังพยายามตะล่อมให้เขากินเพื่อให้อีกฝ่ายสนใจที่ขนมมากกว่าความเศร้า ถือเป็นกลยุทธ์ที่เรียนรู้จากมารดา เพราะตนร้องไห้เมื่อไหร่แม่ก็ให้กินเสมอ
หลังจากนั้นก็ไม่ร้องไห้เลย...
“ก็กินหมดก่อนสิ กินหมดแล้วจะไม่ร้องไห้ พี่เชื่อหนูเถอะน่าไม่โกหกหรอก อ่ะ ให้อีกอันด้วย กินเยอะๆ เลยนะ” เธอยกให้เขาหมดทั้งถุงพร้อมกับวิ่งกลับบ้านเพื่อไปเอามาเพิ่ม ชายหนุ่มกินขนมแล้วมองตามเธอ ไม่แน่ใจว่ามันอร่อยหรือตนหิวกันแน่
“เอาขนมไปให้ใครน่ะ” เข้ามาในร้านก็คว้าขนมมาถือไว้ แม่หันมาเห็นพอดีจึงได้ถาม
“พี่เขาน่าสงสารอ่ะแม่ น่าจะนอนใต้สะพานหรือเปล่าเนื้อตัวมอมแมม บ้านเรามีเยอะจะตายแบ่งเขาหน่อยไม่เป็นไรหรอกเนอะ” ตั้งข้อสันนิษฐานตามความคิดของตัวเอง พอแม่ได้ฟังเช่นนั้นก็พลอยสงสารไปด้วยจึงหยิบขวดน้ำให้ลูก
“เรานี่น่า เอาน้ำไปให้เขาด้วยสิ กินแต่ขนมเดี๋ยวติดคอ”
“ค่ะ” รับน้ำมาถือไว้แล้วรีบวิ่งไปที่เดิม โชคดีที่เขายังนั่งกินขนมอยู่ตรงนั้น เธอจึงยื่นน้ำให้อีกฝ่ายด้วยความมีน้ำใจ
“น้ำ”
“ขอบใจ”
ภาพเหล่านั้นหล่อนลืมไปแล้ว แต่มีใครบางคนที่ยังจำความใจดีของเด็กหญิงได้ไม่ลืม ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะได้กลับมาพบกันอีก โดยที่เธอเป็นฝ่ายเข้ามาจีบเขาก่อนด้วยซ้ำ
คนที่นอนหลับใหลเริ่มรู้สึกตัวเมื่อหิวน้ำจนต้องเปิดเปลือกตา จ้องเพดานที่ไม่คุ้นเคยทั้งยังกลิ่นหอมของห้องที่มั่นใจว่าไม่ใช่ห้องนอนของตัวเองแน่นอน ก่อนได้ยินเสียงทุ้มที่ดังใกล้หูจึงหันตามเสียงแล้วพบใบหน้าหล่ออยู่ใกล้แค่คืบ
“อือ”
“ตื่นแล้วเหรอ” สะดุ้งสุดตัวจนต้องรีบลุกนั่งบนโซฟา สายตาปะทะเข้ากับนาฬิกาที่ติดข้างฝาพอดีจึงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
“ตี ตีสองแล้ว! ทำไมพี่ไม่รีบปลุกเล่า ตาย ตายแน่แม่โทรตามตั้งหลายสาย” ลนลานหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูแล้วก็พบสายเรียกเข้าจากครอบครัว เธอบอกท่านเพียงแค่ว่าจะกลับดึกเพราะทำรายงาน โดยไม่คิดว่าตนจะนอนหลับไปหลายชั่วโมงโดยที่งานยังไม่เสร็จด้วยซ้ำ
แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่น ต้องรีบกลับบ้านให้เร็วที่สุด
“เดี๋ยวไปส่ง” เขาอาสาแล้วช่วยเธอเก็บของทันที
“ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว” ส่งค้อนให้ร่างสูงที่เป็นต้นเหตุให้หล่อนกลับบ้านดึกอีกครั้ง
เขาขับสปอร์ตคาร์ไปส่งหล่อนถึงหน้าบ้าน ห้ามเท่าไหร่ก็ไม่ฟังเพราะตนกลัวคนในครอบครัวเห็น ยังดีที่ไม่มีใครตื่นจึงรีบหันไปหาคนขับหน้าหล่อหมายจะขอบคุณ แต่ยังพูดไม่จบประโยคก็ถูกอีกฝ่ายโน้มใบหน้าเข้ามาหอมแก้ม
“ขอบ...จุ๊บ” หล่อนนิ่งค้างเป็นหินไปแล้ว
“เจอกันพรุ่งนี้”
พอได้ยินประโยคนั้นถึงได้สติแล้วรีบลงจากรถอย่างรวดเร็ว วิ่งเข้ามาในบ้านพลางจับหัวใจตัวเองที่เต้นรัวราวกลองเพล
“ไม่มีอะไรเขาแค่หยอกเล่น ห้ามคิด ห้ามใจเต้น ห้ามรู้สึก ห้ามตกหลุมรักเขาเด็ดขาด!” ถึงจะบอกตัวเองแบบนั้นแต่มันก็ยากเสียเหลือเกิน เขามีเสน่ห์เกินต้านทาน ส่วนเธอก็เหมือนจะหลงใหลชายหนุ่มไปแล้ว
หลับตาทีไร...มีเพียงภาพใบหน้าของวาโยลอยเต็มไปหมด
แบบนี้เขาเรียกว่าตกหลุมรักหรือเปล่า
