ตอนที่ 4 หากชัวิตข้าใช้เพื่อมาเพื่อยุติความขัดแย้งของแผนดิน เช่นนั้นข้าก็ย่อมยินดี
อ๊ากกกก
เสียงร้องออกมาด้วยความทรมานภายในห้อง ทำให้ผู้เป็นพี่ชายที่ยืนอยู่หน้าประตูบานใหญ่ต้องลดมือลงในขณะที่กำลังจะเคาะประตู เขาไม่สามารถทำอันใดได้ หากเป็นไปได้เขาอยากที่ช่วยแบ่งความทรมานและความเจ็บปวดนั้นไว้แทน เขารู้ดีว่าน้องชายเขาผู้นี้ชอบเก็บทุกเรื่องเอาไว้ผู้เดียว และเอาแต่บอกเขาว่าไม่ได้เจ็บปวดอันใด
"อวี๋หมิง เจ้าอยู่หรือไม่"
เสียงเรียกผู้เป็นพี่ชายที่คุ้นเคยดังเข้ามาจากด้านนอก เขาจึงต้องรีบเก็บข้าวของที่กำลังทำแผลและสวมอาภรณ์ปิดไว้เช่นเดิม หากมาเห็นเขาสภาพนี้เกรงว่าจะต้องเป็นห่วงมากขึ้นกว่าเดิม หลายปีที่ผ่านมาเขารู้ดีว่าพี่ชายของเขานั้นต้องทุ่มแรงกายแรงใจไปมากเท่าไหร่ ที่ทำให้เขานั้นหายจากคำสาปนี้
เอี๊ยดดด
เสียงประตูไม้ถูกเปิดออก ตามด้วยร่างของอวี๋หมิงที่ใบหน้าตอนนี้ซีดเซี่ยวอย่างปิดไม่มิด กลิ่นยาสมุนไพรที่ลอยออกมาจากเตะจมูก เหวินอู๋มองหน้าผู้เป็นน้องชายก็ได้แต่เก็บสีหน้าของความเป็นห่วงเอาไว้ แต่แววตาที่มองนั้นกลับเก็บไว้ไม่ได้ ในเมื่อผู้เป็นน้องชายไม่อยากให้เขาเป็นกังวน เขาก็จะทำเหมือนไม่เป็นกังวล
"อาจารย์ลู่เหอบอกว่าเจ้าได้รับบาดเจ็บจากการฝึก ข้าจึงมาดูเจ้าเสียหน่อย"
"ข้ามิได้เป็นอันใดมาก"
อวี๋หมิงเอ่ยตอบพลางเดินไปนั่งที่โต๊ะม้าหินอ่อนใกล้ๆ ตามด้วยเหวินอู๋
"อวี๋หมิง....หากเจ้าเป็นหนักขึ้นเรื่อยๆ เช่นนี้เกรงว่าอาจจะส่งผลเสียมากกว่า"
"ข้าทราบดี"
"เช่นนั้น หากว่าเจ้าอยู่พักรักษาก่อนดีหรือไม่ เรื่องศึกษาของเจ้าก็พักไปก่อน ด้วยความสามารถของเจ้าหากว่ามิมีเรื่องสุขภาพเกรงว่าคงจบเร็วกว่าศิษย์คนอื่นๆไปหลายปีแล้ว"
"....."
อวี๋หมิงไม่ได้เอ่ยตอบ แต่สีหน้าและแววตาของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความว่างเปล่าและความเหม่อลอย เขารู้ดีว่าด้วยสภาพร่างกายของเขาตอนนี้ไม่สามารถแบกรับความเจ็บปวดไปได้เลย เพราะไม่มีแม้สักเสี่ยววินาทีที่ความเจ็บปวดจะทุเลาลงเลยแม้แต่น้อย
"เช่นนั้นเจ้านำคำพูดข้ากลับไปคิดดูก็แล้วกัน"
เหวินอู๋เอ่ยขึ้นพลางตบที่ไหล่ของน้องชายเบาๆ อย่างเป็นห่วง
"ข้าจะทำตามที่ท่านบอก...เรื่องที่จะพักรักษาตัว"
อวี๋หมิงเอ่ยขณะที่ผู้เป็นพี่ชายเดินออกไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เหวินอู๋ยิ้มกว้างออกมาด้วยความพอใจ เพียงแค่ผู้เป็นน้องรับปากว่าจะรักษาตัวเองให้ดี แค่นี้เขาก็พอใจแล้ว ตั้งแต่เขาเกิดจนจำความได้ เขามักได้ยินมานับพันครั้งในห้องมืดสนิท เสียงสะอื้นที่กัดผ้าหนาเอาไว้ไม่ให้ดังจนผู้อื่นได้ยินจากความเจ็บปวด เขาทำได้เพียงนั่งเฝ้าอยู่หน้าห้องของผู้เป็นน้องชาย อย่างที่ไม่กล้าเข้าไปปลอบใจ จนหลายสิบปีผ่านไปความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มดีขึ้น สามารถพูดเรื่องนี้ได้อย่างตรงไปตรงมา แต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงการปิดกั้นของน้องชายอยู่ดี
อวี่หมิงมองผู้เป็นพี่ชายที่เดินออกไปจนสุดสายตา ดวงตาคมแหงนมองท้องฟ้าที่ท่อประกายแสงสีทองในช่วงยามเย็น แสงอ่อนๆ พัดเอาความอบอุ่นมาประทะร่างกายหนา ภาพตรงหน้าช่างงดงามสมกับเป็นสำนักที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่ดีที่สุด ร่างกายที่พร้อมจะโรยราจนแทบไม่มีแรงขยับไปไหน ในขณะที่จิตใจยุ่งเหยิง สับสน กลับมีความว่างเปล่าของชีวิตแทรกแซงอยู่ด้วย
"หากข้าเกิดมาเพื่อยุติความขัดแย้งของแผนดินกว้างใหญ่นี้จริง เช่นนั้นข้าก็ย่อมยินดี"
.......
"ลูกพี่เหตุใดท่านถึงได้ทำสีหน้าเช่นนั้น"
ชุนเย่เอ่ยถามโจวเฟิงขณะที่ปากยังคงเคี้ยวอาหารจนแทบฟังไม่รู้เรื่อง
"ไม่มีอันใด เจ้านี้นะปากก็กิน ในหัวยังมาคอยจับผิดข้าอีก กินเข้าไปอีกซะ"
ชายหนุ่มหยิบมั่นโถ่ว ก่อนที่จะหยัดมันเข้าปากชุนเย่เข้าไปอีก
"แล้วนั้นท่านจะไปไหน'
"หาที่อ่านตำรา"
ชายหนุ่มตะโกนตอบขณะที่ร่างกายเดินออกไปไกลแล้ว
"อย่างท่านนี่หรือที่จะอ่านตำรา รอน้ำท้วงสำนักก่อนเถิด"
ชุนเย่เองก็ตะโกนตามหลังเอ่ยตอบไปเช่นกัน
โจวเฟิ่งเดินมาหยุดที่หน้าผากว้าง แสงอาทิตย์ช่วงยามเย็นและความเงียบช่วยให้เขาบรรเทาความรู้สึกที่ยุ่งเหยิงในหัวตอนนี้ ภาพที่อวี๋หมิงบาดเจ็บตอนซ้อมและความลับที่ได้ยินมานั้นกวนใจเขาไม่หยุด ตอนประลองกันนั้นเขาพบว่าตนเองมีพลังวิญญาณอ่อนๆ นี่นับเป็นครั้งแรก แต่หลังจากนั้นเขาลองทำเช่นเดี่ยวกับตอนที่ฝึกกลับพบว่ามันไม่มีพลังวิญญาณเช่นเดิม เห็นทีว่าเรื่องนี้จะมีเพียงอวี่หมิงที่ช่วยเขาได้
